แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: [1] 2 3 ... 9
1
อื่นๆ / สมุนไพรก้านเหลือง
« เมื่อ: เมษายน 26, 2019, 09:58:03 PM »

สมุนไพรก้านเหลือง
ก้านเหลือง Gonocaryum lobbianum (Miers) Kurz
บางถิ่นเรียกว่า ก้านเหลือง คำเกี้ยวต้น มะดีควาย (ภาคเหนือ) ดันหมี ดีหมี (ภาคใต้) ปูตูบูแว (มลายู-นราธิวาส) โปมะจูด (เขมร-จันทบุรี) ดีควาย หีควาย (จังหวัดลำปาง)
ไม้พุ่ม หรือ ต้นไม้ -> สูง 2-7 ม. บางทีอาจจะสูงได้ถึง 15 มัธยม เปลือกเรียบ สีเทาหรือสีน้ำตาล แขนงเล็กเรียว มีขนตามปลายกิ่ง
ใบ -ก้านเหลือง> โดดเดี่ยว ออกเวียนสลับรอบลำต้น รูปขอขนานรูปรี หรือ รูปไข่กลับปนรูปรี กว้าง 3-8 เซนติเมตร ยาว 10-16 ซม. ปลายใบเป็นติ่งมน โคนใบสอบแคบหรือกลม เส้นใบมี 4-6 คู่ ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. สีเหลือง มีรอยย่น
ดอก -ก้านเหลือง> ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 เซนติเมตร มีดอกช่อละ 1-1.5 เซนติเมตร สีเหลือง มีรอยย่น ดอก ออกเป็นช่อสั้นๆตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 เซนติเมตร มีดอกช่อละ 1-3 ดอก มีขนประปรายราบกับผิว ดอกเพศผู้ และดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาวอมเขียว เชื่อมชิดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เกสรเพศผู้มี 5 อัน เชื่อมชิดกับหลอดกลีบดอกไม้ เกสรเพศเมียเป็นหมัน มีขน ดอกเพศเมีย มีกลีบเลี้ยงและก็กลีบคล้ายดอกเพศผู้ แต่ว่ามีขนาดใหญ่กว่านิดหน่อย เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 5 อัน รังไข่รูปไข่ มีขน
ผล -ก้านเหลือง> รูปขอบขนานแกมรูปรี กว้าง 2-2.7 เซนติเมตร ยาว 3-4 เซนติเมตร สีเขียวสุกมีสีม่วงอมน้ำเงิน หรือ ออกจะดำ มี 1 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
ขึ้นตามป่าดงดิบ หรือป่าผลัดใบชื้น ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 900 มัธยม เจอทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และก็ภาคใต้ของไทย
สรรพคุณ
ใบ -ก้านเหลือง> น้ำต้มกินแก้เหน็บชา

2
อื่นๆ / สมุนไพรอบเชยญวณ
« เมื่อ: เมษายน 20, 2019, 09:34:28 PM »

สมุนไพรอบเชยญวณ
อบเชยญวณ Cinnamomum camphora (L.) Presl.
บางถิ่นเรียกว่า อบเชยญวณ (ทั่วไป) ประพรมเส็ง (งู-แม่ฮ่องสอน)
ไม้ใหญ่ -> ขนาดใหญ่ สูงได้ถึง 30 มัธยม ทรงพุ่มไม้กว้าง ทึบ ลำต้นมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางถึง 1.5 ม. เปลือกต้นสีน้ำตาล ผิวหยาบคาย เปลือกกิ่งสีเขียว หรือน้ำตาลอ่อน ผิวเรียบ ไม่มีขน แก่นไม้สีน้ำตาลปนแดง
ใบ -อบเชยญวณ> เดี่ยว ออกเรียงสลับ รูปรี หรือรูปรีแกมรูปไข่ กว้าง 2.5-5.5 ซม. ยาว 5.5-15 เซนติเมตร ปลายใบเรียวแหลม โคนใบป้านหรือกลม ขอบของใบเรียบหรือเป็นคลื่นบางส่วน เนื้อใบออกจะหนา ด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นเงา ข้างล่างสีเขียวอมเทาหรือนวล ไม่มีขน เมื่อขยี้จะมีกลิ่นหอมหวนคล้ายกลิ่นการบูร เส้นใบขึ้นตรงมาจากโคนใบราวๆ 3-8 มิลลิเมตร แล้วแยกออกเป็น 3 เส้น ตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกนั้นมีต่อม 2 ต่อม และตามเส้นกึ่งกลางใบอาจมีต่อมเกิดขึ้นตรงมุมที่มีเส้นใบแยกออกไป ก้านใบยาว 2-3 ซม. ไม่มีขน
ดอก ->อบเชยญวณ ออกเป็นช่อตามง่ามใบ ยาวราว 5 เซนติเมตร สีขาวอมเหลืองหรืออมเขียว ก้านดอกย่อยยาว 1-2 มิลลิเมตร กลีบรวมมี 6 กลีบ เรียงเป็น 2 วงๆละ 3 กลีบ รูปรี ภายนอกสะอาด ก้านในมีขนละเอียด เกสรเพศผู้มี 9 อัน เรียงเป็น 3 วงๆละ 3 อัน อับเรณูของวงที่ 1 และวงที่ 2 เบือนหน้าเข้าด้านใน ก้านเกสรมีขน ส่วนอับเรณูของวงที่ 3 เบือนหน้าออก ข้างนอก ก้านเกสรค่อนข้างใหญ่ มีต่อม 2 ต่อมอยู่ใกล้โคนก้าน ต่อมรูปไข่กว้างและก็มีก้าน อับเรณูมีช่องเปิด 4 ช่อง เรียงเป็น 2 แถวละ 2 ช่อง มีลิ้นเปิดทั้ง 4 ช่อง เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 3 อันอยู่ข้างในสุด รูปร่างคล้ายลูกศร มีขนแม้กระนั้นไม่มีต่อม รังไข่รูปไข่ ไม่มีขน ก้านเกสรเพศเมียยาว ประมาณ 1 มม. ไม่มีขน ปลายเกสรเพศเมียกลม

ผล -อบเชยญวณ> รูปไข่ หรือกลม ยาว 6-10 มม. สุกสีม่วงดำ มีฐานดอกซึ่งเจริญวัยขึ้นมาเป็นแป้นรองรับผล
นิเวศน์วิทยา
เป็นพืชพันธุ์ไม้ที่ขึ้นได้ทั้งในเขตอบอุ่นและเขตร้อน
สรรพคุณ
ต้น -อบเชยญวณ> กลั่นแก่นไม้จะได้ camphor หรือ การบูรธรรมชาติ ใช้ผสมเป็นยาเพื่อคุ้มครองปกป้องแมลงบางชนิด เป็นยาระงับประสาท แก้อาการชักบางจำพวก ฆ่าเชื้อโรคบางจำพวก ขับเหงื่อ แก้ไข้หวัด และขับลม ใช้ทาถูนวดแก้ปวดและก็เป็นยาฆ่าเชื้อโรคอย่างอ่อน

3
อื่นๆ / สมุนไพรเพกา
« เมื่อ: เมษายน 16, 2019, 02:30:26 PM »

สมุนไพรเพกา
ชื่อพื้นบ้านอื่น
มะลิดไม้ มะลิ้นไม้ ลิดไม้ (ภาคเหนือ) หมากลิ้นก้าง หมากลิ้นช้าง (งู-ภาคเหนือ) ดอก๊ะ ด๊อกก๊ะ ดุมึง (กะเหรี่ยง-แม่ฮ่องสอน) กาโด้โด้ง (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) เพกา (ภาคกึ่งกลาง) ลิ้นฟ้า (เลย) เบโก (มลายู-จังหวัดนราธิวาส)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อตระกูล BIGNONIACEAE
ชื่อสามัญ Indian trumpet flower.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16960556/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%81%E0%B8%B2]เพกา[/url][/url][/color]ไม้ต้นขนาดเล็ก (ST) ผัดใบ -> สูงราวๆ 4-20 เมตร เปลือกต้น เรียบสีเทา บางครั้งบางคราวแตกเป็นรอยตื้นน้อย มีรูระบายอากาศขจัดขจายตามลำต้นรวมทั้งกิ่ง
ใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบเดี่ยวๆขนาดใหญ่ที่ปลายก้าน รูปทรงกลม ปลายใบเรียวแหลม โคนใบมน ก้านใบยาวเพกา ใบย่อยรูปไข่ ขอบใบเรียบ ออกตรงกันข้ามชิดกัน อยู่ราวๆปลายกิ่ง ก้านใบย่อยสั้น แผ่นใบสีเขียวเข้ม
ออกดอกเป็นช่อแบบช่อกระจะ ช่อมีขนาดใหญ่ออกที่รอบๆปลายยอด มีก้านช่อดอกยาว มีดอกย่อยขนาดใหญ่ รูปปากเปิดแบบสามมาตรด้านข้าง กลีบดอกครึ้ม มี 5 กลีบ ข้างนอกสีม่วงแดงหรือน้ำตาลคล้ำ ข้างในสีเหลืองเปื้อนๆครึ่งหนึ่งสีชมพู โคนกลีบเชื่อมชิดกันเป็นรูปลำโพง ส่วนปลายแยกออกเป็นกลีบย่นย่อขยุกขยิก รอบๆปลายกลีบดอกไม้ภายในสีขาวอมเหลือง หรือขาวอมเขียว มีเกสรตัวผู้ 5 อันใกล้กับท่อดอกโคนก้านจะมีขน
ผล -> เป็นฝักแบน ยาวเหมือนรูปดาบ ห้อยระย้าอยู่เหนือเรือนยอด สีน้ำตาลดำ เมื่อแก่จะแตกออกเป็น 2 ซีก
เม็ด -> เม็ดแบน มีปีกบางใสจำนวนมาก
นิเวศวิทยา
เป็นไม้ที่ขึ้นได้ทั่วๆไปทุกภาคของเมืองไทย ถูกใจขึ้นบนที่โล่งแจ้ง รอบๆชายเขาดิบ และก็ไร่ร้างปกติ
การปลูกและขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่ปลูกได้ไม่ยาก และไม่ต้องการใส่ใจมากนัก เติบโตก้าวหน้าในที่เปียกชื้นระบายน้ำดีโดยเฉพาะดินที่ร่วนซุย ควรจะปลูกในหน้าฝน ขยายพันธ์ุด้วยการเพาะเม็ดหรือการตัดชำราก

ส่วนที่ใช้ รส และก็คุณประโยชน์
เปลือกราก -> รสฝาดขม แก้ปวดท้อง ฝาดวสมาน เป็นยาบำรุง แก้บิด แก้ท้องเดิน ขับเหงื่อ
ราก -> รสฝาดขม เป็นยาบำรุงธาตุ แก้ท้องวหล่น เจริญอาหาร เพกาก่อให้เกิดน้ำย่อยอาหาร ฝนกับน้ำปูนใสทาแก้อาการอักเสบ ฟกช้ำ บวม ลำต้น รสขม แก้แมลงป่องต่อย
เปลือกต้น -> รสขมฝาด ขับน้ำเหลืองเสีย ขับเลือด ขับเสลด ดับพิษเลือด เป็นยาขมเจริญอาหาร
ใบ -> รสฝาด ใช้ต้มดื่มแก้อาการปวดท้อง แก้ปวดข้อ และเจริญอาหาร
ผลอ่อนหรือฝักอ่อน ->เพกา รสขมร้อน ขับผายลม เป็นยาบำรุงธาตุ
ผลแก่หรือฝักแก่ -> รสขมร้อน แก้ร้อนในอยากกินน้ำ
เม็ดแก่ -> รสขม เป็นยาอมแก้ไข ขับเมหะ ใช้เป็นส่วนประกอบอย่างหึ่งในน้ำจับเลี้ยงของคนจีนแก้ร้อนใน
วิธีใช้รวมทั้งปริมาณที่ใช้

  • ขับเลือด ขับน้ำเหลืองเสีย โดยใช้เปลือกต้นสด 1 กำมือ หรือหนักราวๆ 20 กรัม สับเป็นชิ้นต้มในน้ำที่สะอาด 1 ลิตร เคี่ยวให้เหลือ 3 ใน 4 ส่วน กรองเอาน้ำกิน เช้าตรู่-เย็น
  • แก้ปวดฝี โดยใช้เปลือกสด ประมาณ 1 ฝ่ามือฝนกับสุราโรงทาบริเวณที่เป็นประจำ
  • แก้อาการร้อนใน แก้ไอ และขับเสมหะ เม็ดเป็นส่วนประกอบอย่างหนึ่งใน “น้ำจับเลี้ยง” ของคนจีน โดยใช้เมล็ดครั้งละ 0.5-1 กำมือ (หนักประมาณ 1.5-3 กรัม) ใส่น้ำประมาณ 300 มล. ต้มไฟอ่อนพอเพียงเดือดนานประมาณ 1 ชั่วโมง ดื่มวันละ 3 ครั้ง


4
อื่นๆ / สมุนไพร
« เมื่อ: เมษายน 13, 2019, 02:06:03 AM »

สมุนไพรแก้โรคผิวหนัง
สมุนไพรเทียนดอก
สมุนไพรใบระบาด
สมุนไพรพิลังกาสา
สมุนไพรลิ้นงูเห่า
สมุนไพรมัน
สมุนไพรเสมหะพังพอน

Tags : สมุนไพร

5
อื่นๆ / สมุนไพรลิ้นงูเห่า
« เมื่อ: เมษายน 11, 2019, 03:38:33 PM »

สมุนไพรลิ้นงูเห่า
ชื่อพื้นเมืองอื่น ลิ้นงูเห่า (จันทบุรี)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Clinacanthus siamensis Bremek.
ชื่อสกุล ACANTHACEAE
ชื่อสามัญ Lin gnu hao.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้เถาล้มลุก (HC) -> ลักษณะพุ่มไม้เลื้อย คล้ายต้นเสมหะพังพอนตัวเมีย ลำต้นกลมสีเขียวเรียวยาว
ใบ  ลิ้นงูเห่า-> เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปหอกหรือรูปหอกแกมขอบขนาน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาว 6-12 ซม. ปลายใบแหลม โคนใบแหลม ขอบใบเรียบ ก้านใบเล็กกลม แผ่นใบมีสีเขียวเข้ม ใบดกรวมทั้งแน่นหนา
ดอก -> ออกดอกเป็นช่อกระจุก สีแดงปนส้ม แต่ละข่อมีดอกย่อยอัดแน่น 10-15 ดอก ลักษณะซึ่งคล้ายดอกเสลดพังพอนตัวเมีย กลีบเลี้ยงสีเขียวเป็นรูประฆังตื้นๆโคนดอกติดกันเป็นหลอดยาว ปลายแยกเป็นกลีบดอกไม้ 2 กลีบมีเกสรตัวผู้เป็นสีเหลืองแทงพ้นกลีบดอกไม้
ผล ลิ้นงูเห่า-> เมื่อแห้งแตกได้ ภายในมีเมล็ด
นิเวศวิทยา
กำเนิดดังที่รกร้างว่างเปล่าธรรมดา นิยมปลูกตามสถานที่ต่างๆทั้งสวนสาธารณะ วัด รวมทั้งบ้านที่พัก เพื่อเป็นไม้ประดับและใช้ประโยชน์ทางยา
การปลูกรวมทั้งขยายพันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง ชอบแดดจ้า น้ำไม่ขัง เจริญเติบโตได้ในดินร่วน นิยมปลูกเป็นแปลงหรือเป็นแถว ขยายพันธ์ฺด้วยการเพาะเมล็ดหรือการปักชำกิ่ง
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งสรรพคุณ
ราก -> รสจืดเย็น ตำพอกดับพิษแมลงกัดต่อย
ใบ [url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16960588/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%87%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%B2]ลิ้นงูเห่า[/url][/url]-> รสจืดเย็น โขลกหรือขยี้ทาแก้พิษร้อน โรคผิวหนัง พิษอักเสบและก็ปวดฝี รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ลดอาการอักเสบ
วิธีการใช้แล้วก็จำนวนที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาตำให้ถี่ถ้วน ใช้ทาและก็พอกบริเวณที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง บ่อยๆ จวบจนกระทั่งจะหาย
  • ลดอาการปวดแสบปวดร้อนของตุ่มแผลงูสวัด โดยใช้ใบสด 10-20 ใบ ล้างให้สะอาดนำมาตำให้ถี่ถ้วนผสมสุราโรงน้อย เอามาทาและก็พอกบริเวณที่มีอาการ ตอนเช้า-เย็น บ่อยๆ
ข้อควรจะทราบ
สีจากน้ำคั้นจะติดอยู่นาน ลิ้นงูเห่าจำเป็นต้องระวังการเปรอะเปื้อนเสื้อผ้ารวมทั้งร่างกายส่วนอื่นๆ

6
อื่นๆ / สมุนไพรใบระนาด
« เมื่อ: เมษายน 11, 2019, 01:10:58 AM »

สมุนไพรใบระนาด
ชื่อพื้นเมืองอื่น ใบระนาด , ผักระบาด (ภาคกลาง) เมืองมอน (จังหวัดกรุงเทพ)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Argyreia nervosa (Burm.f.) Bojer
ชื่อพ้อง Argyreia speciosa (L.f.) Sweet
ชื่อวงศ์ CONVOLVULACEAE
ชื่อสามัญ Bai rabaat.
ลักษณะทั่วไปทางวิชาพฤกษศาสตร์
ไม้เถา (ExC) -> ลักษณะเลื้อยยาว ตามลำต้นรวมทั้งกิ่งไม้มีขนนุ่มสีขาวหรือน้ำตาลปนเหลือง หนาแน่น มียางเหนียวสีขาว
ใบ -ใบระนาด> เป็นใบโดดเดี่ยว ลักษณะใบรูปไข่หรือรูปกลม กว้าง 8-25 ซม. ยาวราว 10-30 ซม. ปลายใบมน แหลมหรือแหลมเป็นหาง มีติ่งเล็กสั้น โคนใบรูปหัวใจเว้าลึก แผ่นใบเกลี้ยงหรือค่อนข้างจะสะอาด ด้านท้องใบมีขนเหมือนเส้นไหมสีขาว เทาหรือน้ำตาลแกมเหลือง หนาแน่น เส้นกลางใบ และก็เส้นใบจะชัดทางด้านท้องใบใบระนาด เส้นกิ่งก้านสาขาใบมีจำนวนมากเรียงขนานกันเป็นขันบันได ก้านใบสั้นกว่า หรือยาวพอๆกับตัวใบ
ดอก -> ออกชิดเป็นช่อ ก้านช่อดอกแข็ง ยาวถึง 20 ซม. ก้านดอกสั้นเป็นเหลี่ยม ใบตกแต่งใหญ่ ลักษณะรูปไข่ขอบขนาน หรือรูปรี ยาว 3.5-5 ซม. ปลายเรียวคม ด้านนอกมีขนนุ่มฟู ข้างในหมดจด หลุดตกง่าย กลีบรองกลีบดอกรูปรีกว้าง ปลายใบมนหรือแหลม และสองกลีบนอกยาว 15 ม.ม ส่วนสามกลีบในสั้น ด้านนอกนั้น มีขนสีขาวนุ่มหนาแน่น ด้านในหมดจด กลีบดอกไม้ใหญ่ เชื่อมติดกันเป็นรูปท่อหรือกรวย ยาว 6 ซม. สีม่วงแกมชมพู ลาบกลีบจะเป็นแฉกตื้นๆที่บริเวณกลางกลีบแต่ละกลีบมีขนุ่มหนาแน่น ก้านเกสรผู้มีขนปุกปุยที่โคน
ผล -ใบระนาด> ลักษณะกลม เส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 2ซม. ปลายมีติ่งสีน้ำตาลอมเหลือง
นิเวศวิทยา
มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินเดีย ในประเทศไทยกำเนิดดังที่รกร้างว่างเปล่า ชายเขาดงดิบ และป่าเบญจพรรณทั่วๆไป โดยมากปลูกขึ้นร้านค้าเป็นไม้ประดับแล้วก็บังร่มเงาได้ดิบได้ดี
การปลูกและเพาะพันธุ์
เป็นไม้ที่โล่งแจ้ง ถูกใจแสงตะวันจัด จะขึ้นเกาะพาดตามต้รไม้ต้นๆเจริญเติบโตเจริญในดินร่วยซุยที่มีสารอินทรีย์มาก ขยายพันธ์ุด้วยการทำหมันทาบกิ่ง หรือการปักชำ

ส่วนที่ใช้ รส และสรรพคุณ
ราก -ใบระนาด> รสจืดฝาด เป็นยาขับน้ำเหลืองเสีย บำรุงปรับปรุงข้ออักเสบ กระตุ้นความกำหนัด ขับปัสสาวะ แก้โรคเท้าช้าง โรคอ้วนที่่มีต้นเหตุจากการสั่งสมไขมันมากมาย
ใบ -> รสขื่น ใช้พอกฝีรวมทั้งใบระนาดบาดแผลแก้อักเสบ แก้โรคผิวหนังทั่วๆไป น้ำคั้นหยอดหูแก้หูอักเสบ
วิธีการใช้รวมทั้งปริมาณที่ใช้

  • เป็นยารักษาโรคผิวหนัง โดยใช้ใบสด 4-7 ใบ ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาโขลกอย่างละเอียด ใช้ทาและพอกบริเวณที่เป็น วันละ 2-3 ครั้ง เสมอๆ จนกว่าจะหาย



Tags : ใบระนาด

7
อื่นๆ / สมุนไพรเชียด
« เมื่อ: เมษายน 10, 2019, 03:20:34 AM »

สมุนไพรเชียด
เชียด Cinnamomum iners Blume
บางถิ่นเรียกว่า เชียด มหาปราบตัวผู้ อบเชย อบเชยต้น (ภาคกลาง) กระแจะนาฬิกา กะเชียด กะทังนั้น (ยะลา) กะดังงา (กาญจนบุรี) กะพังหัน โกเล่ เนอม้า (กะเหรี่ยง-จังหวัดกาญจนบุรี) เขียด เคียด เฉียด ชะนุต้น (ภาคใต้) ดิ๊กซี่สอ (กะเหรี่ยง-เชียงใหม่) บอกคอก (ลำปาง) ฝักกระบี่ (พิษณุโลก) พญาปราบ (จังหวัดโคราช) สะวง (ปราจีนบุรี)
ต้นไม้ ขนาดกลางถึงกับขนาดใหญ่ สูง 15-20 ม. ทรงพุ่มไม้กลม หรือ รูปเจดีย์ต่ำๆทึบ เปลือกสีน้ำตาลอมเทา ออกจะเรียบ สะอาด เปลือกแล้วก็ใบมีกลิ่นหอมหวนอบเชย (cinnamon)
ใบเชียด [/b]ลำพัง ออกตรงกันข้าม หรือเยื้องกันนิดหน่อย รูปขอบขนาน กว้าง 2.5-7.5 ซม. ยาว 7.5-2.5 ซม. เนื้อใบ ครึ้ม เกลี้ยง และกรอ มีเส้นใบออกมาจากโคนใบ 3 เส้นยาวตลอดจนถึงปลายใบ ด้านล่างเป็นคราบขาวๆก้านใบยาว 0.5 ซม.
ดอก มีขนาดเล็ก สีเหลืองอ่อน หรือเขียวอ่อน ออกเป็นช่อแบบกระจายที่ปลายกิ่ง ยาว 10-25 ซม. ดอกมีกลิ่นเหม็น ผล มีขนาดเล็ก รูปขอบขนาน ยาวราวๆ 1 เซนติเมตร แข็ง ตามผิวมีคราบเปื้อนขาวๆแต่ละผลมีเมล็ดเดียว ฐานรองรับผลเป็นรูปถ้วย

นิเวศน์วิทยา
ขึ้นกระจายทั่วไปในป่าดิบ
คุณประโยชน์
รากเชียด พบ essential oil ที่มี eugenol safrol, benzaldehyde แล้วก็ terpene
ต้นเชียด เปลือกต้น พบ essential oil ประมาณ 0.5% มี eugenol, terpene แล้วก็ cinnamic aldehyde

Tags : เชียด

8
อื่นๆ / สุนัขร่า
« เมื่อ: เมษายน 09, 2019, 07:53:16 AM »

สุนัขร่า
สุนัขร่า เป็นแมลงจำพวกต่อหรือแตน แต่ว่าทำรังรูปร่างต่างกันด้วยดินเหนียวหรือดินเหนียวปนทราย ติดอยู่กับก้านไม้หรือวัสดุอื่นภายนอกอาคารบ้านเรือน หรือตามขื่อ ฝ้าเพดานในบ้าน ทั้งนี้สุดแท้แต่จำพวกของหมาร่า ซึ่งมีอยู่เยอะมากหลายแบบ ในตระกูล sphecidae แล้วก็ตระกูล Eumenidae หมาร่า เป็นแมลงที่มีชีวิตอย่างโดดเดี่ยว จึงเรียก solitary wasp ไม่อยู่รวมกลุ่มกันเป็นแบบสังคม ราวกับต่อหลวงหรือต่อหัวเสือ ซึ่งเป็นจำพวก social wasp
หมาร่า][/url]
หมาร่าเป็นมังล่า เป็นชื่อที่เรียกกันในภาคกึ่งกลาง ทางภาคทิศตะวันออก ดังเช่น จันทบุรี จังหวัดตราด ฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี เรียกเป็น สุนัขร่าหมาล้า หรือ สุนัขล้า ทางภาคตะวันตกดังเช่นว่า กาญจนบุรี เรียก แมงไม้ ไม้ หรือ ไอ้ไม้ ทางภาคเหนือดังเช่นว่า เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง จังหวัดเชียงใหม่ น่าน เรียก แมงไม้ หรือ ไม้ ทางภาคอีสาน เช่น บุรีรัมย์ จังหวัดโคราช จังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ ขอนแก่น มหาสารคาม จังหวัดนครพนม จังหวัดอุดรธานี จังหวัดกาฬสินธุ์ เรียก ไน หรือ หมาไน ส่วนด้านใต้ อย่างเช่น ชุมพร กระบี่ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต นครศรีธรรมราช สงขลา ยะลา เรียก หมาบ้า หรือ หมาแมงบ้า

9
อื่นๆ / สมุนไพรกะตังใบ
« เมื่อ: เมษายน 08, 2019, 11:18:50 AM »

สมุนไพรกะตังใบ
กะตังใบ Leea indica (Burm.f.) Merr.
บางถิ่นเรียกว่า กะตังใบ (จังหวัดกรุงเทพมหานคร จันทบุรี เชียงใหม่) ขานางใบ (จังหวัดตราด) ช้างเขิง (ฉาน) โคนงจ้วม โคนงต้อม (ภาคเหนือ) บั่งบายต้น (จังหวัดตรัง)
ต้นไม้ -> หรือ ไม้ใหญ่ขนาดเล็ก สูงได้ถึง 10 มัธยม ลำต้นเกลี้ยง หรือปกคลุมด้วยขนสั้นๆ
ใบ ->กะตังใบ เป็นใบประกอบแบบขนนก (1-)2- หรือ 3 ชั้น ใบย่อยมี 7- ถึงเยอะๆ หูใบรูปไข่กลับ กว้างได้ถึง 4 เซนติเมตร ยาว 6 ซม. มักจะหมดจด หรือมีขนห่างๆ หูใบตกง่าย นำไปสู่รอยแผลเป็นรูปสามเหลี่ยมกว้าง ศูนย์กลางใบยาว 10-35 ซม. เกลี้ยง หรือมีขนสั้นปกคลุม ใบย่อยรูปขอบขนานปนรูปไข่ ถึงรูปหอกแกมรูปไข่ หรือรูปรี หรือรูปใบหอกปนรี กว้าง 3-12 เซนติเมตร ยาว 10-24 ซม. ปลายใบแหลมถึงเรียวแหลม โคนใบสอบ หรือกลม หรือเว้า น้อย ขอบของใบจักมน หรือจะแบบฟันเลื่อย หรือแบบซี่ฟันตื้นๆเนื้อใบครึ้มปานกลาง ข้างล่างมีต่อมขนาดเล็กรูปเหลี่ยม หรือกลม เส้นใบมี 6-16 คู่ ก้านใบย่อยยาวได้ถึง 25 มม. สะอาด หรือมีขน ก้านใบรวมยาว 10-25 เซนติเมตร
ดอก -กะตังใบ[/url]> สีขาวอมเขียว ออกเป็นช่อกว้าง ดอกติดห่างๆยาว 10-25 ซม. สะอาด หรือมีขนน้อย ริ้วประดับประดามีตั้งแม้กระนั้นรูปสามเหลี่ยมค่อนข้างกว้าง ถึงสามเหลี่ยมแคบ ยาวโดยประมาณ 4 มม. ก้านช่อดอกยาวได้ถึง 15 เซนติเมตร กลีบเลี้ยงยาว 2-3 มิลลิเมตร เชื่อมติดกันที่โคน ปลายแยกเป็นแฉกแหลม 5 แฉก กลีบดอกไม้ 5 กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน เกสรเพศผู้มี 5 อัน ติดอยู่ที่หลอดเกสรเพศผู้ ปลายอับเรณูจะโผล่พ้นหลอดออกไปเป็นแฉกมนๆปลายแฉกเว้า เกสรเพศเมียมี 6 ช่อง แต่ละช่องมีไข่ 1 เมล็ด ก้านเกสรสั้น ปลายมน ผล กลม แป้น ผิวบาง มีเนื้อนุ่ม สีม่วงดำ มี 6 เมล็ด

นิเวศน์วิทยา
ขึ้นได้ทั่วไปในทุกภาคของประเทศ
คุณประโยชน์
ราก -กะตังใบ> น้ำสุกรับประทานเป็นยาแก้ปวดท้อง ท้องร่วง แก้บิด ขับเหงื่อ รวมทั้งเป็นยาเย็น แก้อาการกระหายน้ำ ใบ ย่างไฟให้ไหม้เกรียม ใช้พอกหัว แก้วิงเวียน มึนงง ตำเป็นยาพอกแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัวกล้ามเนื้อ และก็แก้ผื่นคันตามผิวหนัง น้ำยางจากใบอ่อนกินเป็นยาช่วยในการย่อย ผล กินได้

10
อื่นๆ / แมลงสาบ
« เมื่อ: เมษายน 07, 2019, 01:04:18 AM »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ
แมลงสาบ และก็ “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่คนไทยทางภาคกึ่งกลางใช้เรียกในวงศ์ Blattidae หลายแบบ ทางภาคเหนือเรียก แมลงแสบ หรือแซบ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงแปะหรือ แมงแป้ แมลงในสกุลนี้เจอทั่วโลกมีราว ๒๕๐ สกุล ราว ๕,๐๐๐ จำพวก
แมลงสาบชนิดสำคัญ
ประเภทสำคัญๆที่เจอแพร่หลายไปทั้งโลกมี ๕ ชนิด อาทิเช่น
๑.เยอรมัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า German cockroach หรือ water bug หรือ croton bug คนประเทศไทยเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน เป็นจำพวกที่รู้จักกันยอดเยี่ยมและก็แพร่หลายอย่างกว้างขวางพยได้มากที่สุด เป็นขนาดเล็ก ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ เซนติเมตร สีน้ตาลเหลืองชีด มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามแนวยาว ๒ แถบ ทั้งสองเพศมีปีก ตัวเมียพบบ่อยถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง ออกหากินตอนเวลากลางคือน เจอในบ้านเรือน ในที่มีของกิน ได้แก่ ที่ชื้นและอุ่น รับประทานของที่ตายแล้ว
๒.ชีบประเทศตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellaorientalis(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า oriental cockroach หรือ black beetle คนไทยเรียก มีขนาดกึ่งกลาง ลำตัวยาวรวม ๒.๕ เซนติเมตร ตัวเมียนั้นปีกไม่ก้าวหน้า แต่ว่าเพศผู้มีปีกยาว แต่ว่าปีกมันยาวไม่พ้นส่วนท้อง เข้ามาในหมู่บ้านทางท่ออาหารท่อสำหรับระบายน้ำ มักอยู่ตามดินที่เปียกแฉะ เป็นที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น กินอาหารทุกประเภท มักพบตามกองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ถูกใจรับประทานของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.อเมริกา มีชื่อวิทยาศาสตร์ Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า American cockroach คนประเทศไทย มีขนาดใหญ่ที่สุด ลำตัวยาว ๓-๔ เซนติเมตร สีน้ำตาลปนแดง มีถิ่นกำเนิดในอเมริกากลาง แต่ว่าเดี๋ยวนี้แพร่หลายไปทั่วทั้งโลก ทั้งยัง ๒ เพศมีปีกยาวปกคลุมถึงท้อง เป็นแมลงที่คล่องแคล่ว ถูกใจที่อุ่น ที่เปียกชื้น ชอบอยู่ในที่มืด ออกหากินตรงกลางเป็น กินของที่ตายแล้วแล้วก็เศษอาหารทุกๆอย่าง
๔.แมลงสาบออสเตรเลีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian cockroach ชาวไทยเรียก ชนิดนี้มีสีน้ำตาลแดง เหมือนอเมริกัน อีกทั้ง ๒ เพศมีปีกยาว ชอบอาศัยอยู่นอกอาคาร ทานอาหารทุกสิ่ง ส่วนใหญ่กินซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบเมืองร้อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical cockroachหรือ brown-banded cockroach ชาวไทยมักเรียกลาย ประเภทนี้มีลัษณะเหมือนตามเยอรมัน แต่ว่ามีขนาดเล็กกว่า ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มม. มีแถบสีเหลืองตามแนวขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก อีกแถบอยู่ปีก จำนวนมากปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง พบทั่วไป หากินเวลากลางคืนถูกใจบิน ชอบอยู่ในที่แห้งรวมทั้งร้อน ชอบอยู่ที่สูง อาทิเช่นในตู้เสื้อผ้ส กินอาหารทุกหมวดหมู่โดยยิ่งไปกว่านั้นของเสียและก็ของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach ชาวไทยมักเรียก หรือแกลบขี้เลื่อย ด้วยเหตุว่าพบตามกองขี้เลื่อย มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ เซนติเมตร ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ ซม. ส่วนหัวรวมทั้งอกข้อแรกสีดำ ขอบข้างหน้ารวมทั้งด้านข้างเกือบตลอกมีสีเหลืองแก่ ปีกสีน้ำตาล ขาสีน้ำตาลอ่อน ยกเว้นขาข้างหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว เมื่อหุบปีกจีงเห็นปลายท้องโผล่ออกมา อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย กองแกลบ และกองขยะที่เน่า นิยมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยใช้ “ขี้[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16960527/%E0%B9%81%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%9A]แมลงสาบ[/i][/url]” เข้าเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน ขี้ที่ใช้นั้นเป็นขี้ที่อาศัยอยู่ตามอาคารบ้านเรือน นำมารวมกัน ก่อนใช้ต้อง “ฆ่า” ซะก่อนวิธีการทำก็คือ ให้นำไปคั่วให้เกรียมก่อนนำมาใช้ ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขี้วมีรสจืด แก้อักเสบฟกบวม แก้พิษร้อน แก้กาฬโรค ในพระคัมภีร์มุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูล เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ หากจะแก้ท่านให้เอาพริกไทย ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ กระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ สุวรรณถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท น้ำประสานทองสเหม็นตุเท่ายาทั้งหลายแหล่ บดทำแท่งไว้ ก็เลยเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงร้าน หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้รับประทาน ในพระหนังสือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล” ใช้แก้หอบ แก้ไข้ ยาขนานนี้เข้า “” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ ท่านให้เอา กฤษณา ๑ จันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันพร้านางแอ ๑ ต้นหญ้าพันงูแดง ๑ กำมะถันแดง ๑ มูล ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งา ๑ เขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเสมอภาค ทำเป็นจุณ บดปั้นแท่ง ละลายน้ำมะนาวกินหอบทราง หากจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

Tags : แมลงสาบ

11
อื่นๆ / สมุนไพรคำฝอย
« เมื่อ: เมษายน 05, 2019, 03:37:15 AM »

สมุนไพรคำฝอย
ชื่อพื้นบ้านอื่น ดอกคำฝอย (ภาคเหนือ) คำยอง (จังหวัดลำปาง) คำ (ทั่วๆไป)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Carthamus tinctorius L.
ชื่อวงศ์ COMPOSITAE
ชื่อสามัญ False saffron , Safflower , Saffron thistle.
ลักษณะทั่วไปทางพฤกษศาสตร์
ไม้ล้มลุก (ExH) -> แก่ราว 1 ปี สูงราวๆ 1-1.5 เมตร ลักษณะลำต้นเป็นสัน ผิวเกลี้ยง
ใบ -> เป็นใบคำฝอยลำพัง ลักษณะใบรูปหอกแกมขอบขนาน ก้านใบสั้น ปลายใบแหลม ขอบใบมีหนามหยักเป็นซี่ฟัน กว้าง 2-4 เซนติเมตร ยาวโดยประมาณ 3-15 เซนติเมตร เส้นกิ้งก้านใบเห็นกระจ่างแจ้ง
ดอก -> เป็นกลุ่มที่ปลายลำต้น ก้านดอกใหญ่ ผิวเกลี้ยง กลีบดอกไม้ตอนแรกเหลือง เปลี่ยนเป็นสีส้มอมแดงเมื่อแห้ง
ผล -> ผลแห้ง ลักษณะเป็นรูปไข่กลับเบี้ยว ยาวประมาณ 5-8 ซม. มีสีขาวราวกับงวง ตรงปลายตัดมีสันอยู่ 4 สัน และมีรยางค์ยาวคำฝอย 5 เซนติเมตร รวมทั้งมีเกล็ดด้วย
นิเวศวิทยา
มีถิ่นเกิดในทวีปเอเชีย สำหรับเมืองไทยได้เอามาปลูกภายในภาคเหนือ
การปลูกแล้วก็ขยายพันธุ์
เติบโตได้ดิบได้ดีในดินที่ร่วนซุย เพาะพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด
ส่วนที่ใช้ รส รวมทั้งคุณประโยชน์
ดอก -> รสหวานร้อน ใช้เป็นยาระบาย ขับเหงื่อ หยุดประสาท บำรุงเลือด ขับรอบเดือน รักษาอาการบวม แก้ไข้หลังคลอดบุตร รักษาแผลพุพอง ยับยั้งลักษณะของการปวดในสตรีที่มีระดูมาเปลี่ยนไปจากปกติ เป็นยาบำรุงสำหรับผู้ที่เป็นอัมพาต ใช้ลดความอ้วนและไขมันในเส้นเลือด
เกสร -> รสหวานร้อน บำรุงเลือดและน้ำเหลืองให้ปกติ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
เม็ด -> รสหวานร้อน เป็นยาระบาย ขับฉี่ ลดการอักเสบข้างหลังการคลอดลูก น้ำมันเม็ดคำฝอย รักษาลักษณะของการปวดเมื่อยล้าในโรคไขข้ออักเสบ รักษาแผล ทาแก้อัมพาต ดอกแก่ รสหวานร้อน ใช้แต่งสีของกินให้มีสีเหลืองส้มในอาหารโดยสาร carthamin ในกลีบดอกไม้ และก็ใช้ย้อมผ้าได้

วิธีการใช้และก็จำนวนที่ใช้

  • ขับระดู บำรุงหัวใจ โดยใช้ดอกแห้ง 5 กรัม ชงเป็นน้ำชาดื่มก่อนกินอาหาร เช้าตรู่-เย็น บ่อยๆทุกเมื่อเชื่อวัน
  • ลดไขมันในเลือด และก็แก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว โดยใช้น้ำมันจากเมล็ดใช้ปรุงเป็นของกิน แล้วก็ทาแก้เมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ไขข้ออักเสบ แล้วก็อัมพาต บ่อยๆ
ข้อควรจะรู้
น้ำมันที่่ใช้ในการทำกับข้าวและทานวด ควรจะเป็นน้ำมันที่่สกัดโดยไม่ใช้ความร้อน
ส่วนน้ำมันที่สกัดโดยใช้ความร้อน จะใช้เคลือบหนังไม้ให้เปียกน้ำ และใช้ผสมสีทาบ้านเรือน
สารสกัดจากดอก[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16960563/%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B8%B3%E0%B8%9D%E0%B8%AD%E0%B8%A2]คำฝอย[/i][/url]โดยใช้แอลกอฮอล์ สามารถทำลายเชื้อแบคทีเรียและยับยั้งเชื้อไวรัสได้

12
อื่นๆ / ไก่บ้าน
« เมื่อ: เมษายน 03, 2019, 08:57:57 PM »

ไก่บ้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gallus gallus (Linnaeus)
อยู่ในตระกูล Phasianidae
มีชื่อสามัญว่า domestic fowl
ไก่บ้าน หรือไก่เลี้ยง เป็นสัตว์ ๒ ขา มีขนปกคลุมตัว รวมทั้งมีปีก เป็นสัตว์เลี้ยงที่อยู่คู่กับมนุษย์มาแม้กระนั้นสมัยโบราณ ปัจจุบันนี้มีการพัฒนาสายพันธุ์ต่างๆเยอะมาก มีทั้งที่เลี้ยงเพื่อรับประทานเนื้อ เรียกไก่เนื้อ แล้วก็ชนิดที่เลี้ยงเพื่อรับประทานไข่ เรียกไก่ไข่
เป็นไก่ที่มีสายพันธุ์มาจากไก่ป่า (junglefowl) จึงมีลักษณะทั่วๆไปคล้ายไก่ป่า ข้อแตกต่างที่พินิจได้ง่ายระหว่างไก่บ้านกับไก่ป่าก็คือ ลำแข้งของไก่บ้าน[/url]มีสีได้หลากสี เป็นต้นว่า สีขาว สีเหลือง แต่ของไก่ป่ามีเพียงแค่สีเดียวคือสีเทาเข้ม

13
อื่นๆ / แมลงสาบ
« เมื่อ: มีนาคม 31, 2019, 09:55:54 AM »

แมลงสาบ
แมลงสาบเป็นแมลงที่มนูษย์รู้จักกันดีมาตั้งแต่โบราณ
แมลงสาบ[/url][/u]และก็ “แมลงแกลบ” เป็นชื่อทั่งๆไปที่ชาวไทยทางภาคกลางใช้เรียกในตระกูล Blattidae หลายแบบ ทางภาคเหนือเรียก แมลงแสบ หรือแซบ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียก แมงกะจั๊ว กะจั๊ว หรือ กาจั๊ว ส่วนภาคใต้เรียกแมลงแกลบว่า แมงแปะหรือ แมงแป้ แมลงในตระกูลนี้พบทั่วทั้งโลกมีราว ๒๕๐ สกุล ราว ๕,๐๐๐ ชนิด
แมลงสาบชนิดสำคัญ
ประเภทหลักๆที่เจอแพร่หลายไปทั่วทั้งโลกมี ๕ ประเภท ยกตัวอย่างเช่น
๑.เยอรมัน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellagermanica(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า German cockroach หรือ water bug หรือ croton bug คนประเทศไทยเรามักเรียกแมลงแกลบบ้าน เป็นชนิดที่รู้จักกันยอดเยี่ยมและแพร่หลายอย่างมากมายพยได้มากที่สุด เป็นขนาดเล็ก ลำตัวยาว ๑.๒-๑.๖ ซม. สีน้ตาลเหลืองชีด มีแถบสีน้ำตาลเข้มตามแนวยาว ๒ แถบ ทั้งคู่เพศมีปีก ตัวเมียพบบ่อยถุงไข่ที่ปลายของส่วนท้อง ออกหากินตอนเวลากึ่งกลางคือน เจอในบ้านเรือน ในที่มีอาหาร ได้แก่ ที่เปียกชื้นและอุ่น กินของที่ตายแล้ว
๒.ชีบโลกตะวันออกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Blattellaorientalis(Linnaeus) มีชื่อสามัญว่า oriental cockroach หรือ black beetle คนไทยเรียก มีขนาดกึ่งกลาง ลำตัวยาวรวม ๒.๕ ซม. ตัวเมียนั้นปีกไม่เจริญ แม้กระนั้นตัวผู้มีปีกยาว แม้กระนั้นปีกมันยาวไม่พ้นส่วนท้อง เข้ามาในหมู่บ้านทางท่อของกินท่อเพื่อระบายน้ำ มักอยู่ตามดินที่เฉอะแฉะ เป็นที่ทำให้มีกลิ่นเหม็น รับประทานอาหารทุกประเภท พบมากตามกองขยะหรือของเน่าเสียต่างๆ ถูกใจกินของที่มีแป้งอยู่ด้วย
๓.อเมริกา มีชื่อวิทยาศาสตร์ Periplanetaamericana(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่า American cockroach คนไทย มีขนาดใหญ่ที่สุด ลำตัวยาว ๓-๔ ซม. สีน้ำตาลปนแดง มีบ้านเกิดเมืองนอนในอเมริกากลาง แต่ตอนนี้แพร่หลายไปทั่วทั้งโลก ทั้งยัง ๒ เพศมีปีกยาวปกคลุมถึงท้อง เป็นแมลงที่คล่องแคล่ว ชอบที่อุ่น ที่เฉอะแฉะ ถูกใจอยู่ในที่มืด ออกหากินตรงกลางคือ กินของที่ตายแล้วแล้วก็เศษอาหารทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง
๔.แมลงสาบออสเตรเลีย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Periplanetaaustralasiae(Fabeius) มีชื่อสามัญว่าAustralian cockroach คนประเทศไทยเรียก ชนิดนี้มีสีน้ำตาลแดง เหมือนอเมริกัน ทั้ง ๒ เพศมีปีกยาว ถูกใจอาศัยอยู่นอกตึก รับประทานอาหารทุกๆอย่าง ส่วนมากกินซากพืชที่ตายแล้ว
๕.แทลงสาบเมืองที่มีอากาศร้อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Supellasupellectilium(Serville) มีชื่อสามัญว่าtropical cockroachหรือ brown-banded cockroach คนไทยมักเรียกลาย จำพวกนี้มีลัษณะเหมือนตามเยอรมัน แต่ว่ามีขนาดเล็กกว่า ลำตัวยาว ๑-๑.๒ มม. มีแถบสีเหลืองตามทางขวาง ๒ แถบ แถบแรกอยู่โคนปีก อีกแถบอยู่ปีก ส่วนใหญ่ปีกมักไม่ปิดปลายส่วนท้อง พบทั่วๆไป ทำมาหากินตอนกลางคืนถูกใจบิน ถูกใจอยู่ในที่แห้งรวมทั้งร้อน ชอบอยู่ที่สูง ได้แก่ในตู้เสื้อผ้ส ทานอาหารทุกประเภทโดยเฉพาะของเสียและก็ของที่ตายแล้ว
๖.แมลงสาบสุรินัม มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pycnocellissurinamensis(Linnaeus)มีชื่อสามัญว่าSurinamcockroach คนไทยมักเรียก หรือแกลบขี้เลื่อย เพราะพบตามกองขี้เลื่อย มีขนาดลำตัวยาวราว ๑.๕ ซม. ส่วนท้องกว้างที่สุด ๑ เซนติเมตร ท่อนหัวแล้วก็อกบ้องแรกสีดำ ขอบข้างหน้าแล้วก็ข้างๆเกือบจะตลอกมีสีเหลืองแก่ ปีกสีน้ำตาล ขาสีน้ำตาลอ่อน นอกจากขาหลังสีน้ำตาลเข้มตัวเมียปีกสั้นกว่าลำตัว เมื่อหุบปีกจีงมองเห็นปลายท้องโผล่ออกมา อาศัยอยู่นอกบ้านตามกองขี้เลื่อย กองแกลบ และก็กองขยะที่เน่า นิยมจับมาเกี่ยวเบ็ดเป็นเหยื่อสำหรับตกปลา

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้ “ขี้แมลงสาบ” เข้าเป็นเครื่องยาในยาไทยหลายขนาน ขี้ที่ใช้นั้นเป็นขี้ที่อาศัยอยู่ตามอาคารบ้านเรือน เอามารวมกัน ก่อนใช้ต้อง “ฆ่า” ซะก่อนกระบวนการทำก็คือ ให้นำไปคั่วให้ไหม้เกรียมก่อนประยุกต์ใช้ หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขี้วมีรสจืด แก้อักเสบฟกบวม แก้พิษร้อน แก้กาฬโรค ในพระหนังสือมุจาปักขันทกาให้ยาแก้นิ่วขนานหนึ่งเข้า “มูล เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ถ้าเกิดจะแก้ท่านให้เอาพริกไทย ๑ ขิง ๑ ดีปลี ๑ กระเทียม ๑ ผิวมะกรูด ๑ ไพล ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ ทองถันแดง ๑ มูลแมลงสาบ ๑ เอาสิ่ง ๑ บาท บอแร็กสตุๆเท่ายาทั้งหลายแหล่ บดทำแท่งไว้ ก็เลยเอาสารส้มยัดเข้าในผลแตงกวา หมกไฟแกลบห็สุกบีบเอาน้ำฝนยานี้รับประทาน ในพระหนังสือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่งชิอ “ยามหาไชยมงคล” ใช้แก้หอบ แก้ไข้ ยาขนานนี้เข้า “” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยาเชี่อมหาไชยมงคลแก้หอบ ท่านให้เอา กฤษณา ๑ จันทน์ชะมด ๑ เปลือกสันพร้านางแอ ๑ หญ้าพันงูแดง ๑ กำมะถันแดง ๑ มูล ๑ ผลผักชี ๑ นอแรด ๑ งาช้าง ๑ เขากวาง ๑ รวมยา ๑๐ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน ทำเป็นจุณ บดปั้นแท่ง ละลายน้ำมะนาวรับประทานหอบทราง ถ้าหากจะแก้ไข้เหนือละลายน้ำใบทับทิมต้ม

14
อื่นๆ / นกกระจอก
« เมื่อ: มีนาคม 30, 2019, 10:26:19 AM »

นกกระจอก
นกกระจอก หรือนกกระจอกบ้าน ภาคใต้เรียก นกจอก
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Passer montanas (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า tree sparrow หรือ European sparrow ที่เจอในประเทศไทยเป็นประเภทย่อย Passer montanus malaccensis A. Dubois
ชีววิทยาของนกกระจอก
นกประเภทนี้เป็นนกขนาดเล็ก ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหางราวนกกระจอก ๑๓ ซม. ปากอ้วนสั้นเป็นปากกรวย หัวออกจะใหญ่ คอสั้น ปีกสั้น ปลายปีกมน หางค่อนข้างสั้น ปลายหางหยักเว้าไปทางโคนหางเล็กน้อย ขาค่อนข้างสั้น กระหม่อมสีน้ำตาลเข้ม หัวด้านข้างและก็คอสีขาว ขนบริเวณหูมีแถบสีดำ คอหอยสีดำ ลำตัวด้านบนและปีกสีน้ำตาลเข้ม ขนปลายปีกและขนโคนปีกมีแถบสีขาว ๒ แถบ ลำตัวข้างล่างสีน้ำตาลอ่อน ตัวผู้รวมทั้งตัวเมียมีลักษณะคล้ายคลึงกันมาก แต่ว่าตัวผู้มีสีผ่องใสกว่าบางส่วน มักอยู่รวมกันเป็นฝูงใกล้ถิ่นอาศัยของผู้คน อาจเจอได้ตั้งแต่ระดับน้ำทะเลจนถึงที่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๑,๘๐๐เมตร
นกกระจอกกินเมล็ดพืชแล้วก็แมลงขนาดเล็กเป็นของกิน สร้างรังตามใต้หลังคาบ้านหรือตามหลืบตามซอก สิ่งของที่ใช้สำหรับในการทำรังประกอบด้วยต้นหญ้าแห้งเป็นส่วนมาก เพาะพันธุ์ได้ทั้งปี ตกไข่คราวละ ๓ – ๕ ฟอง ใช้เวลาฟักราว ๑๓ วัน ข้างหลังออกจากไข่ราว ๑๔ วัน ก็บินได้

ประโยชน์ทางยา
หมอตามต่างจังหวัดใช้นกกระจอก[/url][/i]ทั้งตัว ถอนขน ผ่าเอาเครื่องในออก ชำระล้าง เอาพริกไทยรวมทั้งกระชายยัดในตัว ต่อจากนั้นจึงย่างไฟ แล้วเอาออกมาตำเป็นผง บางทีอาจผสมกับยาอื่นอีกหรือผสมน้ำผึ้ง รับประทานเป็นยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง ประชาชนตามบ้านนอกลางถิ่นใช้เลือดนกกระจอกทาปานแดงทารก

Tags : นกกระจอก

15
อื่นๆ / อีกา
« เมื่อ: มีนาคม 30, 2019, 02:37:05 AM »

อีกา
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Corvus macrorhynchos Wagler
จัดอยู่ในวงศ์ Corvidae
ที่พบในประเทศไทยมี ๒ ชนิดย่อย คือ จำพวกย่อย Corvus macrorhynchos macrorhynchos Wagler กับชนิดย่อย Corvus macrorhynchos levaillantii Lesson มีชื่อสามัญว่า large-billed หรือ jungle crow
ชีววิทยาของกา
กาเป็นนกขนาดกลาง ความยาวของตัววัดจากปากถึงปลายหางราว ๕๓ ซม. มีสีดำตลอดตัว เห็นเป็นมันเมื่อมีแสงสว่างจัด มีปากใหญ่ สันบนโค้งมากขาแข็งแรง รับประทานอาหารทุกหมวดหมู่ เจอได้ในทั่วทุกภาคของประเทศไทย ในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ได้ตั้งแต่เขตกลางเมืองจนกระทั่งเขตป่าเขา

หน้า: [1] 2 3 ... 9