แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: 1 ... 7 8 [9]
121
     
    ประโยชน์ของมะรุม

  • ใช้รักษาโรคขาดอาหารในเด็กแรกเกิดถึง 10 ขวบ และลดสถิติการเสียชีวิต พิการ  และตาบอดได้เป็นอย่างดี
  • ใช้รักษาผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานให้อยู่ในภาวะควบคุมได้
  • รักษาโรคความดันโลหิตสูง
  • ช่วยเพิ่มและเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกาย ทานผลิตผลจากมะรุมในระหว่างตั้งครรภ์ เด็กที่เกิดมาจะไม่ติดเชื้อโรค  นอกจากนี้ถ้าทานอย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้งยังช่วยให้คนทั่วๆ ไปสามารถสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง
  • ช่วยรักษาผู้ป่วยโรคHIVให้อยู่ในภาวะควบคุมได้ การรักษาโรคที่ประสพผลสำเร็จในกลุ่มประเทศแอฟริกา
  • ถ้าสม่ำเสมอจะช่วยป้องกันไม่ให้เป็นโรคมะเร็ง แต่ถ้าหากเป็นก็จะช่วยให้การรักษาพยาบาลง่ายขึ้น ในบางกรณีสามารถหยุดการเจริญเติบโตของโรคร้ายได้ ถ้าใช้ควบคู่ไปกับยาแพทย์แผนปัจจุบัน  หากผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งได้รับการรักษาด้วยรังสี  การดื่มน้ำมะรุมจะช่วยให้การแพ้รังสีฟื้นตัวเร็วขึ้นและมีร่างกายที่แข็งแรง
  • ช่วยรักษาโรคไขข้ออักเสบ โรคเก๊าท์  โรคกระดูกอักเสบ  โรคมะเร็งในกระดูก  โรครูมาติซั่ม
  • รักษาโรคตาเกือบทุกชนิด เช่น โรคตามืดมัวเพราะขาดสารอาหารที่จำเป็น โรคตาต้อ  เป็นต้น หากทานสม่ำเสมอ  จะทำให้ตามีสุขภาพที่สมบูรณ์
  • รักษาโรคลำไส้อักเสบ โรคเกี่ยวกับท้อง  ท้องเสีย  ท้องผูก  โรคพยาธิในลำไส้
  • รักษาปอดให้แข็งแรง รักษาโรคทางเดินของลมหายใจ  และโรคป่อดอักเสบ
  • เป็นยาปฎิชีวนะ
  • น้ำมันมะรุม ใช้หยอดจมูกรักษาโรคภูมิแพ้ ไซนัสโรคทางเดินหายใจ  ใช้หยอดหูฆ่าและป้องกันพยาธิในหู รักษาอาการเยื่อบุหูอักเสบ  รักษาโรคหูน้ำหนวก  ใช้ทา แผลสด หูด  ตาปลา  ใช้บรรเทาอาการบริเวณที่ปวดบวมตามข้อ  รักษาโรคไขข้ออักเสบ เก๊าท์ รูมาติก เป็นต้น
  • ชะลอความแก่ กล่าวกันว่ามะรุมมีฤทธิ์ชะลอความแก่ เนื่องจากยังไม่พบรายงานการวิจัยเกี่ยวกับมะรุมในด้านนี้คาดว่าเป็นการสรุปเนื่องจากมะรุมมีสารฟลาโวนอยด์สำคัญคือ รูทินและเควอเซทิน (rutinและ quercetin) สารลูทีนและกรดแคฟฟีโอลิลควินิก(lutein และ caffeoylquinic acids)ซึ่งต้านอนุมูลอิสระ  ดูแลอวัยวะต่างๆ ได้แก้ จอประสาทตา ตับ และหลอดเลือดจากการเสื่อมสภาพตามอายุ การทานสารต้านอนุมูลอิสระชะลอการเสื่อมสภาพในเซลล์ร่างกาย
  • ฆ่าจะลินทรีย์ สารเบนซิลไทโอไซยาเนตโคไซด์และเบนซิลกลูโคซิโนแลตค้นพบในปี พ.ศ.2507 จากมะรุมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพ สนับสนุนการใช้น้ำคั้นจากมะรุมหยอดหูแก้ปวดหู  ปัจจุบันหลังจากค้นพลแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร Helicobactor  pylori กำลังมีการศึกษาสารจากมะรุมในการต้านเชื้อดังกล่าว
  • การป้องกันมะเร็ง สารเบนซิลไทโอไซยาเนตไกลโคไซด์ชนิดหนึ่งและสารไนอาซิไมซิน (niazimicin) จากมะรุมสามารถต้านการเกิดมะเร็งที่ถูกกระตุ้นโดยสารฟอบอลเอสเทอร์ในเซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาวได้การทดลองในหนูพบว่าหนูที่ได้รับฝักมะรุมเป็นอาการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังจาการกระตุ้นน้อยกว่ากลุ่มทดลอง  โดยกลุ่มที่รับประทานมะรุมเนื้องอกบนผิวหนังน้อยกว่ากลุ่มควบคุม



    การศึกษาทางเภสัชวิทยามะรุม
    มีการศึกษาในคนเพียงชิ้นเดียว โดยมีเพียงรายงานเกี่ยวกับการใช้ยา Septillinซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากพืช 6 ชนิด ได้แก่ มะรุม  บอระเพ็ด จิตรลดา  มะขามป้อม  ชะเอมเทศ  Balsamodendendronmukul(พืชอินเดีย)  และเปลือกหอยสังข์  โดยพบว่า Septillinให้

  • ฤทธิ์ลดความดันโลหิต สารสกัด น้ำและเอทานอลของใบมะรุม สารสกัดเอทานอลของผลและฝัก  สารในกลุ่ม glycosides ในสารสกัดเมทานอลของฝักแห้งและเมล็ด แสดงฤทธิ์ลดความดันโลหิตในสุนัชและหนูแรท
  • ฤทธิ์ต้านการเกิดเนื้องอกและฤทธิ์ต้านมะเร็ง สาระสำคัญของกลุ่ม thiocarbamateจากใบ สารสกัดเอทานอลของเมล็ด แสดงฤทธิ์ทั้งยับยั้งการเจริญเติบโต และทำลายเซลล์มะเร็งเมื่อป้อนสารสกัดของผลและฝัก ขนาด 5 มก./กก. น้ำหนักตัว  มีผลในการลดจำนวนหนูเม้าส์ที่เป็นมะเร็งผิวหนังได้
  • ฤทธิ์ลดระดับคอเลสเตอรอล สารสกัดจากน้ำน้ำของส่วนใบ  มีผลลดระดับคอเลสเตอรอลและลดการเกิด plaque ในหลอดเลือดของหนูแรทและกระต่ายซึ่งได้รับอาหารชนิดที่มีไขมันสูง  การทดสอบโดยให้กระต่ายที่มีระดับคอเลสเตอรอลสูงและกระต่ายปกติ  โดยให้กินผลมะรุมขนาด 200 มก./กก. น้ำหนักตัว ต่อวัน นาน 120 วัน เปรียบเทียงกับยาลดไขมันโลวาสแตทิน 6 มก./กก. น้ำหนักตัว ต่อวัน และให้อาหารไขมันมาก พบว่ามีผลลดระดับคอเลสเตอรอล, phospholipids, triglycerides, low density lipoprotein (LDL), very low density lipoprotein (VLDL), อัตราส่วนระหว่างคอเสลเตอรอลและ phospholipids และ atherogenic index ในกระต่ายกลุ่มแรกได้
  • ฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร สารสกัด เมทานอลของใบ  และสารสกัดเมทานอลจากส่วนดอกสามารถยับยั้งการเกิดแผลในกระเพาะอาหารชองหนูแรท  ซึ่งถูกเหนี่ยวนำโดยแอสไพรินได้ ในขณะที่สารสกัดน้ำจากใบมีผลป้องกันการเกิดแผลในกระเพาะอาหารด้วย
  • ฤทธิ์ป้องกันตับ อักเสบ สารสกัด 80% เอทานอลจากใบ สารสกัดน้ำและสารสกัดเอทานอลจากดอก  มีฤทธิ์ป้องกันการทำลายเซลล์ตับหนูแรทที่ได้รับ aceteaminophen (ยาพาราเซตามอล) และสารสกัดน้ำจากส่วนรากแสดงฤทธิ์ป้องกันทำลายเซลล์ตับหนูแรทจากการเหนี่ยวนำโดยยาไรแฟมพิซิน
  • ฤทธิ์ต้านออกซิเดชันสารสกัดน้ำสารสกัด 80% เมทานอล และสานสกัด 70% เอทอนอลจากส่วนใบ ผลแห้งบดหยาบและสารสกัดน้ำจากเมล็ด และสารในกลุ่ม phenol จาก ส่วนราก สามารถต้านและกำจัดอนุมูลอิสนะได้
  • ฤทธิ์ต้านเชื้อ แบคทีเรีย น้ำคั้นสดของใบ สารประกอบคล้าย pterygosperminของดอกสารสกัดอะซีโตนและสารสกัดเอทอนอลของเปลือกราก และสาร athominจากกเปลือกราก  มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด  นอกจากนี้ยังมีการนำสารสกัดน้ำมันจากเมล็ดซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคเรียเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ กับตา โดยพบว่าใช้ได้ดีกับ pyodermiaในหนูเมาส์ ที่มีสาเหตุมาจาก Staphylococcus aureus
  • ฤทธิ์ลดระดับน้ำตาล ผงใบแห้งสารสกัด 95% เอทานอล และเถ้าจากเปลือกต้น มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือดของหนูแรทปกติ และหนูที่เป็นเบาหวาน ส่วนสารสกัดเมทานอลจากเปลือกรากแสดงฤทธิ์ละระดับน้ำตาลในหนูเม้าส์
  • ฤทธิ์ต้านการอักเสบ ชาชงน้ำร้อนและสารสกัดเมทานอลจากราก มีฤทธิ์ยับยั้งอาการบวมที่อุ้งเท้าหลังของหนูเรทและหนูเม้าส์ที่ถูกเหนี่ยว นำด้วยคาราจีแนน ในขณะที่เมล็ดแก่สีเขียว สารสกัดเอทานอลจากเมล็ดแห้ง และสารสกัดเอทานอลจากเมล็ด มีผลลดการอักเสบของทางเดินหายใจในหนูตะเภา  ซึ่งยืนยันถึงการใช้มะรุมในทางพื้นบ้านเพื่อรักษาอาการผิดปกติจากภูมิแพ้  เช่น หอบหืด  สารสกัดเอทานอลจากเมล็ด สามารถลดบวมของอุ้งเท้าบริเวณข้อของหนูแรท และพบว่าสารสกัดมะรุมมีผลลด oxidative stress ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วย
  • ฤทธิ์ชองสารสกัดใบมะรุม ที่สกัดด้วยน้ำและสกัดด้วยเอทานอล ต่อการสลายไขมันในเซลล์ไขมันจากหนูขาวพันธุ์ Wistarเพศผู้โดยแบ่งหนู 16 ตัว ออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8 ตัว เลี้ยงด้วยอาหารที่แตกต่างกัน 2 ชนิด คือ อาหารปกติ (normal pellet diet; NPO) และอาหารที่มีไขมันสูง (high fat diet; HFD) เป็นระยะเวลา 3 สัปดาห์ จากนั้นตัดแยกเนื้อเยื่อไขมันบริเวณอัณฑะมาเตรียมเซลล์ไขมันโดยใช้วิธีการย่อยด้วยเอนไซม์ collagenase ทดสอบสารสกัดใบมะรุมที่ความเข้มข้นต่างๆ และทิ้งไว้ที่อุณหภูมิ 37̊C เป็นเวลา 2 ชั่งโมง พบว่า สารสกัดใบมะรุมที่สกัดด้วยน้ำที่ความเข้มข้น 1 และ 3 mg/mL เพิ่มการสลายไขมันได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05; n=4) ที่สภาพวะ basal lipolysis ทั้งในกลุ่มหนู NFD  และ HFD ในขณะที่สารสกัดใบมะรุมที่สกัดด้วยเอทานอลเฉพาะที่ความเข้มข้นสูงสุด คือ 3 mg/mL ที่เพิ่มการสลายไขมันได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<05; n=4) ที่สภาวะ basal lipolysis ในกลุ่มหนู NFD แต่ไม่มีผลในกลุ่มหนู HFD ฤทธิ์ของสารสกับใบมะรุมต่อการสลายไขมันที่เกิดขึ้นนี้ อาจมีความเกี่ยวข้องกับกลไกการออกฤทธิ์ของสารสกัดใบมะรุมในการลดระดับน้ำตาลในเลือด


     

122

รูปแบบและขนาดวิธีใช้ของมะรุม
ตำราพื้นบ้านใช้ใบมะรุมใช้พองแผลช่วยห้ามเลือด  ยอดอ่อนลวกกินเป็นอาหาร ดอกตากแห้งชงเป็นชาหรือต้มรับประทานน้ำเป็นยา  ฝัก ใช้ประกอบอาหารสำหรับทาน เมล็ดใช้สกัดทำเป็นน้ำมันมะรุม  เปลือกลำต้นและรากใช้ต้มกรองกากเพื่อกินน้ำเป็นยา
การศึกษาทางพิษวิทยาของมะรุม
มีการรายงานความเป็นพิษของมะรุมในระดับเซลล์และในสัตว์ทดลองว่า

  • สาระสำคัญ 4 (alpha-L-rhamnosyloxy) phenylacetonitrileจากเมล็ด แสดงความเป็นพิษต่อเซลล์ใน Micronucleus test
  • สารสกัดน้ำจากใบมะรุม หรือ 90% เอทานอล ในขนาด 175 มก/กก ของน้ำหนักแห้ง เมื่อป้อนให้หนูแรทที่มีการผสมพันธุ์ สามารถทำให้เกิดการแท้งได้
  • สารสกัดน้ำของรากมะรุมขนาด 200 มก/กก น้ำหนักตัว เมื่อให้กับหนูแรท จะเหนี่ยวนำให้เกิดทารกฝ่อ (foetalresorption) ในการตั้งครรภ์ระยะสุดท้าย
  • สารสกัดเมล็ดมะรุมด้วย 5 M borate buffer มีผลทำให้เม็ดเลือดแดงของกระต่ายรวมตัวกัน
  • เมื่อทำการทดลองให้หนูแรทกินผงของเมล็ดดิบที่แก่ของมะรุม โดยไม่จำกัดจำนวนเป็นเวลา 5 วัน พบว่าทำให้ความอยากอาหาร การเจริญเติบโตและการใช้โปรตีนลดลง ขนาดของกระเพาะอาหาร ลำไส้ ตับ ตับอ่อน ไต หัวใจ  และปอดใหญ่ขึ้น  ในขณะที่ต่อมไทมัส  และม้ามมีลักษณะฝ่อลง  โดยเปรียบเทียบกับหนูกลุ่มที่ได้รับอาหารที่มีไข่ขาวเป็นส่วนประกอบ
  • การทดสอบความเป็นพิษโดยให้หนูเม้าส์กินส่วนราก หรือฉีดสารสกัดไม่ระบุชนิดตัวทำตัวละลายเข้าใต้ผิวหนัง ในขนาด 10 ก./กก. น้ำหนักตัว ไม่พบความเป็นพิษ

ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังของมะรุม
หากจะกินใบ เนื้อในฝัก หรือดอกมะรุมซึ่งเราใช้เป็นอาหารมานานแล้วเพื่อการรักษาโรค ก็อาจทำได้แต่อย่าหวังผลมากนัก และไม่ในปริมาณมาก หรือติดต่อกันนานเกินไป ซึ่งอาจจะมีการจะสมสารบางอย่างและอาจเป็นพิษได้  และจากรายงานความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง  ซึ่งพบว่าทำให้เกิดการแท้ง ดังนั้นควรระมัดระวังการใช้ส่วนต่างๆ ของมะรุมในสตรีมีครรภ์ คนที่เป็นโรคเลือด G6PD ไม่ควรรับประทาน
 

123
อื่นๆ / มะรุม สรรพคุณ ที่คุณอาจคิดไม่ถึง
« เมื่อ: พฤษภาคม 12, 2017, 05:01:36 PM »
   สรรพคุณ มะรุม                     

  • ใบมะรุม สรรพคุณ บำบัดโรคเบาหวาน  ความดันโลหิตสูง  โรคมะเร็ง  โรคไขข้ออักเสบ  โรคเก๊าส์  โรคกระดูกอักเสบ  โรคมะเร็กในกระดูก  โรครูมาติซั่ม  โรคลำไส้อักเสบ  ท้องเสีย  ท้องผูก  โรคพยาธิในลำไส้  โรคทางเดินของลมหายใจ  โรคปอดอักเสบ  รักษาโรคตา
  • ดอกมะรุม สรรพคุณใช้แก้ไข้หัวลม  เป็นยาบำรุง  ขับปัสสาวะ  ขับน้ำตา
  • ฝักมะรุม สรรพคุณ  แก้ไข้ ป้องกัน มะเร็ง  ลดความดันโลหิต

เมล็ดมะรุม สรรพคุณ ใช้แก้ไอ และสารต้านอนุมูลอิสระ  เพิ่มภูมิต้านทานให้ร่างกาย

  • น้ำมันมะรุม ใช้ปรุงอาหารได้ดีกว่าน้ำมันมะกอก เพราะไม่เหม็นหืนในภายหลัง  ช่วยบำรุงรักษาผิวที่แห้งใช้ชุ่มชื่นชะลอความเหี่ยวย่นของผิว  ช่วยรักษาแผลสด  ถูกมีดบาด หรือแผลสดเล็กๆ น้อยๆ  ลดอาการผื่นผ้าอ้อมในเด็ก  ลดอาการปวดบวมของโรคไขข้ออักเสบ  เก๊าส์  รักษาแผลใบปาก  ใช้นวดกระชับกล้ามเนื้อ  บรรเทาอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ  ช่วยบรรเทาอาการเกิดสิว   ช่วยลดจุดด่างดำหลังจากโดนแดด หรือการเสื่อมตามวับ  ใช้นวดศีรษะ รักษาราผิวหนัง บรรเทาอาการผมร่วง  คันศีรษะ


  • เปลือกลำต้นมะรุม สรรพคุณแก้โรคปวดหลังหรือปวดขา
  • ราก สรรพคุณแก้อาการบวม บำรุงไฟธาตุ รักษาโรคหัวใจ  รักษาโรคไขข้อ
การขยายพันธุ์ ของมะรุม

  • มะรุมเป็นพืชที่ปลูกง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิด ต้องการน้ำและความชื้นปานกลางขยายพันธุ์ได้ด้วยการปลูกเมล็ดและการปักชำ การเพาะปลูกการดูแลรักษาก็ง่ายไม่ยุ่งยากซับซ้อน เกษตรกรจึงมักนิยมปลูกมะรุมไว้ริมรั้วบ้านหรือหลังบ้าน 1 – 5 ต้น เพื่อให้เป็น ผักคู่บ้านคู่ครัวแบบพอเพียงที่ไม่ต้องซื้อหา


124
ถิ่นกำเนิดมะรุม
ต้นมะรุมมีการปลูกอยู่ทั่วโลก  โดยคนรู้จักพืชชนิดนี้มากกว่า 4000 ปี แล้ว ในต่างประเทศทำการวิจัย และสกัดเป็นผลิตภัณฑ์ เพื่อรักษาร่างกายมาหลายปีแล้ว ตนได้รับนิยมอย่างสูง ทั้งในยุโรป และอเมริกา เชื่อว่ามีคุณสมบัติช่วยบำบัดโรคได้กว่า 300 ชนิด  โดยเฉพาะโรคที่สำคัญ ๆ ของมนุษย์ เช่น มะเร็ง , ขาดสารอาหาร และเอดส์ เป็นต้น โดยมีสายพันธุ์อยู่ทั้งหมด 13 สายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในประเทศแถบเอเชีย อินเดียและเทือกเขาหิมาลัย แต่ก็พบได้ทั่วไปในแอฟริการและเขตร้อนของทวีปอเมริกาสำหรับต้นมะรุมที่ปลูกทั่วไปในประเทศไทย เรียกว่า พันธุ์ข้าวเหนียว เป็นสารพันธุ์เดียวกับต่างประเทศที่เรียกว่า MoringaOleiferaและอีกสายพันธุ์ที่เรียกว่าสายพันธุ์กระดูก (MoringaStenopatala)
ลักษณะทั่วไปมะรุม[/url][/b]

  • Moringaoleifera Lamหรือพันธุ์ข้าวเหนียว  ลักษณะทั่วไปของมะรุม เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง ลำต้นมะรุมมีความสูงประมาณ 15 – 20 เมตร ลำต้นเป็นพุ่มโปร่ง  เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอ่อน ผิวค่อนข้างเรียบ เติบโตมีความสูงถึง 4 เมตร  และออกดอกภายในปีแรกที่ปลูก ใบมะรุมเป็นใบประกอบแบบขนนก ชนิดที่แตกใบย่อย 3 ชั้น ยาว 20 – 40 ซม.ออกเรียงแบบสลับ ใบย่อยยาว 1 – 3 ซม. รูปไข่ ปลายใบมะรุมและฐานในมน  ผิวใบด้านล่างสีอ่อนกว่าและมีขนเล็กน้อยขณะที่ใบยังอ่อน  ออกดอกในฤดูหนาว ดอกเป็นดอกช่อ สีขาว กลีบเรียง มี 5 กลีบ กลีบดอกมี 5 กลีบ แยกกัน ผลเป็นฝักยาว เปลือกสีเขียวมีส่วนคอดและส่วนมน เป็นระยะ ๆ ตามยาวของฝักฝักยาว 20 – 50 ซม. เมล็ดเป็นรูปสามเหลี่ยม มีปีกบางหุ้ม 3 ปีก เส้นผ่าศูนย์กลางของเมล็ดประมาณ  ซม.
  • MoringaStenopatala หรือพันธุ์กระดูก ลักษณะมีขนาดเล็กสูงไม่ถึง 12 เมตร หรือประมาณ 39 ฟุต ลำต้นก็มีหลายกิ่ง ใบมี คล้ายแผ่นเชิงวงรีรูปไข่หรือรูปใบหู ดอกมีกลิ่นหอม มีกลีบเลี้ยงสีครีม ขาว ชมพู หรือสีเหลือง มีเกสรตัวผู้เป็นสีขาว ฝักมีความยาว 30 – 60 ซม.



Tags : งานวิจัย สมุนไพร,สมุนไพร,ดูแลสุขภาพ

หน้า: 1 ... 7 8 [9]