แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 9
16
อื่นๆ / โกษฐ์สิงคี
« เมื่อ: มีนาคม 27, 2019, 08:43:57 PM »

โกษฐ์สิงคี
ยาขนานที่ ๖๘ ใน ตำราเรียนพระโอสถพระนารายณ์ เข้าเครื่องยาชื่อ “โกฏสิงคี” ซึ่งมีบันทึกไว้ ดังนี้ สีปากบี้พระเส้น ให้เอาชะมดทั้ง ๒ ไพล พิมเสน โกฏเชียง กรุงเฉมา ดีงูงูเหลือม จันทร์อีกทั้ง ๒ กฤษณา กระลำพัก สิ่งละเฟื้อง โกฏสอ โกฏเฉมา โกฏจุฬาลัมพา โกฏกัตรา โกฏสิงคี โกฏหัวบัว มัชะกิยพระสรัสวดี[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16959877/%E0%B9%82%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%90%E0%B9%8C%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%B5]โกษฐ์สิงคี [/i][/url]กระวาน กานพลู ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ เทียนดำ เทียนขาว พริกหอม พริกหาง พริกล่อน ดีปลี ลูกกราย ฝิ่น สีผึ้ง สิ่งละสลึ่ง กระเทียม หอมแดง ขมิ้นอ้อย ๒ สลึง ทำเปณจุที่ละลายน้ำมะนาว ๑๐ ใบ น้ำมันงาทนาน ๑ น้ำมันหมูหลิ่ง น้ำมันเสือ น้ำมันจระเข้ น้ำมันงูเห่า น้ำมันงูเหลือมพอควร หุงให้อาจจะแต่ว่าน้ำมัน จึงเอาชันรำโรง ชันอ้อย ชันระนัง ใส่ลงพอควร กวนเอาดีแล้วโกษฐ์สิงคีจึงเอาทาแพรทาผ้าถวาย ทรงปิดไว้ที่พระเส้นอันแข็งนั้นหย่อนยาน ข้าพระพุทธเจ้า ออกพระสิทธิสาร ประกอบทูลเกล้าฯ ถวายทรง ณ วัน ๑ ฯ. ๔ เย็น ปีชวด โทศกฯ เครื่องรางที่ตำราฯเรียก โกฏสิงคีในยาขนานนี้ ก็คือ เขากุย นั่นเอง

17
อื่นๆ / หูฉลาม
« เมื่อ: มีนาคม 27, 2019, 06:53:15 PM »

หูฉลาม
หูฉลามเป็นของกินที่นิยมบริโภค
รวมทั้งจัดเป็นของกินของคนชั้นสูงมาแต่ว่าโบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมู่ชนชาติจีน หูฉลามเป็นของราคาแพงแพง แม้กระนั้นมีจำนวนน้อยน้อยเกินไปกับความอยากได้ของผู้บริโภค โดยมากหูฉลาม[/url]ได้จากครีบของฉลาม ซึ่งใช้ได้ดูเหมือนจะทุกครีบ (ยกเว้นครีบหาง ซึ่งไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากออกจะแข็ง) ที่เรียก “หูฉลาม” นั้น อาจเนื่องด้วยครีบอกขนาดใหญ่อีกทั้ง ๒ ข้างของฉลามมีลักษณะคล้ายใบหู เว้นเสียแต่หูฉลามจะได้จากปลาฉลามแล้วยังบางทีอาจได้จากปลากระเบน โรนิน โรนัน ปลาฉนาก เป็นต้น ฉลามเป็นปลากระดูกอ่อนกรุ๊ปหนึ่ง มีรูปร่างเพรียวคล้ายกระสวย ทำให้สามารถว่ายน้ำได้เร็วมาก มีช่องเหงือกเปิดออกทางข้างๆ ข้างละ ๕-๗ ช่อง มีปากอยู่ด้านล่าง ภายในมีฟันคมรวมทั้งฟันกรามที่แข็งแรงสำหรับกัดทึ้งเหยื่อ ลำตัวมีเกล็ดละเอียดชิดกันเป็นแผ่น สากเสมือนกระดาษทราย ครีบอกแยกจากท่อนหัว โดยฐานครีบตั้งอยู่ในหูฉลามแนวขนาน ครีบหางตั้งขึ้น มีแพนหางช่วยสำหรับเพื่อการว่าย เมื่อชาวประมงจับปลาฉลามขึ้นมาได้ ก็จะตัดครีบโดยทันที โดยปลาฉลาม ๑ ตัวให้ครีบทั้งหมด ๘ ครีบ เป็นครีบเดี่ยว ๔ ครีบ ครีบคู่ ๒ คู่ ปลาฉลามที่เจอทั่วโลกมีอยู่ราว ๓๔๐ จำพวก แต่ละประเภทมีลักษณะเด่นนานับประการ ที่พบในน่านน้ำไทยมีไม่น้อยกว่า ๒๕ ประเภท แม้กระนั้นที่พบได้มากในอ่าวไทย อย่างเช่น ฉลามหูดำ ฉลามหนู ปลาฉลามเสือ ฉลามหิน ฉลามหัวค้อน

ชั้นปลากระดูกแข็ง
ชั้นปลากระดูกแข็ง (Class Osteicthyes) ทั่วทั้งโลกมีราว ๒๐,๐๐๐ ประเภท เป็นชั้นของปลาที่มีเค้าโครงประกอบด้วยกระดูกแข็งเป็นส่วนใหญ่ มีเกล็ดอันเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากเนื้อเยื่อผิว ผิวหนังมีต่อมมูกมากมาย ช่องปากอยู่ในแนวขอบของหัว มีครีบลำพังแล้วก็ครีบคู่ ช่องเหงือกมีแผ่นกระดูกเป็นฝาปิดอยู่หูฉลาม พบได้อีกทั้งในน้ำจืด น้ำทะเล รวมทั้งน้ำกร่อย บางชนิดมีเหงือกอุ้มน้ำก้าวหน้าหูฉลาม ก็เลยอยู่บนบกได้ในช่วงสั้นๆเช่น ปลาตีน ปลาหมอ แพร่พันธุ์แบบอาศัยเพศ ส่วนมากมีการปฏิสนธิข้างนอก ปลาในชั้นนี้ที่มีประโยชน์ทางยา เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาสร้อย ปลาไหล

18
อื่นๆ / ผลประโยชน์ทางยาชะมดต้น
« เมื่อ: มีนาคม 27, 2019, 04:21:24 AM »

ชะมดต้น
ฝ้ายผีเป็นพืช
อันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Abelmoschus moschatus Medik subsp moschatus
จัดอยู่ในตระกูล Malvacaea
ประชาชนบางถิ่นเรียก ฝ้ายผีก็มี
มีชื่อสามัญว่า musk mallow หรือ Abel musk
พืชจำพวกนี้เป็นไม้ล้มลุก
อายุปีเดียว ลำต้นตั้งชัน แตกกิ่งนิดหน่อยบางทีอาจสูงได้ถึง ๒ เมตร ใบเป็นใบผู้เดียวเรียงสลับกัน รูปหัวใจแกมรูปไข่ โคนใบเว้า ขอบของใบเว้าเป็น ๓-๕ แฉก ใบที่ปลายยอดจะเล็ก แฉกลึกและก็แคบกว่าใบที่อยู่ใกล้โคนต้น ผิวใบมีขนรูปดาวทั้ง ๒ ด้าน ก้านใบยาว ดอกมักออกเดี่ยวๆตามซอกใบ ดอกใหญ่มีกลีบเลี้ยง ๕ กลีบ เชื่อมติดกันบนหลอด ปลายแยกเป็น ๕ แฉก [url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16959865/%E0%B8%8A%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99]ชะมดต้น[/i][/url]กลีบดอกไม้เป็น ๕ กลีบ เชื่อมชิดกันที่โคน สีเหลืองสด โคนกลีบสีแดงเข้ม เกสรเพศผู้มีไม่น้อยเลยทีเดียว เชื่อมชิดกันเป็นท่อยาว รังไข่อยู่เหนือวงกลีบ มี ๕ ช่อง ก้านเกสรเพศเมียยาวแทงพ่นท่อเกสรเพศผู้ ปลายแยกเป็น ๕ แฉก ผลเป็นฝัก แตกได้ รูปรีปนรูปไข่ เป็นเฟืองตามแนวยาว ปลายเรียวแหลม ยาว ๖.๓-๗.๕ เซนติเมตร ภายในฝักมี ๕ ช่อง แต่ละช่องมีเม็ดเยอะแยะ เม็ดรูปไต มีกลิ่นฉุน หมอแผนไทยเรียกพืชประเภทนี้ว่า “เทียนฉมต” หรือ“เทียนชะมด” มีชื่อสามัญเชิงพาณิชย์ว่า Ambrette seed หรือ Grains d’ Ambrette ใช้เป็นยาแก้เสลดรวมทั้งดีทุพพลภาพ แก้ลมให้คลื่นเหียนอาเจียน (ขับลม) เป็นยาเย็น บำรุงธาตุ ยาบำรุง แก้อาการเกร็ง เมื่อเอามาบดกับน้ำนมใช้ทาแก้หิดหรือแก้คันได้ ถ้าหากเอาเมล็ดมาบดจะได้กลิ่นราวกับเหมือนกลิ่นชะมดเช็ด ผงเทียนชะมดใช้โรยในตู้ที่มีไว้สำหรับใส่เสื้อผ้า เพื่อกันไม่ให้แมงมากินเสิ้อผ้ารวมทั้งทำให้เสื้อผ้ามีกลิ่นหอมสดชื่น ชะมดต้นอีกทั้งใช้ผสมทำบุหงา น้ำมันที่ระเหยง่ายที่ได้จากผู้กระทำลั่นเทียนชะมดที่ใช้ปรุงน้ำหอมให้กลิ่นทน
ประโยชน์ทางยา
ชะมดเช็ด (civet) เป็นเครื่องยาที่มีกลิ่นหอมยวนใจ ได้จากมูกของไขของตัวชะมดเช็ดหมดทั้งตัวผู้รวมทั้งตัวเมีย ที่ถูไว้ตามไม้ที่ปักให้หรือที่ซี่กรงที่ขังสัตว์ไว้
ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณ ชะมดเช็ดมีกลิ่นหอมฉุน ใช้เป็นยาบำรุงจิตใจให้กระชุ่มกระชวย เป็นยาชูกำลัง ใช้เป็นเครื่องหอมยิ่งไปกว่านั้นยังคงใช้เป็นตัวทำให้น้ำหอมอยู่คงทน (fixative) ด้วย ก่อนนำชะมดเช็ดมาใช้ แพทย์แผนไทยมักฆ่าฤทธิ์ก่อน โดยผสมกับหัวหอมเล็กหรือผิวมะกรูดที่หั่นให้เป็นฝอยละเอียด ใส่ลงไปในช้าพลูหรือช้อนเงิน นำไป ลนไฟเทียนกระทั่งชะมดนั้นละลาย และก็มีกลิ่นหอมก็ดีแล้วจึงกรองเอาน้ำมันชะมดไปใช้เป็นยาต่อไป ชะมดชนิดอื่นๆที่ให้ “ชะมดเช็ด”ชะมดเช็ดที่ใช้ในยาไทยนั้น ยังอาจได้จากชะมดประเภทอื่นๆในตระกูล Viverridae ที่พบในประเทศไทยอีก ๒ ประเภท เป็น

๑.ชะมดประเภทแผงหางปล้อง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Viverra zibetha Linnaeus
มีชื่อสามัญว่า large Indian civet
เป็นชะมดที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ขนาดวัดจากจมูกถึงปลายหางราว ๗๕-๘๕ ซม. หางยาว ๓๕-๔๕ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๘-๙ กก. พื้นลำตัวมีสีเทาหรือสีน้ำตาล เหลือง มีจุดดำกระจายอยู่ทั่วไป ข้างคอมีแถบดำ ๓ แถบ รวมทั้งแถบขาว ๒ แถบ ชะมดต้นพิงผ่านจากไหล่ทั้งยัง ๒ ข้าง มีลายดำเป็นเส้นยาวไปถึงโคนหาง ตรงกลางภายหลังจากหัวถึงโคนหางมีขนสีดำตั้ง หางมีลายเป็นปล้อง มีขาวสลับดำ ๕-๗ บ้อง ปลายหางสีดำ ปลายเท้าสีน้ำตาลไหม้ เล็บหดกลับได้ครึ่งหนึ่งชะมดแผงหางปล้องเป็นสัตว์ที่หากินในกลางคืน แล้วก็ชอบอยู่ตามลำพังคนเดียวในป่าทึบ ปีนต้นไม้เก่ง แม้กระนั้นมักพบอยู่บนพื้นดินมากยิ่งกว่าบนต้นไม้ ช่วงเวลากลางวันหลบนอนในที่ป่าทึบหรือในโพรงดิน ต่อมกลิ่นอยู่ที่รอบๆตูด ใกล้โคนหาง จะเช็ดของเหลวจากต่อมนี้กับต้นไม้ เพื่อแสดงอาณาเขตรวมทั้งติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูสืบพันธุ์กลิ่นดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วจะแรงมาก เป็นสัตว์ค่อนข้างจะขวยเขิน มักวิ่งแอบหนีมากยิ่งกว่าจะต่อสู้กับศัตรู ชะมดแผงหางปล้องโตสุดกำลังเมื่อมีอายุราว ๒ ปี สืบพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี ตั้งท้องนาน ๖๐-๗๒ วัน ชะมดต้นคลอดลูกครั้งละ ๒-๔ ตัว มีอายุถึงราว ๑๐ ปี รับประทานสัตว์เล็กๆอย่างเช่น หนู งู นก แมลงรวมทั้งไข่แมลง ผลไม้รวมทั้งหน่อไม้บางชนิดเป็นของกินเจอในประเทศอินเดีย พม่า จีนตอนใต้ ลาว เวียดนาม เขมร แล้วก็ทุกภาคของไทย โดยเฉพาะภาคใต้
๒.ชะมดแผงสันหางดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Viverra magaspila Blyth (ชื่อพ้อง Viverra civettina Blyth)
มีชื่อสามัญว่า large – spotted civet
เป็นชะมดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๗๒-๘๕ เซนติเมตร หางยาว ๓๐-๓๗ ซม. น้ำหนักตัว ๘-๙ กก. พื้นตัวสีเนื้อผสมเทา มีจุดดำขนาดใหญ่ที่ข้างลำตัว สีข้าง แล้วก็โคนขา ขาทั้งสี่ดำ มีขนเป็นสันสีดำจากคอถึงหาง ปลายหางสีดำ จากกลางหางถึงโคนหางมีข้อสีดำ ๔-๕ บ้อง หน้าออกจะยาว ตีนสีน้ำตาลแก่ หางสั้น ขายาว ต่อมกลิ่นอยู่ที่รอบๆก้น ใกล้โคนหาง จะขัดของเหลวจากต่อมนี้ถึงต้นไม้ เพื่อแสดงอาณาเขตรวมทั้งชะมดต้นติดต่อระหว่างกัน โดยยิ่งไปกว่านั้นในช่วงฤดูผสมพันธุ์ กลิ่นดังที่กล่าวมาแล้วจะแรงมากมาย ชะมดแผงสันหางดำถูกใจอาศัยอยู่บริเวณป่าทึบรกๆออกหากินตัวเดียว ชอบออกหากินเวลาค่ำคืน ตอนกลางวันนอนซ่อนบริเวณตามป่าทึบหรือตามทุ่งที่มีต้นไม้ขึ้นเกลื่อนกลาดๆการผสมพันธุ์และอาหารหากินที่ราวกับชะมดแผงหางข้อ พบในประเทศไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา แล้วก็ในทุกภาคของไทย

19
อื่นๆ / ตางตก
« เมื่อ: มีนาคม 24, 2019, 03:32:16 AM »

คางคก
คางคกเป็นสัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก
มีกระดูกสันหลัง มี ๔ ขา เมื่อโตสุดกำลังไม่มีหาง จัดอยู่ในตระกูล Bufonidae คางคกแท้อันเป็นคางคกที่จัดอยู่ในสกุล Bufo พบได้แทบทั่วโลกกว่า ๑๐๐ ชนิด ที่พบในประเทศไทยมีหลากหลายประเภท ยกตัวอย่างเช่น
คางคก อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo melanostictitcus (Schneider)
คางคกป่า อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bufo macrotis ( Boulenger)
คางคกไฟ หรือคางคกหัวจีบ อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ Bufo parvus (Boulenger)
ชีววิทยาของคางคก
คางคกมีรูปร่างเหมือนกบ คุณลักษณะเด่นของคือ หนังตะปุ่มตะป่ำเต็มไปด้วยปุ่มปมเล็กบ้างใหญ่บ้าง ปมใหญ่ๆมักอยู่ตามหลัง ปมใหญ่ที่สุดอยู่ด้านหลังตา ปมพวกนี้เป็นต่อมพิษ มีน้ำพิษเป็นยางเหนียวๆ(น้ำพิษนี้เมื่อถูกผิวหนังจะก่อให้คัน เมื่อรับประทานเข้าไปจะก่อให้มึนเมา อาจก่อให้ตายได้) มีขาสั้นกว่ากบ มีฟัน ยู่ตามพื้นหรือใต้ดิน ออกหากินตอนค่ำ ตามธรรมดาทำมาหากินตัวหนอนและแมลง โดยใช้ลิ้นที่เป็นแฉกแลบออกมาจับกุมตัวหนอนหรือแมลงแล้วตวัดเข้าปากช่วงเวลากลางวันมักแอบนอนอยู่ใต้ก้อนหินหรือขอนไม้ หรือนอนนิ่งอยู่ตามซอกหรือในโพรงดิน เมื่อถึงเวลาผสมมชนิด ตัวผู้ซึ่งมีขนาดเล็กกว่าตัวเมียจะเกาะบนพื้นหลังตัวเมีย แล้วปล่อยน้ำเชื้อเข้าสู่ช่องร่วมซึ่งใช้เป็นทั้งยังถ่ายรวมทั้งสืบพันธุ์ ตัวเมียวางไข่ในน้ำ ไข่ออกเป็นสายวุ้นยาวๆเมื่ออกเป็นตัวก็จะเป็นลูกอ๊อดเหมือนๆกับ ลูกกบ แม้กระนั้นดำกว่า
ยางคางคก
ยางเป็นยางสีขาวที่ได้จากต่อมบริเวณใต้ตาของ น้ำมาทำให้แห้งจะกลายเป็นสีน้ำตาลดำ กระบวนการทำให้แห้งบางทีอาจใช้วิธีผึ่งไว้ในที่ร่มไม่ผึ่งแดด จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า ชานชู (chansu) ญี่ปุ่นเรียก เซนโซ (senso) ตำรำยาที่ประเทศจีน ฉบับปี ค.ศ. ๒๐๐๐ ยืนยันเครื่องยานี้ในชื่อ Venenum Bufonis ชื่อภาษาอังกฤษว่า Toad Venom หนังสือเรียนนี้ว่าบางทีอาจได้จาก ๒ ประเภท คือ จีน (Bufo gargarizans Cantor) หรือ Bofo melanostictus ( Schneider)
ยางมีคุณลักษณะหวาน ฝาด อุ่น และเป็นพิษ ไปสู่เส้นไตและกระเพาะอาหาร มีคุณสมบัติถอนพิษ แก้ปวด และก็ทำให้ฟื้นได้สติ จึงใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ปวด แก้เจ็บท้อง แก้ไอ ใช้ผสมเป็นยาทาภายนอกใช้สำหรับแก้คัน และก็แก้โรคผิวหนังลางชนิด ด้วยเหตุว่ามีฤทธิ์ระงับความรู้สึกที่ปลายประสาทใช้แก้พิษฝีต่างๆ
ยางมีสารที่ออกฤทธิ์ต่อหัวดวงใจหลากหลายประเภท สารพวกนี้ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจ บีบตัวได้แรงขึ้นหลายชนิด ที่สำคัญดังเช่นว่า สารโฟทาลิน (bufotalin) สารบูโฟนิน (bufonin)
ผลดีทางยา
คางคกที่ ใช้ ทางยาเป็นมันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bofo meianostictus (schneider) จำพวกนี้มีความยาว จากปากถึงตูดราว ๑๐ ซม. แพทย์แผนไทยใช้ตายซาก คือที่ตายแล้วแห้งไม่เน่า เอาสุมไฟหมดทั้งตัว จนกระทั่งเป็นถ่านแล้วบดผสมกับน้ำมันยาง (Dipterocarpus alatus Roxb) ทาแผลโรคเรื้อน โรคมะเร็ง คุดทะราด ฆ่าเชื้อโรคได้ดี

20
อื่นๆ / กุ้ง
« เมื่อ: มีนาคม 23, 2019, 04:25:13 AM »

กุ้ง
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไร้กระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย
กุ้งเป็นชื่อเรียกสัตว์น้ำไร้กระดูกสันหลังในชั้นครัสเตเชีย อันดับเคดาโพดา (order Decapoda) มีหลายวงศ์ สัตว์พวกนี้หายใจด้วยเหงือก ลำตัวยาว แบน หรือ กลม แบ่งเป็นบ้องๆเปลือกที่ห่อหุ้มท่อนหัวแล้วก็อกปกคลุมลงมาถึงอกปล้องที่ ๘ ส่วนมากกรีมีลักษณะแบนข้าง ก้ามที่ขาอยู่ที่ท่อนหัวรวมทั้งอก มี ๑๐ ขา พบได้อีกทั้งในน้ำจืด อย่างเช่น กุ้งหลวง กุ้งก้ามเกลี้ยง แล้วก็ในน้ำเค็ม อาทิเช่น กุ้งกุลาดำ
กุ้งในประเทศไทย
กุ้งที่เจอในประเทศไทยมีมากหลายประเภท แต่ที่มีขนาดใหญ่รวมทั้งบริโภคกันทั่วๆไป ดังเช่น
๑.กุ้งก้ามกราม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium rosenbergii (de Man)
จัดอยู่ในวงศ์ Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า giant freshwater prawn หรือ giant prawn กุ้งใหญ่ กุ้งก้ามกราม กุ้งก้ามคราม ก็เรียก เพศผู้มีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียซึ่งเรียกกันว่า กุ้งก้ามเกลี้ยง
กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งน้ำจืดขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาว ๑๕-๒๕ ซม. ลำตัวสีครามอีกทั้งเข้มและจางสลับกันเป็นลายพิงขวางลำตัว ขาคู่ที่ ๒ เป็นขาก้ามขนาดใหญ่ สีน้ำเงินหรือสีฟ้าอมเหลือง ใช้ป้องกันภัย แล้วก็กอดรัดตัวเมียในขณะสืบพันธุ์ ส่วนปลายของกรีเรียวงอน ฟันกรีด้านล่างมี ๘-๑๕ ซี่ มีกระเพาะอยู่ตรงกลางทางด้านบนใต้เปลือกหัว ไส้ทอดตามสันหลังไปถึงหาง หัวใจอยู่ต่อจากตอนท้ายของกระเพาะไปถึงช่วงท้ายของเปลือกหัว มีตับทำหน้าที่สร้างน้ำย่อย เรียก มันกุ้ง อยู่ทางด้านหน้ารอบๆด้านข้างของส่วนหัว ตับมีไขมันประกอบอยู่มากเป็นส่วนที่นิยมกินกันในหมู่คนไทย ตัวเมียที่พร้อมจะผสมพันธุ์ได้จะมีรังไข่สุกในรอบๆใจกลางของเปลือกหัว มีสีส้มหรือสีเหลือง พิจารณาได้ง่ายราษฎรเรียก แก้วกุ้ง กุ้งหลวงกินทั้งยังสัตว์และก็พืชเป็นของกิน ส่วนมากเป็นหนอนน้ำต่างๆ รากพืช ซากพืช หาอาหารโดยการดมกลิ่นและสัมผัส แม้ไม่ได้รับอาหารจะกินกันเอง [url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16960517/%E0%B8%81%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87]กุ้ง[/i][/url]ประเภทนี้หาเลี้ยงชีพตลอดทั้งวัน แต่ว่าจะว่องไวมากมายช่วงกลางคืน ตามปรกติอาศัยอยู่ในแม่น้ำ คลอง หนอง บึง ที่มีทางน้ำติดต่อกับสมุทร สืบพันธุ์และก็วางไข่รอบๆน้ำกร่อยปากแม่น้ำเมื่อตัวอ่อนโตพอก็จะว่ายกลับไปยังรอบๆแหล่งน้ำจืด
๒. กุ้งก้ามเกลี้ยง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrobrachium sintangensis ( de Man )
จัดอยุ่ในสกุล Palaemonidae
มีชื่อสามัญว่า Sunda river prawn
กุ้งแม่น้ำขาแดง ก็เรียก กุ้งจำพวกนี้เป็นกุ้งน้ำจืด ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายหางยาวราว ๙ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลหรือสีฟ้าปนเขียว เปลือกหัวเรียบ กรีเรียวงอน ฟันกรีด้านบนมี ๙-๑๓ ซี่ ด้านล่างมี ๒-๖ ซี่ ขาคู่ที่ ๒ มีขนาดใหญ่กว่า โดยมีความยาวใกล้เคียงกับลำตัว และมีปื้นสีน้ำตาลกระจายอยู่เป็นหย่อมๆขอบภายในของโคนบ้องที่ ๗ ของขาคู่นี้ทีตุ่ม ๒-๓ ตุ่ม เฉพาะบุคคลผู้ที่โตเต็มวัยมีขนนุ่มเหมือนกำมะหยี่สีส้มแกมแดง ปกคลุมบริเวณรอยต่อระหว่างปล้องต่างๆของขาคู่ที่ ๓, ๔ และก็ ๕ เหมือนเคยอาศัยอยู่ตามแม่น้ำ คลอง รวมทั้งแหล่งน้ำจืดชืดที่มีทางน้ำติดต่อกับทะเล สืบพันธุ์และออกไข่บริเวณน้ำกร่อยปากแม่น้ำ

๓. กุ้งกุลาดำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Penaeus monodon Fabricius
จัดอยู่ในตระกูล Penaeidae
มีชื่อสามัญว่า tiger prawn jumbo หรือ grass prawn
กุ้งว่าวจุฬาหรือ กุ้งแขกดำก็เรียก กุ้งประเภทนี้เป็นกุ้งทะเลขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากโคนก้านตาถึงปลายห่งยาวราว ๓๐ ซม. ลำตัวสีน้ำตาลแกมเขียวรวมทั้งมีแถบสีเข้มกับสีจางพาดขวางตลอดลำตัว เปลือกหัวหมดจด ไม่มีขน ฟันกรีด้านบนมี๗-๘ ซี่ ด้านล่างมี ๓ ซี่ ช่องข้างกรีทั้งคู่ด้านแคบและก็ยาวไม่ถึงฟันกรีซี่ท้ายที่สุด เป็นกุ้งที่ตัวโต มักอยู่ภายในเขตพื้นที่ที่กระเป๋านทรายคละเคล้าโคลน รับประทานอีกทั้งพืชและก็สัตว์เล็กๆในน้ำเป็นของกิน เมื่อโตเต็มกำลังจะอพยพจากริมฝั่งไปยังสมุทรลึก ๒๐-๓๐ เมตร เพื่อผสมพันธุ์แล้วก็วางไข่ ตัวอ่อนที่โตพอก็จะอพยพมาหากินยังริมตลิ่ง
คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้ “มันกุ้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในตำรับยาแผนโบราณหลายขนาน ตัวอย่างเช่น ยาขนานหนึ่งในแบบเรียนยาศิลาจารึกวัดราชโอรสาราม ให้ยาแก้โรคฝีดาษอันกำเนิดในเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ รวมทั้งเดือน ๑ เข้า “น้ำมันหัวกุ้ง” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ขนานหนึ่งเอาน้ำลูกตำลึง น้ำมันงา น้ำมันหัวกุ้ง น้ำมันรากถั่วภูเขา เอาเสมอภาค พ่นฝีเพื่อเสลด ให้ยอดขึ้นหนองสวยดีนัก

Tags : กุ้ง

21
อื่นๆ / ชีววิทยาของเม่น
« เมื่อ: มีนาคม 21, 2019, 02:48:11 PM »

เม่น
เม่นเป็นสัตว์เลือดอุ่น
จัดอยู่ในสกุล Hystricidae
เม่นที่เจอในประเทศไทยมี ๒ จำพวก ได้แก่
๑.เม่นใหญ่แผงคอยาว
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Hystrix brachyuran Linnaeus
ชื่อสามัญว่า Malayan porcupine
เม่นจำพวกนี้มีขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาว ๖๓ – ๗๐ เซนติเมตร หางยาว ๖ – ๑๐ เซนติเมตร น้ำหนักตัว ๓-๗ โล ขนบนลำตัวเป็นขนแข็งใช้ป้องกันตัว หัวเล็ก จมูกป้าน มีหนวดยาวสีดำ บริเวณลำตัว คอ แล้วก็ไหล่ มีขนแข็ง สั้น สีดำ ขนใต้คอสีขาว ตาเล็ก ใบหูเล็ก ขนตั้งแต่หลังไหล่ไล่ลงไปแข็งยาว ด้านโคนรวมทั้งปลายสีขาว ตรงกลางสีดำ ปลายแหลม หางมีขนเหมือนหลอดสั้นๆขาสีดำเม่นชนิดนี้ถูกใจออกหากินตามลำพังในเวลากลางคืน รักสงบ เวลาเจอศัตรูจะวิ่งหนี พอเพียงจวนตัวจะหยุดกึกแล้วพองขนขึ้น ศัตรูที่ไล่หลังมาอย่างรวดเร็วถ้าเกิดหยุดไม่ทันก็จะโดนขนเม่นตำ และถ้าศัตรูใช้ตีนตะครุบก็จะโดนขนเม่นตำเช่นกัน ได้รับความปวดเจ็บมากมาย เมื่อศัตรูผละหนีไปแล้ว เม่นก็จะหลบเข้าโพรงไม้หรือโพรงดิน ขนเม่นที่หลุดออกไปจะมีขนใหม่งอกขึ้นมาแทนที่ เม่นประเภทนี้กินผัก หญ้าสด หน่อไม้ กาบไม้ ผลไม้ แล้วก็กระดูกสัตว์ เริ่มสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุราว ๒ ปี ตั้งครรภ์นาน ๔ เดือน ตกลุกครั้งละ ๑ -๓ ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย ลูกเม่นทารกมีขนที่อ่อน แต่เมื่อถูกอากาศด้านนอกขนจะเบาๆแข็งขึ้น อายุราว ๒๐ ปีเจอทางภาคใต้ของเมืองไทย ในต่างประเทศพบที่มาเลเชียรวมทั้งอินโดนีเซีย
๒. เม่นหางพวง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Atherurus macroura (Linnaeus)
ชื่อสามัญว่า bush-tailed porcupine
เม่นประเภทนี้มีความยาวลำตัววัดจากปลายจมูกถึงโคนหาง ๔๐ – ๕๐ ซม. หางยาว ๑๕ – ๒๐ ซม. น้ำหนักตัว ๒.๕ – ๕ กิโลกรัม จมูกเล็ก มีหนวดยาว ใบหูเล็ก ลำตัวยาว ขาสัน มีขนแข็งปกคลุมทั่วตัว ขนบางส่วนแข็งแล้วก็ปลายแหลมมากมาย เหมือนหนาม ขนส่วนที่ยาวที่สุดอยู่บริเวณกลางข้างหลังขนแบน มีร่องยาวอยู่ข้างบน ช่วงกึ่งกลางหางไม่ค่อยมีขน แต่เป็นเกล็ด โคนหางมีขนสั้นๆปลายหางมีขนงอกดกดกเป็นกระจุก ดูเป็นพวง ขนดัขี้เหนียวล่าวแข็งและคม ส่วนขนที่ศีรษะรอบๆขาอีกทั้ง ๔ แล้วก็รอบๆใต้ท้อง แหลม แต่ว่าไม่แข็ง ขาออกจะสั้น ใบหูกลมรวมทั้งเล็กมาก เล็บเท้าเหยียดหยามตรง ทู่ แล้วก็แข็งแรงมาก เหมาะสำหรับขุดดิน เม่นชนิดนี้ออกหากินในตอนกลางคืน ตอนกลางวันมักแอบอยู่ในโพรงดิน ตามโคนรากของต้นไม้ใหญ่ หรือตามซอกหิน มักออกหากินเป็นฝูง ใช้ขนเป็นอาวุธปกป้อง กินหัวพืช หน่อไม้ กาบไม้ รากไม้ ผลไม้ แมลง เขาและก็กระดูกสัตว์ ออกลูกทีละ ๓- ๕ ตัวในโพรงที่ขุดอาศัย ลูกเม่นทารกมีขนอ่อนนุ่ม แม้กระนั้นจะต่อยๆแข็งขึ้นอายุราว ๑๔ ปี พบในทุกภาคของประเทศไทย ในต่างแดนเจอทางภาคใต้ของจีน และก็ที่ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยใช้ขนเม่นที่สุมไฟให้ไหม้แล้วปรุงเป็นยาแก้ตานซาง แก้พิษรอยดำ พิษไข้ เชื่อมซึม กระเพาะอาหารของเม่นใช้ปรุงเป็นยากินบำรุงน้ำดี ช่วยทำให้ลำไส้มีกำลังบีบย่อยอาหาร พระตำราปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า“ขนเม่น” เป็นยาใช้ภายนอกตัวเด็ก ดังต่อไปนี้ ภาคหนึ่งยาทาตัวกุมารกันสรรพโรคทั้งมวล แล้วก็จะป่วยอภิฆาฏก็ดีแล้ว โอปักกะมิกาพาธก็ดีแล้ว ท่านให้เอาใบมะขวิด คราบเปื้อนงูเห่า หอมแดง สาบอีแร้งสาบกา ขนเม่น ไพลดำ ไพลเหลือง บดทำแท่งไว้ ละลายน้ำนมโค ทาตัวกุมาร จ่ายความไม่บริสุทธิ์โทษทั้งสิ้นดีนัก

Tags : เม่น

22
อื่นๆ / ปลาดุก
« เมื่อ: มีนาคม 21, 2019, 06:02:26 AM »

ปลาดุก
ปลาดุกเป็นสัตว์เลือดเย็น มีกระดูกสันสันหลัง
ปลาที่คนไทยเรียก ปลาดุก หรือ walking catfish นั้น อาจเป็นปลาน้ำปลาน้ำจืดอย่างน้อย ๒ ประเภทในตระกูล Clariidae คือ
๑. ปลาดุกด้าน
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias batrachus (Linnaeus)
มีชื่อสามัญว่า walking catfish
บางตัวที่มีสีขาวตลอด ชาวบ้านเรียก ดุกเผือก หรือถ้ามีสีค่อนข้างแดง ก็เรียก ดุกแดง แม้กระนั้นถ้าหากมีจุดขาวรอบๆทั่วลำตัว ก็เรียก ดุกเอ็น ปลาดุกด้านมีรูปร่างยาวเรียว ยาว ๑๖-๔๐ เซนติเมตร (ในธรรมชาติอาจยาวได้ถึง ๖๑ ซม.) รอบๆข้างๆของลำตัวมีสีเทาปนดำหรือสีน้ำตาลปนดำ บริเวณท้องมีสีค่อนข้างขาว ไม่มีเกล็ด ความยาวของลำตัวราว ๖-๗.๕ เท่าของความลึกของลำตัว และราว ๓.๕ เท่าของความยาวส่วนหัว หัวออกจะแหลมถ้าหากมองดูทางด้านข้าง กระดูกหัวมีลักษณะตะปุ่มตะป่ำ กระดูกท้ายทอยยื่นเป็นมุมค่อนข้างแหลม ส่วนฐานของครีบสันหลังยาวเกือบตลอดส่วนหลัง ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน ๖๕-๗๗ ก้าน ไร้ก้านครีบแข็ง ครีบก้นมีก้านครีบอ่อน ๔๑-๕๘ ก้าน ครีบท้องกลม ครีบอกกลม มีก้านครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าน ปลายแหลม เป็นหยักทั้งยัง ๒ ข้าง ครีบหางแบน ปลายมน ไม่ต่อกับครีบข้างหลังแล้วก็ครีบตูด ตามีขนาดเล็กอยู่ด้านบนของหัว มีหนวด ๔ คู่ หนวดที่ขากรรไกรล่างยาวถึงส่วนปลายก้านครีบแข็งของครีบอก หนวดขากรรไกรบนยาวถึงก้านครีบข้างหลังก้านที่ ๗-๘ หนวดที่บริเวณจมูกยาวเป็น ๑ ใน ๓ ของก้านครีบแข็งของครีบอก และก็หนวดคางยาวถึงส่วนปลายของครีบอก ข้างในท่อนหัวเหนือช่องเหงือกทั้งยัง ๒ ข้าง มีอวัยวะพิเศษที่ช่วยสำหรับในการหายใจ ฟันบนเพดานปากและฟันบนขากรรไกรบนเป็นฟันซี่เล็กๆกระดูกซี่กรองเหงือกมี ๑๖-๑๙ อัน ปลาดุกด้านมีนิสัยดุ คล่องแคล่ว ไม่ชอบอยู่นิ่ง เร่งรีบ ชอบดำว่ายดำผุดและถูกใจลอดไปตามพื้นโคลนตม ชอบว่ายทวนน้ำออกไปจากแหล่งอาศัยในขณะฝนตกและก็น้ำไหลท่วมลงสู่แหล่งน้ำที่ใหม่ มีความทรหดอดทนต่อสภาพแวดล้อมที่เรวร้ายได้
๒. ปลาดุกอุย
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Clarias microcephalus Gunther
มีชื่อสามัญว่า broadhead walking catfish
ปลาดุกอุยเป็นปลาที่ไม่มีเกล็ด ลำตัวยาวเรียว ยาว ๑๕-๓๕ ซม. สีค่อนข้างเหลือง มีจุดประตามด้านข้างลำตัวราว ๙-๑๐ แถบ แต่เมื่อโตจะเลือนหายไป ฝาผนังท้องมีสีขาวถึงเหลืองเฉพาะบริเวณอกถึงครีบท้อง ส่วนหัวออกจะทื่อ ปลายกระดูกกำดันป้านแล้วก็โค้งมนมากมาย ส่วนหัวจะลื่น มีรอยบุ๋มกึ่งกลางบางส่วน มีหนวด ๔ คู่ โคลนหนวดเล็ก ปากไม่ป้าน ออกจะมนครีบอกมีครีบแข็งข้างละ ๑ ก้าง มีลักษณะคม ยื่นยาวหรือพอๆกับครีบอ่อน ครีบข้างหลังมีก้านครีบอ่อน ๖๘-๗๒ ก้าน ปลายครีบสีเทาปนดำรวมทั้งยาวตลอดถึงคอดหาง ครีบตูดมีก้านครีบอ่อน ๔๗-๕๒ ก้าน ครีบหางกลม ไม่ใหญ่มากนัก สีเทาคละเคล้าดำ ครีบหางไม่ใกล้กับฐานครีบหลังและก็ครีบตูด จำนวนกระดูกซี่กรองเหงือกราว ๓๒ ซี่งเมื่อดูผิวเผินทั้งยังปลาดุกด้านและปลาดุกอุยมีลำตัวสั้นป้อมกว่า ลำตัวสีดำปนเหลือง มีจุดเล็กๆสีขาวเรียงเป็นแนวตามทางขวางลำตัวหลายแถว หรืออาจมองเห็นเป็นจุดประสีขาวตามลำตัว ปลายกระดูกกำดันโค้งมน ปลาดุกเป็นปลาที่เจอได้ตามคู คลอง หนอง บ่อน้ำทั่วไป จัดเป็นปลาที่มีคุณค่าด้านเศรษฐกิจของไทยชนิดหนึ่ง

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้ปลาดุกผสมเป็นเครื่องยาในตำรับยาหลายขนาน โดยยิ่งไปกว่านั้นใน พระตำราไกษย ให้ยาที่เข้า “ปลาดุกปิ้ง” อยู่ ๒ ขนาน อีกทั้ง ๒ ขนานเป็นยาแกง กินเป็นยาถ่ายอย่างแรง สำหรับแก้กษัย ดังต่อไปนี้ ยาแก้ไกษยปลาดุก เอาเปลือกราชพฤกษ์ ๑ เปลือกตาเสือ ๑ รากโคนงแตง ๑ พิงไฉนนุ่น ๑ พริกไทย ๑ ขิงแห้ง ๑ กระเทียม ๑ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ ข่า ๑ กระชาย ๑ กะทือ ๑ ไพล ๑ หอม ๑ ขมิ้นอ้อย ๑ กะปิ ๑ ปลาดุกปิ้ง ๑ ตัว ปลาแดกปลาส้อย ๕ ตัว ยา ๒๐ สิ่งนืทำเป็นแกง แล้วเอาใบมะกาที่เพสลาดนั้นมาหั่นใส่ลงเป็นผัก กินให้ได้ถ้วยแกงหนึ่ง ลงจนถึงสิ้นโทษร้าย หายวิเศษนัก และยางแกงเป็นยารุ ท่านให้เอาเปลือกทองหลางใบมนที่ ๒ เปลือกมะรุม ๑ ลูกคัดเค้า ๑ เครื่องยาทั้งนี้เอาสิ่งละ ๗ ตัว ปลาดุกย่าง ๑ ตัว เอาใบสลอดที่รับประทานลงที่อ่อนๆนั้น ๗ ใบ หั่นเป็นผักใส่ลง ทำเป็นยาเหอะ ลงเสมหะเขียวเหลืองออกมา หายแล

Tags : ปลาดุก

23
อื่นๆ / เต่าเดือย
« เมื่อ: มีนาคม 19, 2019, 10:42:33 PM »

วงศ์เต่าบก
เต่าเดือย
manouria impressa(Gunther), ๓๐ เซนติเมตร
เต่าขนาดกึ่งกลาง มีเดือยแหลมที่โคนขาหลังข้างละ ๑ อัน กระดองหลังสีเหลืองผสมสีน้ำตาล มีลายดำ พบตามภูเขาสูงจากระดับ ๖๐๐ เมตรขึ้นไป ทางภาคเหนือ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือแล้วก็ ภาคอีสาน
เต่าเหลือง
Indotestudo elongata(Blyth), ๓๖ เซนติเมตร
เต่าขนาดกึ่งกลาง กระดองยาวนูนสูง สีเหลือง มีลายดำ ไม่มีเดือยเหมือนเต่าบกจำพวกอื่น อยู่ในที่แล้งได้ พบตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง และก็ป่าดงดิบแล้งทั่วประเทศ

เต่าหก
Manouria emys(Schlegel & Muller), ๕๐ เซนติเมตร
เต่าบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย เมื่อโตเต็มกำลังกระดองยาวได้ถึง ๖๐ เซนติเมตร ต้นขาข้างหลังทั้งยัง ๒ ข้างมีเดือยหลายเดือย กระดองสีน้ำตาลเข้มหรือดำ พบในป่าดิบที่สูงทางภาคเหนือ ภาคตะวันตก แล้วก็ภาคใต้มี ๒ จำพวกย่อย เป็น เต่าหกเหลือง manouria emys emys (Schlegel & Muller) และเต่าหกดำ manouria emys phayrei(Blyth)
คุณประโยชน์ทางยา
เต่าที่หมอแผนไทยนำมาใช้คุณประโยชน์ทางยาเป็นเต่าน้ำจืดรวมทั้งเต่าบก แต่ที่ใช้กันมากมายคือเต่าที่นา Malayemys subtrijuga(Gray) อันเป็นเต่าน้ำจืดที่หาได้ง่ายดายกว่าเต่าชนิดอื่นๆและเป็นที่รู้จักกันดีทั่วไป

Tags : วงศ์เต่าบก

24
อื่นๆ / ควาย
« เมื่อ: มีนาคม 19, 2019, 02:57:19 AM »

ควาย
ควายบ้าน หรือ water buffalo
ที่เรียกแบบนี้เพราะควายไม่มีต่อมเหงือกสำหรับระบายความร้อนจากร่างกาย จึงชอบอยู่กับน้ำ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bubalus bubalis (Linnaeus)
จัดอยู่ในสกุล Bovidae พัฒนามาจากควายป่า
ชีววิทยาของควายป่า
ควายป่า หรือ wild water buffalo มีลักษณะเด่น คือ เขายาว (มีความยาวเฉลี่ยราว ๑๕๐ เซนติเมตร) เมื่อตัดตามแนวขวางจะมองเห็นเขาเป็นสามเหลี่ยม มีรูปร่างทั่วไปเหมือนควายบ้าน แต่ว่าขนาดทุกส่วนใหญ่กว่ามาก ถ้าเกิดยืนเทียบกับควายบ้านจะดูราวกับว่าพ่อกับลูก ความสูงที่ไหล่ของตัวผู้ราว ๑.๘๐ เมตร น้ำหนัก ๘๐๐-๑๒๐๐ กก. โคนเขาหนา วงเขากว้าง ปลายเขาแหลม ตอนล่างของเท้าอีกทั้งสี่มีสีขาว คล้ายใส่ถุงเท้าขาว ใต้คอมีลายขาวเป็นรูปลิ่มสามเหลี่ยมสันกว้าง ควายป่าเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นฝูงใหญ่ๆควายในฝูงโดยมากเป็นตัวเมียรวมทั้งเพศผู้ที่ยังแก่น้อย เมื่อตัวผู้มีอายุเยอะขึ้นเรื่อยๆ มักแยกตัวออกจากฝูงไปอยู่รวมทั้งหากินสันโดษเป็นควายโทน ในฝูงหนึ่งมีผู้นำฝูงสำหรับผสมพันธ์เพียงตัวเดียว ควายป่าชอบหาเลี้ยงชีพตามป่าและก็ท้องทุ่งไม่ไกลจากแหล่งน้ำ เมื่อรับประทานอิ่มรวมทั้งชอบนอนปลักโคนหรือนอนแช่น้ำในลำห้วย โคลนตมช่วยให้คุ้มครองควายไม่ให้ยุ่งชำเลืองกัดมากเท่าไรนัก ควายป่ามีถิ่นที่อยู่อาศัยตั้งแต่ภาคกึ่งกลางของอินเดีย จนกระทั่งรัฐอัสสัม ประเทศพม่า รวมทั้ง ประเทศในแหลมอินโดจีนทั้งปวง และ ไทย ลาว เวียดนาม รวมทั้งกัมพูชา และก็ประเทศไทยเคยมีควายป่าชุกชุมตามสายธารที่ราบต่ำธรรมดา (ละเว้นภาคใต้) ตอนนี้มีเหลืออยู่เฉพาะที่เขตอนุรักษ์ประเภทสัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานีเพียงแต่แห่งเดียว มนุษย์จับควายป่ามาเลี้ยงเพื่อใช้งานแต่ว่าโบราณ ขนาดตัวของมันก็เลยเล็กลงด้วยเหตุว่าไม่กินอาหารและก็ออกกำลังกายเหมือนควายป่า ควายที่มีสีผิวอ่อนหรือสีออกชมพูๆเรียก ควายเผือก (pink buffalo)
ผลดีทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้น้ำนมควาย เขาควายเผือก และกระดูกควายเผือก เป็นเครื่องยา ดังต่อไปนี้
๑.นมควาย ได้จากเต้านมของควายบ้านเพศภรรยาที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำราเรียนยาสรรพคุณโบราณว่า นมกระบือมีรสหวาน ร้อน มีคุณประโยชน์แก้พรรณดึก ทำให้เจริญอาหาร โบราณใช้น้ำนมกระบือ เป็นทั้งยังยากระสายยาและเครื่องยา ยาขนานที่ ๖๖ ใน ตำราพระยาพระนารายณ์ เข้า “นมกระบือ” (น้ำนมควาย) เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ร่วมกับ “นมแกะ” และก็เครื่องยาอันอื่นอีกหลายอย่าง

๒.เขาควาย ตำราเรียนยาสรรพคุณโบราณว่า เขาควายมีรสเย็น ควาย แก้สรรพพิษ แก้ร้อนใน ถอนพิษ แก้พิษไข้ ฯลฯ พระหนังสือปฐมจินดาร์ให้ยาขนานหนึ่ง เข้า “เขาควายเผือก” (เขาควายเผือก) เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ อันว่าลักษณะกุมารเด็กหญิงคนไหนกัน เกิดขึ้นมาในวันจันทร์ วันพุธ คลอดตอนเช้าเวลาเที่ยงตรงก็ดี พอมารดาออกมาจากเรือนไฟแล้วประมาณ ๓ เดือน ก็เลยตั้งเกิดทรางน้ำทรางสะกอเจ้าเรือน เมื่อจะเกิดขึ้นนั้น เป็นตั้งแต่คอถึงเพดานลุปากจำพวกหนึ่ง ชนิดหนึ่งกินนอกไส้ขึ้นมาจนกระทั่งลิ้น จึงปฏิบัติให้ลงแดง ให้กระหายน้ำ ให้เชื่อม ถ้าหากหมอวางยาชอบกุมารผู้นั้น ก็เลยจะได้ชีวิตคืน หากจะแก้ท่านให้เอา เขาควาย ๑ เขาเบ็ญกานี ๑ สีเสียดทั้ง ๒ ดอกบุนนาค ๑ เกสรบัวหลวง น้ำประสานทอง ๑ กระเทียม ๑ รวมยา ๘ สิ่งนี้เอาเท่าเทียม ทำเป็นจุที่บดทำแท่ง ละลายน้ำจันทร์รับประทาน แก้ลงท้องเพื่อทรางน้ำ พระคัมภีร์ไกษยให้ “ยาประจำธาตุไกษยปลวก” ขนานหนึ่ง เข้า “เขาควาย” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้ ยาประจำธาตุไกษยปลวก เอาเขาควายเผา ๑ ผลสบ้าเผา ๑ ปูนแห้งข้างเตาเผา ๑ สิ่งละ ๑ ส่วน พริกไทย ๓ ส่วน ตำเป็นผงบดทำแท่งไว้ละลายน้ำปูนใสกิน แก้ไกษยปลวก แล้วก็เจริญรุ่งเรืองธาตุให้เป็นปรกติดีเลิศนัก ยาจีนใช้เขาควายแก้อาการสลบ รวมทั้งในโรคติดเชื้อแบบกะทันหันที่ทำให้เป็นไข้สูง แล้วก็อาการเลือดออกเพราะว่าความร้อนภายใน
๓.กระดูกควาย ยาไทยนิยมใช้ “กระดูกควายเผือก” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง อาทิเช่น ยาแก้โรคเรื้อนรับประทานกระดูก ใน พระตำราร์ชวดาร ดังนี้ ยาต้มแก้โรคเรื้อนกินกระดูกให้ขัดในข้อ เอากระดูกช้าง ๑ กระดูกแพะ ๑ กระดูกกระบือเผือก ๑ กระดูกสุนักข์ดำ ๑ เถาวัวคลาน ๑ ป่าช้าหมอง ๑ ต้นหญ้าหนวดแมว ๑ ยาเข้าเย็นเหนือ ๑ ยาเข้าเย็นใต้ ๑ ยาทั้งนี้เอาเท่าเทียม ดองสุราก็ได้ ต้มก็ได้รับประทานแก้พยาธิแลโรคเรื้อน

Tags : ควาย

25
อื่นๆ / นกกะลิง
« เมื่อ: มีนาคม 17, 2019, 06:12:01 AM »

นกกะลิง
นกกะลิง หรือที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือเรียก นกกะแล
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psittacula himalayana finchii (Hume)
จัดอยู่ในสกุล Psittacidae
มีชื่อสามัญว่า gray – headed parakeet หรือ slaty – headed parakeet
ชีววิทยาของนกกะลิง
นกนี้เป็นนกปากงุ้มเป้นขอประเภทหนึ่ง ความยาวของตัววัดจากปลายปากถึงปลายหายราว ๔๖ เซนติเมตร ความยาวนี้เป็นความยาวของหางราวกึ่งหนึ่ง ปากบนสีแดงปลายเหลือง ปากด้านล่างสีเหลือง ตาสีดำ หัวสีเทาแก่ ที่คอมีแถบดำใหญ่พิงจากบริเวณใต้คางไปถึงด้านหลัง แถบนี้จะค่อยๆเรียวเล็กลงจนถึงเหลือเป็นเพียงเส้นเล็กๆที่ท้ายทอย ต้นคอใต้เส้นดำเป็นสีฟ้า ใต้ปีกสีน้ำเงินอมเขียว หางยาว ตอนบนสีฟ้าอมเขียว ปลายเหลือง เมื่อมองผาดๆจะมองเห็นเป็นนกที่มีสีเขียว ตัวผู้มีแต้มสีแดงเข้มที่ที่ศีรษะปีกด้านข้าง และแถบดำที่คางมีขนาดใหญ่กว่าของตัวเมีย นกกะลิงอยู่รวมกันเป็นฝูง พบได้ทั่วไปทางภาคเหนือที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง ๖๐๐ – ๑,๒๐๐ เมตร นกชนิดนี้รับประทานผลไม้ เมล็ดพืชรวมทั้งยอดอ่อนของพืช สร้างรังตามโพรงไม้ วางไข่คราวละ ๒ – ๕ ฟอง ในระหว่างม.ค.ถึงม.ย. ไข่ออกจะกลม สีขาว ใช้เวลาฟัก ๒๒ – ๒๕ วัน

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยตามต่างจังหวัดใช้เลือดนกกะลิงผสมกับยาอื่น เป็นยาบำรุงเลือด แก้โรคโลหิตจางแล้วก็โลหิตทุพพลภาพ
ใน พระตำราชวดารให้ยาขนานหนึ่ง เป็นยาแก้ลมกล่อน ยาขนานนี้เข้า “หางนกกะลิง” เป็นเครื่องยาด้วยดังนี้ ยาแก้ลมกล่อน อัณฑะเจ็บเมื่อยตายไปข้างหนึ่ง อีกทั้งกายก้ดี เอายาเข้าเย็น ๑ พันพาย ๑ ประพรมคตตีนเต่า ๑ หางนกกะลิง ๑ กำลังโคเถลิง ๑ หนวดนาคราช ๑ เอาเท่ากัน ต้มทากล่อนลม หายแล

26
อื่นๆ / ชีววิทยาของโค
« เมื่อ: มีนาคม 16, 2019, 05:53:25 AM »

โค
คำ “วัว” เป็นคำที่แผลงมาจากคำไทยว่า “งัว” ส่วนคำ “วัว” เป็นคำเรียกสัตว์ชนิดนี้ในภาษาบาลี (คำ“วัว” นี้อาจหมายคือดวงอาทิตย์ เช่นในคำ“โคจร” ซึ่งหมายความว่า ทางเดินของดวงอาทิตย์ )
ชีววิทยาของโค
เป็นสัตว์บดเอื้อง รับประทานหญ้า มี ๔ เท้า และก็กีบเป็นคู่ เขากลวง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos Taurus (Linnaeus) จัดอยู่ในวงศ์ Bovidae
โคบ้านมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า bos Taurus domesticus Gmelin บ้านของไทยมีวิวัฒนาการมาจากป่าหรือออคอยกส์ (Aurochs) ซึ่งตอนนี้สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว ป่าที่ยังคงพบในบ้านเราเป็นโคแดง ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos javanicus (D’Alton) รู้เรื่องว่าวัวแดงนี้คงจะสืบเชื้อสายมาจากออคอยกส์ตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ถัดมาแดงนี้จึงสืบสายมาเป็นบ้านของเมืองไทย ทำให้รูปร่างและก็สีสันของบ้านเหมือนแดงมาก แต่ว่ารูปร่างใหญ่มากยิ่งกว่าแล้วก็สูงกว่า แดงมีความสูงที่ไหล่ราว ๑.๗๐ เมตร หรือกว่านั้น มีเขายาวราว ๗๐ ซม. แดงมีสีน้ำตาลแกมแดงเสมือนบ้าน เพศผู้เมื่อมีอายุมากๆสีบางทีอาจเปลี่ยนไป โคแดงเป็นสัตว์ที่ชอบอยู่เป็นฝูง ฝูงหนึ่งมีราว ๒๐-๓๕ ตัว มักมีตัวภรรยาแก่ๆเป็นหัวหน้าฝูง แต่ละฝูงมักมีตัวผู้เพียงแต่ตัวเดียว รอทำหน้าที่ผสมพันธุ์เมื่อตัวเมียเป็นสัด
ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้น้ำนม (นมวัว) ขี้วัว (ขี้วัว) และก็น้ำมูตร (น้ำมูตรวัว) น้ำมันไขข้อวัว เป็นยา
๑. น้ำนมวัว ได้จากเต้านมของเพศเมียที่อยู่ในวัยเจริญพันธุ์ ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า นมวัวหรือนมมีรสหวาน มัน เย็น มีสรรพคุณปิดธาตุ แก้โรคในอก ชูกำลังและก็เลือดเนื้อ รุ่งโรจน์ไฟธาตุ แพทย์แผนไทยมักใช้นมวัวเป็นน้ำกระสายยา เป็นต้นว่า “ยาแก้ลมโกฏฐาสยาวาตา” ใน พระตำราโรคนิทาน ใช้ “น้ำนมโค” เป็นน้ำกระสายยา ดังนี้ลมโกฏฐาสยาวาตาแตกนั้น มักให้เหม็นกลิ่นคาวคอ ให้อ้วก ให้จุกเสียด ให้สวาปามในอกถ้าหากจะแก้ ให้เอาใบสลอดต้มกับเกลือให้สุกแล้วตากแดดให้แห้ง ๑ ชะเอมเทศ ๑ รากเจตมูลไฟ ๑ รากโคนงแตก ๑ รากจิงจ้อใหญ่ ๑ ลำพัน ๑ พริกล่อน ๑ ดีปลี ๑ ใบหนาด ๑ การะบูร ๑ เอาเท่าเทียม ทำเปนจุณ ละลาย น้ำนมโค ก็ได้ น้ำผึ้งก็ได้ น้ำร้อนก็ได้ รับประทานหายแล
๒. ขี้วัว ตำราเรียนยามักเรียก น้ำขี้วัว แพทย์แผนไทยใช้ขี้วัวปรุงเป็นยาบำบัดโรคทั้งข้างในและก็ด้านนอกหลายขนาน ส่วนใหญ่ใช้ขี้วัวดำ ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขี้วัวดำมีรสขม เย็น มีคุณประโยชน์ดับพิษร้อน พิษไข้ พิษรอยดำ ลางหนังสือเรียนว่าขี้วัวสดแล้วก็แห้งผสมกับใบน้ำเต้าสดและสุรา ตำคั้นเอาน้ำ ทาแก้เริม ไฟลามทุ่ง งูสวัด ผื่นคัน และแก้พุพอง ฟกบวม ทำลายพิษ

๓. น้ำมูตรวัว ตำราเรียนยามักเรียกว่า น้ำมูตรวัว และมักใช้น้ำมูตรวัวดำเป็นน้ำกระสายยา เป็นต้นว่า ยาสตรีขนานหนึ่งใน พระหนังสือมหาโชตรัต ใช้ “มูตรวัวดำ” เป็นกระสาย ดังนี้ ถ้าหญิงโลหิตตกทางทวารหนักทวารเบา มิออกสบาย ให้เอาขมิ้นอ้อย ๑ ไพล ๑ ผลผักชีล้อม ๑ บดละลายด้วย มูตรโคดำ รับประทานหายแล
๔. น้ำมันไขข้อวัว พระตำรามุจฉาปักขันทิกา ให้ยาน้ำมันทาแก้ไส้ขาดไส้ลามและแผลฝีเปื่อยยุ่ยขนานหนึ่ง เข้า “น้ำมันไขข้อโค” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้
ถ้าเกิดมิฟัง พิษนั้นกล้านักมักเผาเอาเนื้อนั้นสุก หนุ่มเข้าไปแม้กระนั้นปลายองคชาตทุกเมื่อเชื่อวันๆก็ดีแล้ว ท่านให้หุงน้ำมันนี้ใส่ ดับพิษอีกทั้งรักษาเนื้อไว้ มิให้สาวเข้าไปได้ ท่านให้เอามะพร้าวผลิออกบนต้นเขี้ยวน้ำมันให้ได้ถ้วย ๑ ก็เลยเอาใบกระเม็ง ๑ ใบยาดูดใหม่ๆ๑ เปลือกโพกพาย ๑ เปลือกจิก ๑ เปลือกกรด ๑ เบญจลำโพง ๑ ใบเทียน ๑ ใบทับทิม ๑ ใบขมิ้นอ้อย ๑ ใบมัน ๑ ยาดังนี้เอาสิ่งละถ้วย ใส่ลงกับน้ำมันที่ทำขึ้นมาจากมะพร้าวหุงให้คงจะแม้กระนั้นน้ำมัน แล้วเอาน้ำมันแมวดำชาตรีจอก ๑ น้ำมันขัดไก่จอก ๑ น้ำมันไขข้อโคจอก ๑ ปรุงใส่ลงเหอะยอดเยี่ยมนัก น้ำมันนี้ท่านตีค่าไว้ตำลึงทองหนึ่งใช้ได้ทุกประการ แลตานทรางสรรพพิษฝียุ่ยสาว ทั้งยังแก้มิให้เป็นด่างเป็นแผลให้อาจจะคืนดีคนเก่า แลแก้ไส้กุดไส้ลุกลาม ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นมาแต่ครั้งหลังหายสิ้นอย่าฉงนเลย ได้ทำมามากมายแล้ว แบบเรียนนี้ฝรั่งเอามาแต่เมืองยักกัตราแล

Tags : วัว

27
อื่นๆ / เต่าในประเทศไทย
« เมื่อ: มีนาคม 16, 2019, 01:16:35 AM »

เต่าในประเทศไทย
เต่าที่เจอในประเทศไทย
มีขั้นต่ำ ๒๒ ประเภท (ไม่รวมตะพาบ) จัดอยู่ใน ๕ ตระกูล เป็น
๑.วงศ์เต่าทะเล(Cheloniidea) พบ ๔ ชนิดเป็น เต่าตนุ(เต่าแสงอาทิตย์) เต่าหญ้า เต่ากระ และก็เต่าหัวโต เป็นเต่ากระดองแข็ง มีแผ่นเกล็ดปกคลุม บางทีอาจเรียงต่อกัน(ตัวอย่างเช่น เต่าตนุ) หรือซ้อนกันบางส่วน (เป็นต้นว่า เต่ากระ) ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่าย ขาข้างหลังเป็นครีบกว้างสำหรับใช้เป็นหางเสือ
๒.ตระกูลเต่าเฟื่อง(dermochelyidae) พบเพียงชนิดเดียว คือ เต่าเฟือง (มักเรียกกันผิดเป็น “เต่ามะเฟือง”) เป็นเต่ากระดองอ่อน มีสันยาวเรียกตัวบนหลังจากคอลงไปถึงตูด ๕ สัน ข้างตัวอีกข้างละสัน รวมเป็น ๗ สัน ใต้ท้องมีอีก ๕ สัน สันที่ใต้ท้องจะเลือนหายไปเมื่อแก่ขึ้น ส่วนสันบนข้างหลังหายไปบ้างเมื่อเทียบกับอายุยังน้อย บนหัวตัวอ่อนมีเกล็ด แต่จะหายไปเมื่อโตขึ้น มีหนังปกคลุมแทน ขาหน้าแผ่เป็นครีบสำหรับว่าย ยาวกว่าขาของเต่าสมุทรอื่นๆขาข้างหลังเป็นครีบกว้างๆสำหรับใช้เป็นหางเสือ และก็ใช้ขุดหลุมเมื่อจะวางไข่
๓.วงศ์เต่าน้ำจืด(Emydidae) เจอขั้นต่ำ ๑๓ ประเภท อย่างเช่น เต่ากระอาน เต่าลายตีนเป็ด เต่าหับ เต่าแดง (เต่าใบไม้) เต่าหวาย เต่าบัว เต่าจักร เต่าท้องนา เต่าจัน เต่าปากเหลือง เต่าดำ เต่าทับทิม และเต่าแก้มแดง เต่าในวงศ์นี้สามารถหดหัวเข้าไปเอาไว้ในกระดองได้หมด ขาแบน นิ้วและก็เล็บยาวกว่าเต่าบก ระหว่างนิ้วมีแผ่นพังผืดขึงไม่มากก็น้อย บนหัวคลุมด้วยหนัง ไม่เป็นเกล็ดเสมือนหัวเต่าบก แต่บริเวณท้ายทอยนั้น หลังอาจลายทำให้ดูเหมือนเกล็ด

๔.สกุลเต่าปูลู(Platysternidae) พบในประเทศไทยเพียงประเภทเดียว คือเต่าปูลู มีลักษณะสำคัญคือกระดองบนกับกระดองข้างล่างเป็นคนละชั้น ยึดติดกันด้วยพังผืด กระดองทั้งสองแบนเข้าหากันมากมาย โดยยิ่งไปกว่านั้นที่ทรวงอก หัวโต หดหัวเข้าไปในกระดองมิได้ หัวคลุมด้วยแผ่นซึ่งไม่แบ่งได้เป็นชิ้นเกล็ดเสมือนเต่าอื่น ระหว่างนิ้วมีพังผืดบ้าง แต่ไม่เต็มนิ้ว นิ้วมีเล็บแหลมทุกนิ้ว เว้นนิ้วก้อย หางยาวมากมาย มีเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมปกคลุมบนหาง
๕.วงศ์เต่าบก(Testudinidae) เจอ ๓ ประเภท เป็น เต่าหก เต่าเดือย และก็ เต่าเหลือง เต่าในตระกูลนี้ไม่เหมือนกับเต่าน้ำในตระกูลอื่นๆตรงที่ขาทั้งยัง ๔ กลม ไม่มีพังผืดยึดระหว่างนิ้ว ด้วยเหตุว่าไม่จำเป็นต้องใช้ขาว่ายน้ำ มีเกล็ดบนหัวแล้วก็ที่ขา

28
อื่นๆ / เขากวางอ่อน
« เมื่อ: มีนาคม 15, 2019, 02:33:40 AM »

เขากวางอ่อน
เมื่อกวางผลัดเขา เขากวางแยกหลุดจากตอเขา ผิวหนังบริเวณรอบๆโคนเขาจะเจริญรุ่งเรืองขึ้น มาปิดแผลด้านใน ๔-๕ วัน เลือดจะเริ่มเข้าไปหล่อเลี้ยง พร้อมด้วยมีสารประกอบแคลเซียมพอกสะสมขึ้น เขาใหม่จะปกคลุมด้วยหนังนุ่มๆและก็ขนสั้นๆสีน้ำตาลราวกับผ้ากำมะหยี่ เขารูปแบบนี้เรียกว่า “เขากวางอ่อน” ซึ่งหักได้ง่าย เมื่อหักจะมีเลือดไหล กวางบางตัวอาจถึงตายได้ ถ้าเลือดไหลออกไม่หยุด ในระยะที่มีเขาอ่อน กวางจะหากินอยู่กลางแจ้งหรือที่โล่งแจ้ง โดยหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปในป่าทึบหรือป่าหนาม เขากวางอ่อนเป็นเครื่องยาที่พักเป็นตำรายาแห่งประเทศสหรัฐสามัญชนจีน บางทีอาจได้จากเขาอ่อนกวาง ๒ ชนิด คือ
๑.กวางดอกเหมย (sika deer) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cervus Nippon Temminck
๒.กวางแดง (red deer) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Cervus elaphus Linnaeus
เขากวางอ่อนนี้มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า
pilose antler มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Cornu Cervi Pantotrichum เป็นเขากวางอ่อนที่เพิ่งจะงอก ข้างในเขายังไม่เป็นกระดูกแข็งสำหรับเพื่อการตัดเขากวางนั้น ใช้เลื่อยตัดออก โดยเริ่มตัดเขาอ่อนเมื่อกวางมีอายุตั้งแต่ ๓ ปีขึ้นไป ตัดได้ปีละ ๑-๒ ครั้ง เมื่อตัดแล้วจำต้องนำไปแปลภาวะในทันที เริ่มด้วยการล้างเอาสิ่งสกปรกที่ติดมากับขนบนเขากวาง แล้วบีบเลือดที่ติดมาอีกส่วนใดส่วนหนึ่งออกไป หลังจากนั้นก็เลยใส่ลงในน้ำเดือด ๓-๔ ครั้ง ทีละ ๑๕-๒๐ วินาที เพื่อขับเลือดให้หมด จากนั้นจึงเอามาตากหรืออบให้แห้ง ยิ่งกว่านั้นยังบางทีอาจตัดเขากวางติดกับกะโหลก แต่ว่าจะใช้กับกวางที่ป่วยไข้หรือมีอายุมากมายแล้วเท่านั้น เขากวางอ่อนที่มีคุณภาพดีจะต้องเป็นเขาสมบูรณ์ (ขนละเอียด สีน้ำตาลอ่อนไม่หัก) มีน้ำหนักค่อย ด้านล่างไม่มีรอยแยก หน้าตัดมีรูพรุนแน่น สีเหลืองเปลือกข้าว ส่วนที่มีขนหยาบคายไม่สมบูรณ์ หน้าตัดมีสีเทาปนแดง เป็นชนิดที่มีคุณภาพรองลงมา

หนังสือเรียนยาจีนว่า
มีรสหวาน มีฤทธิ์ร้อน เป็นยาบำรุงชั้นเยี่ยม ดังคำจีนโบราณที่ว่า “ยามพอหมดเรี่ยวแรง หายาอะไรก็ตามไม่ได้ ถ้าหากได้กิน[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16959900/%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99]เขากวางอ่อน[/i][/url]แล้ว ถึงแม้ไม่มีแรงก็ช่วยให้ฟื้นคืนได้” เขากวางอ่อนมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงเลือด ชูกำลังทำให้กระดูกรวมทั้งเอ็นแข็งแรง แก้อาการอ่อนเพลีย ลายตา หูตึง ตามัว เข่าเจ็บ รวมทั้งที่สำคัญคือ ช่วยเสริมสมรรถนะทางเพศ แก้โรคน้ำอสุจิไหลเองโดยไม่ทันได้รู้สึกตัวเป็นประจำแก้รอบเดือนมามากแตกต่างจากปรกติ บำรุงครรภ์ (ทำให้เด็กในท้องสงบ) แก้อาการท้องเสียเรื้อรัง โดยเฉพาะที่เกิดกับคนวัยแก่ โดยธรรมดาใช้บดเป็นผุยผง กินทีละ ๑-๒.๕ กรัม กับน้ำสุกจะใช้ดองเหล้า หรือปั้นเป็นยาลูกกลอนก็ได้ เนื่องด้วยเขากวางอ่อนเป็นยาบำรุงที่มีฤทธิ์ร้อน ก็เลยห้ามใช้กับคนเจ็บที่มีไข้ ถ่ายหรือคลื่นไส้เป็นเลือด นอกจากนี้ คนเป็นความดันโลหิตสูงหรือหลักการทำงานของตับไม่ปรกติก็ไม่ควรรับประทานมากจนเกินไป

29

ปลาพะยูน
ปลาพะยูนเป็นสัตว์เลือดอุ่น
อาศัยอยู่ในน้ำไม่ใช่ปลาจริงๆแม้กระนั้นเนื่องด้วยอยู่ในน้ำและมีรูปร่างเหมือนปลาชาวไทยก็เลยเรียกรวมเป็น”ปลา”
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dugong dugon(MuBer)
จัดอยู่ในสกุล Dugongidae
ชื่อสามัญว่า dugong sea
บางถิ่นเรียกว่า พะยูน โคสมุทรหรือหมูสมุทรก็เรียก
มีลำตัวเพรียว ปลาพะยูนขนาดตัววัดจากหัวถึงโคนหาง ยาว ๒.๒๐ -๓.๕๐ เมตรหางยาว ๗๕.๘๕ เซนติเมตรตัวโตเต็มกำลังหนัก ๒๘๐ ถึง ๓๘๐ กิโลรูปกระสวยหางแยกเป็น๒แฉกขนานกับพื้นในแนวราบไม่มีครีบภายหลังจากอยู่ตอนล่างของส่วนแม่ริมฝีปากบนเป็นก้อนเนื้อดกลักษณะเป็นเหลี่ยมคล้ายจมูกหมู เมื่ออายุน้อยลำตัวมีสีออกขาวแต่ว่าเปลี่ยนเป็นสีเทาอมน้ำตาลเมื่อโตเต็มวัย เหมือนเคยถูกใจอยู่รวมกันเป็นฝูงหลายๆฝูงทำมาหากินรวมกันเป็นฝูงใหญ่กินพืชประเภทต้นหญ้าทะเลตามพื้นท้องทะเลริมฝั่งเป็นอาหาร โตเต็มกำลังพร้อมผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๑๒-๑๓ปีท้องนาน๑ปีคลอด ทีละ ๑ ตัว เคยปลาพะยูนพบมากตามชายฝั่งทะเลของเมืองไทยแต่ตอนนี้เป็นสัตว์หายากและก็ใกล้สิ้นซาก ยังพบในอ่าวไทยที่จังหวัดระยองชลบุรีตราดจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ รวมทั้งชายฝั่งทะเลอันดามันแถบจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงากระบี่โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจอซุกซุมที่สุดบริเวณอุทยานแห่งชาติชายหาดเจ้าไหม-เกาะลิบงจังหวัดตรังในต่างถิ่นเจอได้ตั้งแต่บริเวณชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของทวีปแอฟริกาปลาพะยูนสมุทรแดงตลอดแนวริมฝั่งของห้วงมหาสมุทรประเทศอินเดียไปกระทั่ง ถึงประเทศฟิลิปปินส์เกาะไต้หวันถึงภาคเหนือของทวีปออสเตรเลีย

ประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยใช้เขี้ยวปลาพะยูนเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งแต่ว่าเพื่อสงวนสัตว์ชนิดนี้ซึ่งหายากมากมายแล้วจึงไม่สมควรใช้ยานี้อีกต่อไป เขี้ยวปลาพะยูนเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ที่ใช้ในพิกัดยาไทยที่เรียกว่า”นวเขี้ยว” หรือ”เนาวเขี้ยว” ดังเช่นเขี้ยวหมู เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวจระเข้ เขี้ยวแกงเลียงเขาหิน แล้วก็งาช้าง (ดูคู่มือการปรุงยาแผนไทยเล่ม ๑ น้ำกระสายยา)

30
อื่นๆ / พญาแร้ง
« เมื่อ: มีนาคม 14, 2019, 07:39:54 AM »

พญาอีแร้ง
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sarcogyps calvus (Scopoli) จัดอยู่ในสกุลเดียวกับอีแร้ง
เป็นวงศ์ Accipitridae
มีชื่อสามัญว่า red-headded vulture หรือ king vulture
อีแร้งเจ้าพระยา หรือ นกแร้งหัวแดง (ลาว) ก็เรียก นกจำพวกนี้เป็นนกขนาดใหญ่ ขนาดวัดจากปลายปากถึงปลายหางยาวราว ๘๔ ซม. ขนทั่วตัวสีดำ หัว คอ และแข็งเป็นเนื้อสีแดง มีขนอุยสีน้ำตาลออกขาว มีแถบสีขาวตรงส่วนบนของอกแล้วก็ที่ต้นขาทั้งสอง เมื่ออายุยังน้อยขนทั่วตัวมีสีน้ำตาล ใต้ท้องสีอ่อนกว่า และก็มีลักษณะเป็นลายเกร็ด ส่วนบนมีขนสีขาวทั่วๆไป
[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16959927/%E0%B8%9E%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B9%81%E0%B8%A3%E0%B9%89%E0%B8%87]พญาแร้ง[/i][/b][/i][/url]รังเกียจอยู่รวมกันเป็นฝูงเสมือนอีแร้งธรรมดา มักพบอยู่สันโดษหรืออยู่เป็นคู่ และก็ลงกินซากสัตว์ร่วมกับอีแร้งอื่นๆเชื่อว่านกชนิดนี้เป็น “เจ้าที่อีแร้ง” จะต้องลงรับประทานซากสัตว์ก่อนชนิดอื่นๆและเลือกกินเฉพาะส่วนที่มีรสชาติดีเยี่ยมที่สุด จึงเรียก“พญาอีแร้ง” ชอบอาศัยอยู่ตามชายป่าและก็ทุ่งนา มีเขตการกระจายประเภทกว้างมากมาย ตั้งแต่ประเทศจีน อินเดีย ลงมาทางใต้จนกระทั่งคาบสมุทรมลายู ในอดีตเคยเจอชุมอยู่ทั่วๆไปในประเทศไทย มักสร้างรังอยู่บนต้นไม้สูง ตามชายป่าและนา นอกจาก ในประเทศไทยยังเจออีแร้งดำหิมาลัย (cinereous vulture) อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aegypius monachus (Linnaeus) เป็นนกที่อพยพเข้ามายังประเทศไทยในช่วงนอกฤดูสืบพันธุ์ หรืออาจเป็นนกที่หลงเข้ามา แต่ว่าเป็นนกหายากแล้วก็มีปริมาณน้อยมาก

ผลดีทางยา
แพทย์แผนไทยตามบ้านนอกใช้หัวอีแร้งเผา ผสมเป็นยาแก้ไข้กาฬ ไข้พิษ กระดูกอีแร้งเผาไฟเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งใน “ยามมหานิลแท่งทอง” (ดู คู่มือการปรุงยาแผนไทย เล่ม ๔ เครื่องยาธาตุวัตถุ) แก่ไข้พิษ ไข้กาฬ ส่วนหางอีแร้งและก็หางอีกาเผาไฟ ตำราโบราณมีรสเย็น เบื่อ บดผสมกวาวเครือแก้ซางชัก และใช้รมภูติผีปีศาจแม่ซื้อที่รบกวนพญานกแร้งเด็กที่เป็นลมเป็นแล้งซางจำพวกนี้ ถ้าเกิดแก้โลหิตเป็นพิษให้เข้า “ดีอีแร้ง” เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่ง ดังนี้ ยาแก้เลือดทำพิษ เอาดีแร้ง เจาะไนดี แล้วเอาพริกไทยตำยัด ใส่ให้เต็ม ตากให้แห้ง ถ้าหากจะแก้โลหิตทำพิษ ให้ฝนกับเหล้ากินหายยอดเยี่ยมฯ พระคัมภีร์ปฐมจินดาร์ให้ยาหลายขนานที่เข้า “กระดูกนกแร้ง” เป็นเครื่องยาด้วย มีอยู่ขนานหนึ่งเข้า “ศีร์ษะนกแร้ง” เป็นยากวาดซางแดงดังนี้ ขนานหนึ่ง ท่านให้เอาศีร์ษะงูเห่า ๑ ศีร์ษะนกแร้ง ๑ ศีร์ษะกา ๑ หอยสังข์ ๑ รากดิน ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดินถนำ ๑ บอแร็ก ๑ น้ำหมึกหอม ๑ นอแรด ๑ เขากุย ๑ มูลหมูไม่มีอารยธรรม ๑ กฤษณา ๑ กะลำพัก ๑ ผลจันทร์ ๑ ดอกจันทร์ ๑ เขี้ยวเสือ ๑ เขี้ยวตะไข้ ๑ เขี้ยวแรด ๑ เขี้ยวหมู ๑ ฟันกรามแรด ๑ กรามช้าง ๑ รวมยา ๒๒ สิ่งนี้ เอาเท่าเทียมกัน ทำเปณจุณ บดปั้นแท่งไว้ละลายน้ำมะนาว กวาดได้สารพัดทรางทั้งปวงหายดีเลิศนัก

Tags : พญาแร้ง

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 9