แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 9
31
อื่นๆ / อีแอ่น
« เมื่อ: มีนาคม 12, 2019, 03:00:43 PM »

อีแอ่น

อีแอ่นเป็นชื่อไทยแท้ของนก ๒ สกุล
(ปัจจุบันชาวไทยมีความเห็นว่าชื่อ “อีแอ่น” ไม่สุภาพหรือเปล่าด้วยเหตุว่า จึงเปลี่ยนเป็นชื่อ“นางแอ่น” หรือ“นกแอ่น” เหมือนกับ“อีกา” เป็น “นกกา” หรือ “อีแร้ง” เป็น “นกแร้ง”) เป็น สกุล Apodidae (ชั้น Apodiformes) กับตระกูล Hirundinidae (อันดับ Passeriformes)
อีแอ่นรับประทานรังเป็นนกในสกุล Apodidae ส่วนนกในวงศ์ Hirundinidae หลากหลายประเภทเรียก “อีแอ่น” เช่นกัน แต่นกที่จัดอยู่ในสกุลหลังนี้ทำรังด้วยดิน ไม่มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมอยู่อย่างใด และนกตาพอง (Pseudochelidon sirintarae Thonglongya) ที่มีผู้ตั้งชื่อให้ใหม่เป็นนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร อันเป็นนกถิ่นเดียวของไทย พบที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ เดี๋ยวนี้เป็นนกหายากและมีจำนวนน้อยหรือบางครั้งอาจจะสิ้นซากไปรวมทั้งได้
อีแอ่นหิมาลัย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia brevirostris (Horsfield) มีชื่อสามัญว่า Himalayan swiftlet ประเภทนี้ทำรังด้วยหญ้ารวมทั้งพืชชนิดต่างๆมีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ อีแอ่น ๒ จำพวกแรก คือ อีแอ่นกินรังกับอีแอ่นรับประทานรังสะโพกขาว ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆก็เลยเป็นรังนกที่มีคุณภาพบรรเจิด มีชื่อเสียงกันมานานรวมทั้งเป็นที่ต้องการของตลาด แพงแพงมากมาย ส่วนรังของอีแอ่นชนิดอื่นในสกุลเดียวกันนี้ไม่เป็นที่นิยมของตลาด โดยยิ่งไปกว่านั้น ๒ จำพวกหลัง เป็น อีแอ่นท้องขาวรวมทั้งอีแอ่นหิมาลัย
อีแอ่นกินรังเป็นนกที่อาศัยอยู่ในถ้ำหินปูนหรือถ้ำหินทรายตามเกาะต่างๆตามทะเลหรือตามริมฝั่งต่างๆหรืออาจอยู่อยู่ตามอาคารบ้านเรือนต่างๆตัวอย่างเช่น ตึก โบสถ์ และก็บินออกจากถิ่นในตอนเช้ามืด ไปพบกินตามแหล่งน้ำในหุบเขาหรือตามป่า โดยบินไม่หยุดตลอดทั้งวัน ห่อนกลับมายังถิ่นที่อยู่ในช่วงเวลาเย็นหรือค่ำ นกเหล่านี้สามารถบินโดยใช้เสียงสะท้อนกลับ (echolocation) จึงไม่ชนกับสิ่งกีดขวางอะไรก็แล้วแต่ทั้งที่ถิ่นที่อยู่มืดตึดตื๋อ ราวปริมาณร้อยละ ๘๐ ของอาหารเป็นแมลง โดยยิ่งไปกว่านั้นมดมีปีก ในช่วงฤดูฝนนั้น ของกินของนกพวกนี้เป็นนกแทบทั้งสิ้น อีแอ่นรับประทานรังที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชข้อมูลตั้งแต่นี้ต่อไปได้ผลงานของการศึกษาวิจัยของรองศาสตราจารย์โอภาส ขอบเขตต์ ราชบัณฑิต ผู้ที่มีความชำนาญเรื่องนก ซึ่งได้รายงานต่อที่ประชุมราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ที่ราชบัณฑิตยสถาน ช่วงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช๒๕๔๔ ในประเด็นเรื่อง “อีแอ่นกินรังในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช” ก่อนที่จะท่านกำลังจะถึงแก่บาปเพียงแค่ ๕ เดือนเศษ

อีแอ่นกินรังในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจำพวก Colocalia fuciphaga (Gmelin) หรือ eible – nest swiftlet ในราว ๕๐ ปีที่ผ่านมา อีแอ่นรับประทานรังได้เข้ามาอาศัยและทำรังในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งประชาชนเรียก “บ้านร้อยปี” โดยเริ่มเข้ามาพักพิงที่ชั้น ๓ อันเป็นข้างบนสุด เจ้าของบ้านก็เลยย้ายมาอยู่ที่ชั้น ๒ ต่อมาปริมาณนกมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวจนกระทั่งรุกพื้นที่ชั้น ๒ เจ้าของบ้านก็เลยย้ายมาอยู่ที่ชั้น ๑ ซึ่งเป็นร้าน แต่ปัจจุบันนี้บ้านหลังนี้มีนกอยู่เต็มทั้ง ๓ ชั้น โดยเจ้าของบ้านเลิกกิจการและย้ายไปอยู่ที่อื่นๆ แต่กลับมาเก็บรังนกทุกเดือน โดยเฉลี่ยได้รังนกราวเดือนละ ๖ โล (ราคาโลละ ๕๐๐๐๐-๗๐๐๐๐ บาท) ในช่วงนั้นอีแอ่นรับประทานรังไปอาศัยอยู่รอบๆโบสถ์ของวัดซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ โดยที่เดิมที่ทางวัดมิได้เก็บรัง แต่ว่าเดี๋ยวนี้คณะกรรมการวัดก็เก็บรังนกขายเหมือนกับบ้านร้อยปี โดยได้รังนกเฉลี่ยราวเดือนละ ๒ กิโลกรัม
ในตอน ๕ ปีที่ผ่านมา อีแอ่นรับประทานรังรอบๆตลาดอำเภอปากพนังได้เพิ่มขึ้น จนตราบเท่าเข้าไปอยู่ในตึกสูงๆหลายอาคารทางฝั่งด้านทิศตะวันออก(ฝั่งบ้านร้อยปี) ส่วนฝั่งด้านตะวันตก(ฝั่งวัด) ก็มีบ้าง แม้กระนั้นน้อยกว่ามากมาย ปัจจุบันนี้มีการก่อสร้างอาคารสูง๑๐ชั้น มากยิ่งกว่า ๑๐ อาคาร แต่ละอาคารใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า ๕ ล้านบาท โดยหวังให้อีแอ่นเข้าไปอาศัยทำรัง รวมแล้วมีตึกที่ผลิตขึ้น โดยหวังว่าอีแอ่นรับประทานรังจะเข้าไปทำรังไม่น้อยกว่า ๕๐ อาคาร แต่ว่าอีแอ่นก็ไม่ได้เข้าไปอาศัยทำรังทุกตึก
ทำไมอีแอ่นจึงเลือกอาคารใดตึกหนึ่งเพื่อสร้างรัง คำตอบนี้ยังไม่หาคำตอบได้แต่ว่าจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่า อีแอ่นจะเข้าไปทำรังในอาคารสูงตั้งแต่ ๑-๗ ชั้น อาคารจำนวนมากมักมีสีเหลืองไข่ไก่ แม้กระนั้นลางอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จแล้ว ยังเป็นสีก้อนอิฐ ก็มีนกเข้าไปอาศัยแล้วก็ทำรัง ส่วนทิศทางการเข้าออกของอีแอ่นนั้น พบว่ามีเกือบทุกทิศทาง ไม่แน่นอน แต่ทางเข้าออกของนกโดยส่วนมากเป็นทิศใต้ค่อนไปทางทิศตะวันตก
แต่ อุณหภูมิรวมทั้งความชุ่มชื้นภายใต้อาคารน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่นกเลือกอาศัยและก็สร้างรัง พบว่าตึกที่นกอาศัยจะอยู่ระหว่าง ๒๖- ๒๙ องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำยิ่งกว่าร้อยละ ๗๕ (อยู่ร้อยละ ๗๙-๘๐ ) ผนังอาคารจำเป็นต้องไม่น้อยกว่า ๓๐ เซนติเมตร ภายในมีอ่างน้ำรอบๆหรือแทบรอบ ไม่มีหน้าต่าง แต่มีช่องลมให้นกเข้าออกขั้นต่ำ ๒ ช่อง ซึ่งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในอาคารพวกนี้ใกล้เคียงกับถ้ำธรรมชาติที่นกจำพวกนี้ใช้เป็นที่อาศัยรวมทั้งทำรัง สำหรับเพื่อการเก็บรังนกนั้น เจ้าของบ้านเก็บก่อนที่จะนกจะออกไข่ คือราว ๓๐ วัน หลังจากนกเริ่มสร้างรัง แล้วก็เก็บทุกๆเดือน แม้กระนั้นหากเป็นรังที่นกออกไข่แล้ว ก็จะปล่อยให้นกออกไข่ถัดไปจนกระทั่งครบ ๒ ฟอง แล้วปลดปล่อยให้ไข่ฟัก และเลี้ยงลูกอ่อนกระทั่งลูกบินได้ก็เลยจะเก็บรัง

32

คณาเภสัช
ในการประกอบยาหรือปรุงยานั้น หมอผู้ปรุงยาจะต้องรู้จักวัตถุต่างๆที่จะนำมาปรุงเป็นยา ในด้านมุมต่างๆรวมทั้งขั้นตอนการปรุงยา (เภสัชกรรม) เป็นปฐม โดยทั่วไปแพทย์ปรุงยาจำต้องรู้จักหลักใหญ่ๆ๔ ประการ ตัวอย่างเช่น เภสัชวัตถุ รู้จักตัวยา คือวัตถุธาตุนานาชนิดที่จะประยุกต์ใช้ประกอบเป็นยาสำหรับแก้โรค อีกทั้งพฤกษวัตถุ สัตววัตถุ และก็ธาตุวัตถุสรรพคุณเภสัช รู้จักคุณประโยชน์รวมทั้งโทษของวัตถุธาตุที่จะนำมาใช้ปรุงเป็นยาตลอดจนเครื่องยาต่างๆที่ใช้บ่อยในยาไทย จัดหมวดหมู่ตามรส คณาเภสัช[/url] รู้จักพิกัดยา เป็น ยาหลายสิ่งหลายอย่างที่มีชื่อต่างกัน รวมเรียกเป็นชื่อเดียวกัน การปรุงยา รู้จักกระบวนการปรุงยาหรือการประกอบยาตามแบบตำราเรียนโบราณ เภสัชวัตถุ เภสัชวัตถุอันคือวัตถุธาตุนานาประเภทที่จะประยุกต์ใช้เป็นยาบำบัดโรคนั้น โบราณแบ่งตามที่มาที่ไปของวัตถุที่ประยุกต์ใช้เป็นยาได้ ๓ จำพวกใหญ่ๆคือ
๑.พฤกษาวัตถุ ดังเช่นว่าประเภทพฤกษชาตินานาประเภท อีกทั้งชนิดต้น จำพวกเถาหรือเครือคณาเภสัช ประเภทหัว ชนิดผัก ชนิดต้นหญ้า จำพวกพืชพิเศษ (เห็ดรวมทั้งพืชเซลล์เดียวอื่นๆ)
๒.สัตววัตถุ อย่างเช่นสัตว์นานาชนิด ในขณะที่ทั้งตัวหรือเพียงแค่ลางส่วน ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นสัตว์น้ำ สัตว์บก หรือสัตว์อากาศ
๓.ธาตุวัตถุ ได้แก่แร่ธาตุต่างๆที่ประยุกต์ใช้เป็นเครื่องยา ทั้งที่เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติหรือประสมขึ้น โบราณว่าสรรพวัตถุอันมีอยู่ในโลกนี้ล้วนเกิดขึ้นจากแร่ธาตุทั้ง ๔ ย่อมใช้เป็นยาบำบัดโรคได้ทั้งมวล แต่จะมีสรรพคุณมากมายน้อยกว่ากันยังไง ขึ้นอยู่กับจำพวกของวัตถุนั้นๆหมอผู้ปรุงยาจำต้องรู้จักเภสัชวัตถุในรายละเอียด ๕ ประการ คือรู้จักรูปยา รู้จักสียา รู้จักกลิ่นยา รู้จักรสยา แล้วก็รู้จักชื่อยานี้ ก็เลยจะสามารถนำเอาเครื่องยาที่ถูกจากที่กำหนดเอาไว้ภายในตำรับยา มาปรุงเป็นยาที่สามารถแก้โรคนั้นนั้นๆได้

คุณประโยชน์เภสัช
คุณประโยชน์คณาเภสัชคือคุณประโยชน์ทางยา ของเภสัชวัตถุดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่จำเป็นต้องรับรสอย่างก่อนจะทราบคุณประโยชน์ยา เพราะรสยาจะแสดงสรรพคุณยา เมื่อรู้จักยาแล้ว ก็เลยจะรู้จักสรรพคุณยานั้นอย่างกว้างๆได้ ในเรื่องรสยานี้โบราณแบ่งรสยาวออกเป็น ๓ รส ตั้งเป็นประธานก่อนคือ
๑.รสเย็น ประจำหน้าร้อน (คิมหันตฤดู) แก้ในกองเตโช สมุฏฐาน ดับพิษร้อนถอนพิษไข้ต่างๆเนื่องจากไข้ตัวร้อนจัดกำเนิดในช่วงฤดูร้อน ดังเช่น อย่าที่ปรุงด้วยเกสรดอกไม้ (ที่ไม่ร้อน) รากไม้ต่างๆ(ที่ไม่ร้อน) เขาสัตว์ต่างๆเขี้ยวสัตว์ต่างๆรวมถึงของที่เผาหรือสุ่มให้เป็นถ่าน ฯลฯ
๒.รสร้อน ประจำหน้าฝน (วสันตฤดู) เบื่อแก้ในกองวาโยสมุฏฐาน แก้ลมต่างๆเป็นส่วนมาก ทำให้แน่นท้อง จุกเสียด รวมทั้งแก้ลมในกองธาตุพิการ เพราะเหตุว่าโรคลม โดยส่วนมาก เกิดในฤดูฝน ยกตัวอย่างเช่น ยาที่ปรุงผสมด้วยเบญจกุล ตรีกฏุก ฝึกคุณ ขิง ข่า หัสคุณทั้งสอง ดองดึง ใบกระเพรา เป็นต้น
๓.รสสุขุม ประจำหน้าหนาว (เหมันตฤดู) แก้ในกองอาโป สมุฏฐาน หยุดเสมหะ แก้เลือดพิการ ได้แก่ ยาที่ปรุงมุ่งหวังด้วยโกษฐ์ทั้งยัง ๕ เทียนอีกทั้ง ๕ กฤษณา กระลำพัก ชลูด อบเชย ขอนดอก เป็นต้น เมื่อปรุงเป็นยาแล้วจะได้ยารสอ่อนโยน อาทิเช่น ยาหอม

33

มะหาด
ชื่อสมุนไพร มะหาด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น หาดทรายขนุน ,ปวกชายหาด(ภาคเหนือ),ชายหาด (ทั่วไป),ฮัด(ภาคตะวันตก),มะหาดใบใหญ่(ตรัง),กาอย,ตาแป,ตาแปง(นราธิวาส,มลายู),เซยาสู้(กะเหรี่ยง)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Artocarpus lakoocha Roxb.
ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Artocarpus lakoocha Roxb., Artocarpus lacucha Buch.-Ham.
ชื่อสามัญ Monkeyjack , lakoocha , Monkey Fruit
ตระกูล MORACEAE
ถิ่นเกิดมะหาด
มะหาดป็นพืชที่มีบ้านเกิดในเขตร้อนของภูมิภาคทวีปเอเชียใต้ อย่างเช่น อินเดีย ศรีลังกา และ บังคลาเทศ แล้วมีการแพร่กระจายพันธุ์ไปในเขตร้อนของประเทศแถบเอเซียอาคเนย์ พม่า,ไทย,ลาว,กัมพูชา,มาเลเซีย เป็นต้น โดยปกติ พบมากขึ้นทั่วๆไปในที่กึ่งโล่งแจ้งตามป่าดงดิบ ปาเต็งรัง ป่าเบญจพรรณ รวมทั้งป่าหินปูน ที่มีความสูงจากระดับน้ำทะเลราวๆ 100-1,800 เมตร สำหรับในประเทศไทยพบได้มากมากมาย ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ รวมทั้งทางภาคใต้ของเมืองไทย
ลักษณะทั่วไปมะหาด
จัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 15-25 เมตร ไม่ผลัดใบ ทรงพุ่มกลม ลำต้นเปลาตรง เปลือกต้นสีน้ำตาลอมแดงถึงน้ำตาลเข้ม ต้นแก่ผิวจะหยาบรวมทั้งแตกเป็นสะเก็ดเล็กๆยอดอ่อนมีขนสีน้ำตาลออกแดงหนาแน่น มีน้ำยางสีขาว ใบ เป็นโดดเดี่ยวเรียงแบบสลับราบเดียว รูปไข่หรือรูปขอบขนานขนาด 25-30 × 15-20 ซม. ปลายใบมน ฐานใบมนหรือแหลมกว้าง บางทีอาจเบี้ยวไม่สมมาตร ขอบใบเรียบหรือมีซี่จักน้อย ใบแก่สีเขียวเข้ม เหนียวคล้ายหนัง ด้านบนมีขนหยาบบางส่วน ด้านล่างสีเขียวอมเทา มีขนหยาบคายสีเหลืองบางส่วน เส้นใบข้าง 8-20 คู่ จรดกันที่ขอบของใบ เส้นใบย่อยเห็นกระจ่างเจนที่ด้านท้องใบ ก้านใบยาว 1.4-3.3 ซม. มีขนแข็งสีเหลืองหนาแน่น มีหูใบเล็กบาง ขนาด 4-5 เซนติเมตร รูปหอกซึ่งหลุดหล่นเร็วแล้วก็มีขนปกคลุมหนาแน่น กิ่งก้านออกจะอ่อน อ้วน หนา 3-6 มม. ไม่มีรอยแผลวงแหวน ดอก ออกป็นช่อกลมแน่นสีเหลืองหมองถึงชมพูอ่อนแบบช่อกลุ่ม ดอกแยกเพศร่วมต้น ช่อดอกตัวผู้กลม ช่อยาว 0.8-2 เซนติเมตร ออกเป็นช่อโดดเดี่ยวที่ซอกหรือตอนล่างของกิ่งไม้ โคนเชื่อมติดกันเป็นหลอด กลีบเลี้ยงมี 2 พู ลึก เกสรเพศผู้เยอะมาก ช่อดอกตัวเมียรูปไข่ หรือรูปขอบขนาน มีสีเหลืองอ่อน ออกตามกลีบตอนบน กว้าง 0.8-1.2 เซนติเมตร ยาว 1.2-2.3 เซนติเมตร ปลายกลีบดอกไม้หยัก ก้านช่อยาว 2.5-3.5 ซม. กลีบเลี้ยง 4 กลีบ ผล สำเร็จรวมรูปร่างบิดเบี้ยว ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2.5-8 เซนติเมตร ก้านผลยาว 1.2-3.8 เซนติเมตรสีเหลืองอ่อน หรือส้ม ผลแก่สีเหลืองคละเคล้าน้ำตาล รูปร่างเหยเกเป็นตะปุ่มตะป่ำ ผิวนอกมีขนนุ่มคล้ายกำมะหยี่ เนื้อในสีเหลืองเข้มถึงสีชมพู เมล็ดเป็นรูปขอบขนาน หรือเกือบกลม สีน้ำตาลเทา มีจำนวนหลายชิ้นโดยมี ขนาด 1.2 เซนติเมตร
การขยายพันธุ์มะหาด
มะหาดสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 แนวทาง คือ การเพาะเมล็ดรวมทั้งการทำหมันกิ่ง แต่ว่าวิธีที่นิยมในปัจจุบันเป็นการเพาะเม็ด โดยการเพาะเมล็ดและการปลูกก็ราวกับการเพาะเมล็ดพืชและก็ปลูกประเภทอื่นๆทั่วไป ก็แค่ก่อนปลูกต้องตากดิน 1-2 สัปดาห์และให้ปุ๋ยคอกรองก้นหลุมก่อนปลูก แล้วรดน้ำวันแล้ววันเล่าจวบจนกระทั่งต้นกล้าจะตั้งตัวได้รวมทั้งควรจะปักหลักไม้ให้ยึดกับลำต้นของต้นกล้ารวมถึงควรจะทำที่บังแดดด้วย ดังนี้จะใช้เวลาเจริญเติบโตและก็พร้อมที่จะให้ผลเมื่อมีอายุ 5 ปีขึ้นไป
องค์ประกอบทางเคมี
แก่น เจอสารสำคัญกรุ๊ปสติลบินอยด์ ยกตัวอย่างเช่น resveratrol, 2,4,3',5'-tetrahydroxystilbene (oxyresveratrol), สารฟลาโวนอยด์ ยกตัวอย่างเช่น artocarpin, norartocarpin, cycloartocarpin, norcycloartocarpin เปลือกราก เจอฟลาโวนอยด์ ดังเช่น 5,7-dihydroxyflavone-3-O-alpha-L-rhamnoside, galangin-3-O-alpha-L- rhamnoside, kaempferol-3-O-beta-L-xyloside, quercetin-3-O-alpha-L-rhamnoside, ไตรเทอร์ปีนอยด์ lupeol, ราก เจอสติลบินอยด์ อาทิเช่น lakoochin A, lakoochin B เปลือกต้น พบสามเทอร์ปีนอยด์ ตัวอย่างเช่น beta-amyrin acetate, lupeol acetate ต้น มี 5 - Hydroxy - 2 ,4,7 - trimethoxy flsvone - 2, 3, 4, 5, - Tetrahydroxystibene
สรรพคุณมะหาด
ในประเทศไทยผลสุกของสามารถเอามารับประทานสด จะมีรสหวานอมเปรี้ยวส่วนเปลือกต้นมีรสฝาด สามารถเอามาบดกับหมากแทนสีเสียด ใยจากเปลือกต้นมีความเหนียวสามารถนำมาใช้ทำเชือกได้ ราก สามารถนำมาสกัดเป็นสีสำหรับย้อมผ้า โดยจะให้สีเหลือง สำหรับเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลแกมเหลืองอ่อน เศษไม้สน เนื้อไม้หยาบคาย แข็ง มีความเหนียวรวมทั้งทนทาน สามารถประยุกต์ใช้ทำเสา ก่อสร้างบ้าน หรือใช้ทำเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆได้ รวมทั้งในขณะนี้มีการนำสารสกัดมาทำเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามต่างๆหรือ “ครีมมะหาด“, “โลชั่นมะหาด“, “เซรั่มมะหาด” เพราะว่าสารสกัดจากแก่นนั้นมีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ tyrosinase แล้วก็มีคุณภาพสำหรับการยับยั้งการผลิตเมลานิน ก็เลยทำให้ผิวขาวขึ้นได้
ในประเทศเนปาลจะใช้ใบเป็นอาหารสัตว์ เช่น แพะ , โค เพื่อเพิ่มการขับนมในสัตว์พวกนี้ฯลฯ ส่วนสรรพคุณทางยาของชายหาด}นั้นได้มีการระบุเอาไว้ภายในตำราเรียนยาไทยดังต่อไปนี้
ผงจากแก่น (ได้จากการนำแก่นไม้ที่อายุ 5 ปีขึ้นไป มาสับแล้วหลังจากนั้นก็ค่อยนำไปต้มต้มกับน้ำ จนกระทั่งกำเนิดฟอง ช้อนฟองที่ได้รวมกันทำให้แห้ง จะได้ผงสีขาวนวลจับกันเป็นก้อน นำไปย่างไฟให้เหลือง แล้วเอามาบดเป็นผง) เรียกว่า “ผงปวกหาดทราย” มีรสร้อนเมา เอามาชงกับน้ำเย็นรับประทาน เป็นยาขับพยาธิตัวตืดและพยาธิไส้เดือน หรือใช้ละลายน้ำ ทาแก้ผื่นคัน แก่นมีรสร้อน ขับพยาธิตัวตืด แก้ลม แก้อาการท้องอืดเฟ้อ แก้กษัย แก้เส้นเอ็นพิการ แก้ไม่อยากกินอาหาร ช่วยขับลม ขับเลือด ละลายเลือด ขับเยี่ยว แก้ไข้ต่างๆแก้น้ำเหลืองเสีย แก้ประดงทุกชนิด แก้หอบหืด แก้เสลด แก้ผื่นคัน,แก้ตานขโมย ราก แก้ไข้ ขับพิษร้อนใน ขับพยาธิ แก้กษัยในเอ็น เปลือกต้น รสฝาด ใช้เคี้ยวกับหมากแทนสีเสียด เปลือกต้นสด สมาน ทาขับพยาธิ ต้มรับประทานแก้ไข้ ขับพยาธิส่วนในประเทศอินเดีย และก็เนปาลใช้ เปลือกต้น ต้มน้ำทารักษาสิว
รูปแบบ/ขนาดวิธีการใช้
ผงปวกหาด ตระเตรียมได้โดยการเอา แก่นมาต้มเคี่ยวด้วยน้ำไปนานจนกำเนิดฟองขึ้น แล้วช้อนฟองขึ้นมาตากแห้ง จะได้ผงสีเหลือง นำมาบดให้เป็นผงละเอียด ขนาดรับประทานทีละ 1-2 ช้อนชา (โดยประมาณ 3-5 กรัม) รับประทานกับน้ำสุกเย็น ก่อนที่จะกินอาหารตอนเช้า ภายหลังรับประทานยาปวกหาดแล้วประมาณ 2 ชั่วโมง ให้รับประทานดีเกลือ หรือยาถ่ายตาม เพื่อระบายท้อง จะช่วยทำให้ถ่ายพยาธิตัวตืดรวมทั้งพยาธิไส้เดือนออกหมด สำหรับเด็กให้ใช้ในขนาดครึ่งหนึ่ง หรือจะใช้ผง 1 ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานครั้งเดียว อีก 2 ชั่วโมงถัดมาให้กินยาถ่ายตาม (ในผู้ใหญ่) สำหรับเด็ก ใช้ยาครึ่งช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ กินครั้งเดียว อีก 2 ชั่วโมงถัดมาจึงรบประทานยาถ่ายตามก็ได้
เปลือกต้นสดนำมาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ ช่วยขับพยาธิ หรือจะใช้รากสดหรือแห้ง เอามาต้มกับน้ำดื่มเป็นยาแก้ไข้ แก้ร้อนในก็ได้ เหมือนกัน ผงปวกชายหาด ใช้ละลายน้ำทาแก้ผื่นคันต่างๆหรือจะใช้แก่นต้มกับน้ำแล้วก็ใช้ดื่ม แก้กษัย,เส้นเอ็นพิการ ขับโลหิต ขับฉี่ แก้ประคบทุกชนิด

การเรียนทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ฆ่าพยาธิ ผงปวกชายหาดที่ใช้สำหรับในการรักษามี 4 แบบอย่าง เป็น เป็นยาชงละลายน้ำ ยาน้ำ ยาเม็ด รวมทั้งแคปซูล ที่สามารถลดปริมาณไข่ของพยาธิทั้งยังในคนรวมทั้งหมา จากการเรียนโดยแบ่งผู้เจ็บป่วยที่มีพยาธิตืดโคให้รับประทานยาปวกหาดทรายเปรียบเทียบกับยารักษาพยาธิที่ใช้ทั่วๆไป พบว่ายาปวกหาดบริสุทธิ์ ขนาด 3 กรัม ครั้งเดียว มีคุณภาพสำหรับในการรักษาโรคพยาธิตืดวัวก้าวหน้าพอๆกับยาพราสิควอนเตล ขนาด 300 มก. ครั้งเดียว แล้วก็ดีมากยิ่งกว่ายานิวัวลซาไมด์ ขนาด 2 กรัม ครั้งเดียว
สารสกัดด้วยน้ำจากมะหาดในขนาด 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัมน้ำหนักตัว สามารถกำจัดพยาธิใบไม้ขนาดเล็กในลำไส้หนูแรท (Stellantchasmus falcatus) ได้ภายในช่วงระยะเวลา 1 วันภายหลังป้อนสารสกัด
สารสกัดด้วยน้ำของที่ความเข้มข้น 0.25 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร สามารถฆ่าพยาธิใบไม้ชนิด Haplorchis taichui ในหลอดทดลองได้หมดในเวลา 12 ชั่วโมง รวมทั้งสารสกัดหยาบคายด้วยน้ำที่ความเข้มข้น 500 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร สามารถยับยั้งการเคลื่อนไหวของพยาธิตัวกลมชนิด Seteria labiato papillosa ที่เจอในไส้วัวควายในหลอดทดสอบได้ภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากให้สารสกัด รวมทั้งทำให้พยาธิตัวแบนชนิด Fasciola gigantica, Paramphistomum cervi, Eurytrema pancreaticum แล้วก็ Fishoederius cobboldi เคลื่อนไหวต่ำลงเป็นลำดับในเวลา 3-12 ชั่วโมง เมื่อนำพยาธิที่ทดลองมาสำรวจสภาพด้วยกล้องจุลทรรศน์อิเล็คตรอนพบว่า พยาธิตัวกลม Haemonchus placei มีฝาผนังลำตัวแตกเป็นร่องลึก ขณะที่พยาธิตัวแบนมีผนังลำตัวบวมเป็นกระเปาะ แตก และก็มีการหลุดลอกออก อย่างไรก็ตามสารสกัดไม่เป็นผลต่อพยาธิตัวแบนจำพวก Gigantocotyle explanatum, Cotylophoron cotylophorum และ Paramphistomum cervi นอกจากนั้นยังพบว่าสารสกัดหยาบคายของมะหาดที่มี oxyresveratrol ปริมาณร้อยละ 70 ยังสามารถยั้งการเคลื่อนไหวและฆ่าพยาธิตัวแบนจำพวก Fasciola gigantica ตลอดตัวเต็มวัยรวมทั้งตัวอ่อนได้เหมือนกัน
ฤทธิ์ต้านเมลานิน จากการทดสอบคุณภาพในการลดเมลานิน ของสารสกัดจากแก่นไม้โดยให้อาสาสมัครสตรี 20 คน ใช้สารสกัดจากแก่นไม้ความเข้มข้นจำนวนร้อยละ 0.25 (น้ำหนัก/ปริมาตร) ในตัวทำละลายโปรปิลีนไกลคอล ทาต้นแขน 1 ข้างและก็ข้างที่เหลือทาตัวทำละลายโปรปิลีนไกลคอลเป็นข้างควบคุม วันละ 2 ครั้ง ตรงเวลา 12 อาทิตย์ ในเวลาเดียวกันเปรียบเทียบกับอาสาสมัครอีก 2 กลุ่มที่ใช้สารสกัดชะเอมเทศ (licorice) ความแรงร้อยละ 0.25 รวมทั้ง kojic acid ความแรงร้อยละ 3 พบว่าสารสกัดมีประสิทธิภาพสูงสุดสำหรับเพื่อการทำให้ผิวขาว ได้ผลเร็วตอนหลังการใช้เพียง 4 สัปดาห์ ตามด้วย Kojic acid (6 สัปดาห์) และสารสกัดชะเอมเทศ (10 สัปดาห์) ตามลำดับ เมื่อครบ 12 สัปดาห์พบว่าสารสกัดแก่นไม้ทำให้ผิวขาวมากสุด และก็จะมีประสิทธิภาพมากขึ้นแม้นำมาจัดเตรียมเป็นอีมัลชั่น อาสาสมัครที่ทาโลชั่นความแรงร้อยละ 0.1โดยน้ำหนัก ที่ต้นแขนและแก้ม ตรงเวลา 2 รวมทั้ง 3 อาทิตย์จะมีผิวขาวขึ้นเป็นลำดับ นอกนั้นยังพบว่าสารสกัดแล้วก็ oxyresveratrol ซึ่งเป็นสารหลักในสารสกัดดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นสามารถยับยั้งเอ็นไซม์ mushroom tyrosinase ในหลอดทดสอบได้ โดยมีค่าความเข้มข้นที่ยับยั้งฤทธิ์เอ็นไซม์ได้กึ่งหนึ่ง พอๆกับ 0.76 และ 0.83 กรัม/มล. เป็นลำดับ
สาร oxyresveratrol จากแก่นมะหาด[/url] เมื่อนำมาทำเป็นโลชั่นสารสกัดทาผิว (ความเข้มข้น 1% นน./ปริมาตร) แล้วนำโลชั่นสารสกัดดังที่กล่าวถึงแล้วไปทดลองในอาสาสมัครหญิง อายุ 20 แล้วก็ 23 ปี ที่มีสุขภาพผิวดี จำนวน 30 คน โดยทาที่แขนท่อนข้างล่างวันละ 1 ครั้ง เปรียบเทียบกับแขนอีกข้างที่ทาโลชั่นที่ไม่มีสารสกัด (lotion base) นาน 6 อาทิตย์ แล้ววัดคะแนนผิวขาวด้วย skin-colors tone band โดยการประเมินค่าเม็ดสี (melanin values) เปรียบเทียบก่อนใช้และก็หลังจากที่มีการใช้โลชั่น พบว่าแขนข้างที่ทาโลชั่นคะแนนผิวขาวเพิ่มขึ้น 2.84% ในอาทิตย์ที่ 4 และเพิ่มขึ้น 7.64% ในอาทิตย์ที่ 6 เมื่อเปรียบเทียบกับแขนอีกข้างที่ทาโลชั่นที่ไม่มีสารสกัด จากการเรียนในครั้งนี้สรุปได้ว่า โลชั่นสารสกัด 1% สามารถลดการสร้างเม็ดสีในอาสาสมัครที่มีสุขภาพผิวดีได้
ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส สารสำคัญของ เป็น oxyresveratrol มีฤทธิ์ยั้งเชื้อไวรัสที่กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดโรคเริมตัวอย่างเช่น HSV-1 แล้วก็ HSV-2 ที่ผิวหนังของหนูไมซ์ ที่ความเข้มข้น 30 ไมโครกรัม/มิลลิลิตร ยิ่งกว่านั้นหากใช้ oxyresveratrol ร่วมกับ acyclovir จะเสริมฤทธิ์กัน ทำให้มีฤทธิ์ยั้ง HSV-1 เจริญขึ้น หากให้หนูรับประทาน oxyresveratrol 500 มิลลิกรัม/กก. ทุก 8 ชั่วโมงต่อวัน จะช่วยชะลอการเกิดรอยโรคได้ หากทาครีมที่มี oxyresveratrol ร้อยละ 30 รอบๆที่ติดโรควันละ 5 ครั้ง จะช่วยลดความรุนแรงของโรคและก็คุ้มครองป้องกันชีวิตหนูได้จากการเล่าเรียนในหลอดทดสอบพบว่า oxyresveratrol ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในสารสกัดมะหาดมีฤทธิ์ยับยั้งเชื้อไวรัสHSV-1 รวมทั้ง HSV-2 รวมทั้งเชื้อไวรัสเอสด์ (HIV-1/LAI) ได้
ฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย สาร lakoochin A, lakoochin B จากราก มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญก้าวหน้าของเชื้อวัณโรค Mycobacterium tuberculosis โดยมีค่า MIC 12.5 และ 50 ไมโครกรัม/มล. ตามลำดับ
การเรียนรู้ทางพิษวิทยา
การทดลองความเป็นพิษ การทดสอบความเป็นพิษฉับพลันโดยให้หนูแรทแล้วก็หนูเม้าส์กินผงปวกชายหาด และ สารสกัดด้วยอีเทอร์ของแก่นไม้ต้นมะหาดเป็นลำดับ พบว่ามีความเป็นพิษบางส่วน (10, 11) เมื่อป้อนสารสกัดด้วยอีเทอร์ของแก่นไม้ต้น ขนาด 40 และ 400 มก./กิโลกรัม รวมทั้งสาร oxyresveratrol ขนาด 720 มก./กิโล ร่วมกับแมกเนเซียมซัลเฟต ให้กับหนูขาวแล้วก็กระต่าย พบว่าไม่มีอาการไม่ดีเหมือนปกติอะไรก็ตามที่กระตุ้นให้เกิดพิษข้างหลังป้อนได้ 3 และ 7 วัน โดยที่ค่า blood urea nitrogen (BUN) ในเลือดมากขึ้นอีกทั้งในกลุ่มที่ได้รับสารสกัดด้วยอีเทอร์ รวมทั้งสาร 2, 4, 3', 5' tetrahydroxystilbene แต่ว่าจะคืนกลับสู่สภาพการณ์ปกติด้านใน 7 วัน
ข้อเสนอแนะ/ข้อควรปฏิบัติตาม
ห้ามรับประทานกับน้ำร้อน เพราะว่าจะก่อให้เกิดอาการปวดท้อง ไซท้อง หรือเกิดอาการคลื่นไส้อย่างรุนแรง
ในผู้ใช้ผงปวกชายหาดบางราย อาจมีอาการแพ้ ผงปวกชายหาดโดยจะกำเนิดอาการ ดังเช่นว่า มีผื่นคันขึ้นตลอดตัว หน้าแดง ผิวหนังแดง คัน ตาแดง แล้วก็เป็นไข้ ซึ่งอาการจะหายไปด้านใน 1-2 วัน
ไม่ควรใช้ผงปวกชายหาดในจำนวนที่มากเกินความจำเป็นหรือใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานเกินความจำเป็น เนื่องจากอาจจะทำให้เป็นผลกระทบต่อร่างกายได้
เอกสารอ้างอิง
.สมุนไพรที่มีการใช้ในงานสาธารณสุขมูลฐาน.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “มะหาด”.  หน้า 643-645.
ธนพล อยู่เย็น, ชโลบล วงศ์สวัสดิ์. ผลของและรากขี้เหล็กต่อพยาธิใบไม้ขนาดเล็กในลำไส้หนูแรท.  J Thai Tradit Altern Med 2008;6(Suppl 2):111.
หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “มะหาด”.  หน้า 57.
กองวิจัยทางการแพทย์.   สมุนไพรพื้นบ้าน ตอนที่ 1.   กรุงเทพฯ: กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์.  กระทรวงสาธารณสุข, 2526.
หนังสือสมุนไพรไทย เล่ม 1.  (ดร.นิจศิริ เรืองรังษี, ธวัชชัย มังคละคุปต์).  “มะหาด (Mahat)”.  หน้า 240.
ชโลบล วงศ์สวัสดิ์, พีระวุฒิ วงศ์สวัสดิ์. ผลของพืชสมุนไพรต่อการเปลี่ยนแปลงพื้นผิวพยาธิพยาธิใบไม้ด้วยเทคนิคจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Effect of anthelminthic plants on the tegumental surface changes of the trematode using scanning electron microscopy). The 31st Congress on Science and Technology of Thailand at Suranaree University of Technology, 18 – 20 October} Nakhon Ratchasima, 2005.
หนังสือสมุนไพรในอุทยานแห่งชาติภาคเหนือ.  (พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ).  “มะหาด”.  หน้า 60.
สาร oxyresveratrol  จาก ในการพัฒนาเป็นเครื่องสำอาง.ข่าวความเคลื่อนไหวสมุนไพร.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
วีณา ศิลปอาชา. ตำรายากลางบ้าน. กรุงเทพฯ: โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเอง, 2529.
.ฐานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)
.กลุ่มยาถ่ายพยาธิ.สรรพคุณสมุนไพร200ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุ์กรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริ.สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ(ออนไลน์)
 Jagtap UB, Bapat VA. Artocarpus: a review of its traditional uses, phytochemistry and pharmacology. J Ethnopharmacology 2010;129:142–66.
  Saowakon N, Chaichanasak P, Wanichanon C, Reutrakul V, Sobhon P. In vitro effect of an aqueous extract of Artocarpus lakoocha on the intestinal parasites in cattle. Planta Med 2010; 76:422.
   Ngamwat W, Permpipat U, Sithisomwong N, et al. Toxicity of Puak-Haad extracts: The extracts from Artocarpus lakoocha  Roxb. wood (Ma-haad). การประชุม PRINCESS CONGRESS I, 10-13 ธันวาคม ณ โรงแรม แชงเกอรีล่า กรุงเทพฯ, 1987. หน้า 80.
Charoenlarp P, Radomyos P, Bunnag D. The optimum dose of Puag-Haad in the treatment of Taeniasia. J Med Assoc Thai 1989;72(2):71-3.
 Nilvises N, Panyathanya R, Wamnutchinda W. Toxicity test of Puag Haad (Artocarpus lakoocha). Bull Dep Med Sci 1985;27(1):49.

Tags : สรรพคุณมะหาด

34

จำพวกเม็ด
กรวยป่า – เม็ด ริดสีดวง
นกกระทุงลาย – เมล็ด แก้ปวดตามข้อและก็กล้ามเนื้อ แก้ลมอัมพาต
กระทแขนก – เมล็ด แก้เด็กท้องขึ้นท้องเฟ้อ ท้องอืด ท้องเฟ้อ ทำให้ลมผาย
ก้ามปู – เมล็ด แก้กลากโรคเกลื้อน โรคเรื้อน
ข่อย – เมล็ด เป็นยาอายุวัฒนะ บำรุงธาตุ เจริญอาหาร ขับลมผาย แก้ท้องขึ้น ท้องอืดท้องเฟ้อ
คนทีสอขาว – เม็ด เจริญอาหาร แก้มองคร่อ โรคหืดไอ แก้ไข้สตรีท้อง
คำไทย – เม็ด ตัดไข้ สมานแก้ลม
คำฝอย – เม็ด เป็นยาถ่าย ขับเสลด แก้โรคผิวหนัง แก้บวม ขับเลือดเมนส์ แก้ปวดมดลูก (ภายหลังคลอดบุตรมีอาการปวดเกิดขึ้น)
[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16959750/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%A0%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%94]ประเภทเมล็ด[/b][/i][/url] จันทน์เทศ – เม็ด เรียก “ลูกจันทน์” แก้ลมในกองเสลด จันทน์เทศ – รกห่อหุ้มเม็ด เรียก “ดอกจันทน์” บำรุงเลือด บำรุงผิวเนื้อให้รุ่งเรือง
ชุมเห็ดไทย – เม็ด แก้ฟกบวม บำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่นกระชุ่มกระชวย แก้หัวใจรั่ว
เถาเอ็น – เมล็ด แก้จุกเสียด ขับลมในไส้ให้ผายและเรอ แก้แน่นอืดเฟ้อ
ทองกวาว -เมล็ด ขับไส้เดือน แก้ผิวหนังอักเสบ
บวบขม – เม็ด แก้หืด ขับเสลด
ผักกาด – เมล็ด ขับเสลดและก็เลือด แก้ปอดบวม แก้อักเสบ ฟกบวม
ผักชีล้อม – เม็ด ขับลมในลำไส้ แก้ธาตุพิการ แก้หอบ บำรุงปอด แก้ไอ
ผักเสี้ยนไทย – เมล็ด ฆ่าไส้เดือนในท้อง

พริกหอม – เม็ด ขับลมในลำไส้ ทำให้หาวแล้วก็เรอ ขับเยี่ยวให้เดินสบาย
พิกุล – เมล็ด แก้แมงกินฟัน
พุทรา – เม็ด แก้ซางชัก
มะกล่ำตาหนู – เม็ด แก้ตาแดง ตาต้อ
โมกหลวง -เม็ด แก้ไข้ ท้องเสีย
ประเภทเมล็ด เร่วใหญ่ -เมล็ด แก้คลื่นเหียนอาเจียน ขับลมผาย ขับนมของสตรี
ลูกซัด – เมล็ด แก้ท้องเสีย กล่อมอาจม กล่อมเสมหะ
เล็บครุฑ – เม็ด ถอนพิษตะขาบและก็แมงป่อง
สมอทะเล -เมล็ด ขับไส้เดือน
สมอพิเภก -เม็ด แก้บิดมูกเลือด
สลอดบก – เมล็ด ถ่ายแรงมาก (อันตราย)
แสลงใจเครือ – เม็ด บำรุงประสาท แก้ปวดเมื่อยบั้นเอว แก้กระษัย แก้เยี่ยวพิการ (เป็นยาอันตราย)
หมีเหม็น – เม็ดแก้ปวดพิษอักเสบต่างๆ

35
อื่นๆ / ชีววิทยาของเสือโคร่ง
« เมื่อ: มีนาคม 11, 2019, 12:33:45 PM »

เสือโคร่ง
เสือโคร่งเป็นสัตว์พวกแมวที่มีขนาดใหญ่ที่สุด รับประทานเนื้อ
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris (Linnaeus) จำพวกที่พบในประเทศไทยเป็นจำพวกย่อย Panthera tigris corbetti (Mazak)
จัดอยู่ในสกุล Felidae เสือลายพาดร้อยกรอง ก็เรียก
ชีววิทยาของเสือโคร่ง
เสือโคร่ง[/url][/i]เมื่อโตเต็มที่มีความยาวลำตัวราว ๒๑๐ เซนติเมตร หางยาวราว ๑๐๕ เซนติเมตร สูงราว ๙๕ ซม. (วัดจากหัวไหล่) น้ำหนักตัว ๑๐๐-๒๑๐ กิโลกรัม ตัวผู้ที่โตเต็มที่บางทีอาจหนักได้ถึง ๓๐๐ กก. มีเล็บคม แอบซ่อนได้ มีเขี้ยวบน ๒ เขี้ยว ข้างล่าง ๒ เขี้ยว หน้าสั้น มีหนวดแข็ง ตากลมโต วับๆ ขมตามตัวเป็นเส้นเล็กละเอียด สีเหลืองปนเทา หรือสีเหลืองอมสีน้ำตาลแดง ท้องสีขาว มีแถบลายดำพาดข้ามหลังลงมาด้านข้างลำตัวตลอดตั้งแต่หัวถึงปลายหาง หางมีบ้องสีดำสลับเหลือง ปลายหางสีดำ ข้างหลังใบหูมีสีดำ และมีจุดสีนวลใหญ่เห็นได้ชัด เสือโคร่งเป็นสัตว์ขี้ร้อน ชอบเล่นน้ำหรือแช่น้ำมากมาย ขึ้นต้นไม้ได้ อาศัยในป่าได้เกือบทุกจำพวกที่มีอาหาร น้ำ แล้วก็แหล่งซ่อนตัวแบบอย่างเพียงพอ อาทิเช่น ถ้ำ หลืบหิน ขอนไม้ใหญ่ ป่าที่รกทึบ ออกล่าเหยื่อตั้งแต่ช่วงค่ำไปจนถึงเช้า ของกินที่กินได้แก่ กวาง เก้ง หมูป่า วัว ควาย รวมทั้งสัตว์อื่นๆ ถูกใจอยู่โดดเดี่ยว ละเว้นตัวเมียที่กำลังเลี้ยงลูกอ่อน เป็นประจำตัวเมียเป็นสัดทุก ๕๐ วัน และเป็นสัดอยู่นาน ๕ วัน คลอดลูกครอกละ ๑-๗ ตัว มีท้องนาน ๑๐๕-๑๑๐ วัน ในธรรมชาติ มีอายุได้ ๒๐-๒๕ ปี เคยมีผู้ประมาณว่า ในประเทศไทยมีคงเหลือในธรรมชาติไม่เกิน ๕๐๐ ตัว พบในแนวเขาตะท้องนาวศรี แนวเขาจังหวัดเพชรบูรณ์ เขาใหญ่ รวมทั้งในป่าดิบทางภาคใต้ ในต่างแดนพบได้ตั้งแต่ในไซบีเรียไปจนกระทั่งทะเลสาบแคสเปียน ในประเทศประเทศอินเดียรวมทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในเกาะสุมาตรา ชวา และเกาะบาหลี ที่เลี้ยงกันทั่วๆไปในประเทศไทยเป็นเบงกอล อันเป็นชนิดย่อย ที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Panthera tigris tigris (Linnaeus) พบที่ประเทศอินเดีย เนปาล บังกลาเทศ รวมทั้งพม่า ชนิดย่อยนี้ตัวโตกว่าชนิดย่อยที่พบในธรรมชาติในไทย

คุณประโยชน์ทางยา
หมอแผนไทยรู้จักใช้ส่วนต่างๆของเสือโคร่งแทบทุกส่วนเป็นเครื่องยา ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเขี้ยว กระดูก หนัง ดีเสื้อ เอ็นเสือ ตาเสือ ไตเสือ และเนื้อเสือ แต่ที่ใช้มากมี
๑. น้ำมันเสือ แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า น้ำมันเสือมีรสเผ็ด ใช้ต้มผสมกับสุรา รับประทานแก้คลื่นไส้อาเจียน แก้ผมหงอกก่อนวัย ใน หนังสือเรียนพระยาพระนารายณ์ มียาขนานหนึ่ง คือขนานที่ ๖๙ ขี้ผึ้งบี้พระเส้น เข้า “น้ำมันเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย
๒. เขี้ยวเสือ โบราณว่ามีรสเย็น มีคุณประโยชน์ดับไข้พิษ ไข้กาฬ แก้พิษร้อน พิษอักเสบ พิษตานซาง เขี้ยวเสือเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดยาไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว” ตัวอย่างเช่น เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด เขี้ยวหมาป่า เขี้ยวปลาพะยูน เขี้ยวจระเข้ เขี้ยวแกงเลียงเขาหิน แล้วก็งา
๓. กระดูกเสือ หนังสือเรียนยาโบราณว่ามีรสเผ็ดคาว เป็นยาบำรุงกระดูก บำรุงไขข้อแล้วก็เนื้อหนัง แก้ปวดบวมตามข้อ แก้โรคปวดข้อ เป็นยาระงับประสาท แก้โรคลมเหียน แก้ปวดตามข้อ หัวเข่า กระดูก บำรุงกระเพาะ ยาขนานหนึ่งใน พระคัมภีร์ไกษย ชื่อ “ยาเนาวหอย” เข้า “กระดูกเสือเผา” เป็นเครื่องยาด้วย
กระดูกเสือในยาจีน
กระดูกเสือเป็นเครื่องยาที่ใช้ในยาจีน หายากแล้วก็มีราคาแพง มีชื่อเครื่องยาในภาษาละตินว่า Os Tigris จีนเรียก หูกู่ (แมนดาริน) ได้จากกระดูกแห้ง (ทุกชิ้น) ของเสือโคร่ง Panthera tigris (Linnaeus) ตำราเรียนยาจีนว่า กระดูกเสือมีรสเผ็ด ฤทธิ์อุ่น มีสรรพคุณไล่ “ลม” แล้วก็แก้ปวด จึงใช้รักษาโรคลมจับโปง แล้วก็มีสรรพคุณเพิ่มความแข็งแกร่งของกระดูกรวมทั้งกล้าม ใช้แก้อาการเมื่อยล้าของกระดูกและกล้ามอันเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากตับแล้วก็ไต “พร่อง” ขนาดที่ใช้คือวันละ ๓-๖ กรัม โดยมักตระเตรียมเป็นยาเม็ดลูกร้อยกรอง ยาผง และยาดองสุรา ก่อนนำกระดูกเสือมาใช้เป็นเครื่องยา ต้องละเนื้อออกให้หมด ตากให้แห้ง แล้วเลื่อยออกเป็นชิ้นเล็กๆหรืออาจเอากระดูกชิ้นเล็กๆมาทอดด้วยน้ำมันสิ้นเนื้อประดาตัวแล้วทำให้เย็นก่อนนำมาใช้ เนื่องด้วยกระดูกเสือเป็นเครื่องยาหายากและมีราคาแพง จึงมีของที่เป็นของปลอมขายในตลาดมาก ส่วนใหญ่เป็นกระดูกวัว
๔. น้ำนมเสือ ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่ามีรสมันร้อน มีสรรพคุณบำรุงกำลังแก้โรคหืด ดับพิษร้อน มียาหยอดตาขนานหนึ่งใน พระหนังสือปฐมจินดาร์ เข้า “นมเสือ” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ยาหยอดตาสำหรับกัน ขนานนี้ท่านให้เอา นอแรด ๑ นมเสือ ๑ ผลสมอเทศ ๑ รากตำลึงตัวผู้ ๑ รวมยา ๔ สิ่งนี้เอาเท่าเทียมกัน บดทำแท่ง ฝนด้วยน้ำค้าง หยอดแก้สารพันตานทรางทั้งสิ้นขึ้นตา แล้วจึงแต่งยาชื่อว่าคุณประโยชน์ลิกานั้น สำหรับแก้ตานโจร เหล่านี้ถัดไป

Tags : เสือโคร่ง

36

โคโรค
โคโรคเป็นชื่อเครื่องยาอย่างหนึ่ง
เครื่องยานี้ใช้ในยาจีน ชนิดที่เป็นของแท้และก็ของดีราคาแพงสูงมากมาย ตำราเรียนยาที่เมืองจีนได้รับรองไว้ในชื่อเครื่องยาว่า Calculus Bovis
มีชื่อสามัญว่า cow bezoar จีนเรียก หนิวหวาง(จีนสำเนียงแมนดาริน) โคโรคเป็นก้อนนิ่วหรือก้อนหินปูนที่เกิดในถุงน้ำดีของโคบ้าน (gallstone)
อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bos Taurus domesticus Gmelin ในวงศ์ Bovidae มี ๒ แบบ
๑. โคโรครูปไข่ อาจมีรูปไข่ รูปกลมหรือเกือบกลม หรือรูปสามเหลี่ยมขนาดวันผ่านศูนย์กลาง ๑-๓ ซม. ผิวละเอียดรวมทั้งเรียบ โดยทั่วไปมักมีสีเหลืองทองหรือสีน้ำตาลอมเหลือง หรืออาจมีสีอ่อนหรือเข้มกว่า เป็นเงาวาวเล็กน้อย บางชิ้นบางทีอาจฉาบด้วยเยื่อบางสีดำเข้ม บางชิ้นอาจมีผิวหยาบคายแล้วก็มีรอยแตก มีน้ำหนักค่อย เนื้อไม่แน่น แตกง่าย ลอกออกเป็นชั้นๆได้ เมื่อผ่าออกด้านในจะมีสีอ่อนกว่า มีเม็ดและก็รอยพอกของหินปูนเป็นชั้นๆมีกลิ่นหอมยวนใจซีดๆรสขม แล้วหวาน เคี้ยวง่าย ไม่ติดฟัน เมื่อบดให้ความรู้สึกเย็นและมีชีวิตชีวาในปาก
๒. รูปรีคอดกลาง (dumb-bell) มีผิวไม่เรียบ บางชิ้นมีเส้นโค้งตามทางยาว บางชิ้นมี “เกล็ด” แต่ว่าโดยปกติมักยาวราว ๓ เซนติเมตร ขนาดวัดผ่านศูนย์กลาง ๑-๑.๕ ซม. สีน้ำตาลลอมแดง มีรอยแตกรวมทั้งก้อนเล็กๆเมื่อผ่าค่อนข้างจะมองเห็นเม็ดน้อยกว่าแบบรูปไข่ สีแก่กว่า รวมทั้งกึ่งกลางกลวง
ของจริงหรือของเทียม
ด้วยเหตุว่าเป็นเครื่องยาที่มีราคาแพง ในตลาดก็เลยมีของที่ไม่ใช่ของจริงขายมาก ของเก๊นั้นอาจได้จากก้อนนิ่วในถุงน้ำดีของสัตว์อื่น ตัวอย่างเช่น หมู แพะ อูฐ หรือทำขึ้นจากผงขมิ้นชัน ผงขมิ้นเครือ หรือผงโกษฐ์กะทองคำ ผสมกับน้ำดีของโค กาวหนังลาชัน เป็นต้น แนวทางการตรวจสอบว่าเป็นของแท้หรือของที่เป็นของปลอม บางทีอาจทำเป็นหลายวิธี ดังเช่นว่า
๑. วิธีการใช้เข็มแทง ทำเป็นโดยเผาเข็มจนแดง แล้วแทงลงไปในก้อนจะกำเนิดรอยแยก องค์ประกอบที่แยกจะเป็นชิ้นบางๆเนื้อละเอียด ติดกันและเปราะ มีกลิ่นหอมสดชื่นซีดๆตรงรูเจาะเป็นจุดขาวๆปลายเข็มไม่เป็นสีเหลืองเมื่อถอนเข็มออก ต่างจากของที่เป็นของปลอมซึ่งไม่มีจุดขาวแล้วก็ปลายเข็มมีสีเหลืองเมื่อถอนเข็มออก นอกเหนือจากนี้ ของที่ไม่ใช่ของจริงไม่มีเม็ดเมื่อผ่าออก และมีกลิ่นแตกต่างกัน
๒. วิธีการใช้เล็บ พ่นน้ำหยดเล็กๆลงบนเล็บนิ้วหัวแม่มือ โรยผงเล็กน้อยลงบนหยดน้ำบนเล็บนั้น ถ้าเป็นของแท้จะมีผลให้เล็บเป็นสีเหลือง วาววาวผ่องใสอยู่นาน รู้สึกเย็น หากเป็นของปลอม เล็บจะเป็นสีเหลือง แม้กระนั้นจะเลือนลางจางหายไปอย่างเร็ว เล็บเป็นเงาหม่นๆไม่มีความรู้สึกเย็นที่เล็บ
๓. วิธีลอง ลองปริมาณนิดหน่อย หรือใช้ลิ้นเลียก้อน หากเป็นของแท้จะรับรสขมก่อน แล้วจึงมีรสหวานตาม ให้ความรู้ความเข้าใจสึกเย็นและก็แจ่มใสลงไปถึงคอ โดยไม่มีกลิ่นแปลกๆหรือกลิ่นแรงๆนอกจากนั้น หากบดจะไม่มีความรู้สึกเหมือนบดทราย ไม่ติดฟัน ไม่มีกาก แล้วก็ทำให้ลิ้นเป็นสีเหลือง
๔. วิธีใส่ลงไปในน้ำ เอาโคโรคใส่ลงไปในน้ำ หากยังคงเป็นก้อนรูปแล้วก็ขนาดดังเดิม หมายความว่าเป็นของแท้ ถ้าเกิดก้อนนั้นพองขึ้นและแตก ก็เป็นของเลียนแบบ

คุณประโยชน์ทางยา
ตำราเรียนจีนว่า โคโรค[/url][/i][/color]มีรสขม หวาน และก็เย็น มีสรรพคุณเกี่ยวกับเส้นหัวใจรวมทั้งตับ โดย
๑. ช่วยชีวิตรวมทั้งลด “เสลด” ใช้สำหรับการแก้คนเจ็บสภาวะช็อคแล้วก็รุนแรง เพ้อและไม่รู้ตัวเนื่องจากไข้สูง แล้วก็โรคลมชักในเด็ก อันเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากการสั่งสม “เสมหะ” รวมทั้งความร้อนในร่างกาย
๒. ช่วยสยบ “ลม” อันนำไปสู่พยาธิสภาพภายในและก็สกัดกั้นการชัก ใช้แก้อาการชักเนื่องด้วยไข้สูง
๓. กำจัด “ความร้อน” และก็พิษต่างๆใช้เป็นยาแก้โรคมะเร็งเต้านม อาการเจ็บคอ คอตีบ ปากเป็นแผลจากด้านใน เป็นต้นขนาดรวมทั้งวิธีการใช้บดโคโรคให้เป็นผงละเอียด ทำเป็นยาผงหรือยาเม็ด ใช้ขนาด๐.๑๕-๐.๓๕ กรัม ผสมกับน้ำ การใช้กับสตรีในระหว่างตั้งครรภ์ ควรใช้ด้วยความรอบคอบ

Tags : โคโรค

37

เปราะหอม
ชื่อสมุนไพร เปราะหอม
ชื่ออื่นๆ/ชื่อเขตแดน ว่านแผ่นดินเย็น,ว่านตีนดิน(ภาคเหนือ),หอมเปราะ เปราะหอมขาว,เปราะหอมแดง(ภาคกลาง)เปราะ(ภาคใต้),ว่านหอม(พิษณุโลก),กระชายหอม,เสน่ห์จันทร์หอม(ตาก),ซู(แม่ฮ่องสอน)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Kaempferia galanga linn.
ชื่อสามัญ Sand ginger, Resurrection lily, Aromatic ginger
วงศ์ ZINGIBERACEAE
บ้านเกิดเปราะหอม
เปราะหอมเป็นพืชท้องถิ่นที่มีบ้านเกิดเมืองนอนในทวีปเอเชียโดยมีเขตผู้กระทำระจายประเภทตั้งแต่ประเทศอินเดีย ประเทศในเอเซียอาคเนย์ คาบสมุทรมลายู และชาว รวมถึงในจีนตอนใต้และก็ไต้หวัน โดยพบได้บ่อยในป่าไผ่ ป่าดงดิบ แล้วก็ป่าผลัดใบ สำหรับในประเทศไทยสามารถพบได้ทุกภาค แต่ว่าพบได้ทั่วไปทางภาคเหนือ
ลักษณะทั่วไปเปราะหอม
เปราะหอม[/url]จัดเป็นไม้ลงหัวหรือพืชล้มลุก มีลำต้นใต้ดินจำพวกไรโซม (Rhizome) ลักษณะเป็นเหง้าแง่งกลมรูปไข่สีเหลืองอ่อนมีเยื่อบางๆรูปสามเหลี่ยมหุ้มโคน เหง้าแก่สีน้ำตาล เนื้อในหัวสีขาวหรือขาวเหลือง มีสีเหลืองเข้มตามขอบนอกแล้วก็มีกลิ่นหอมสดชื่นเฉพาะตัว สามารถดำเนินชีวิตอยู่ได้ผ่านปีหรือนับเป็นเวลาหลายปี ใบเป็นใบลำพัง แทงขึ้นมาจากหัวหรือเหง้าใต้ดินราวๆ 2-3 ใบ โดยใบอ่อนมีลักษณะม้วนเป็นกระบอกออกมาแล้วค่อยแผ่ราบบนหน้าดิน หรือวางตัวอยู่ในแนวยาวเหนือพื้นดินบางส่วน เนื้อใบค่อนข้างจะครึ้ม รูปแบบของใบเป็นรูปค่อนข้างกลมหรือเป็นรูปไข่ป้อม มีขนาดกว้างประมาณ 5-10 ซม.และก็ยาวประมาณ 7-15 เซนติเมตร ปลายใบแหลม ส่วนโคนใบมนหรืออาจเว้าน้อย บางเวลาบางทีอาจพบว่าขอบใบมีสีแดงคล้ำๆมีขนอ่อนๆอยู่รอบๆท้องใบ โดยท้องใบนั้นหากมีสีแดงจะเรียกว่า ถ้ามีสีขาวจะเรียกว่า ส่วนก้านใบมีลักษณะเป็นกาบ มีความยาวราวๆ 1-3 เซนติเมตร ดอกออกเป็นช่อ ซึ่งดอกกึ่งกลางระหว่างใบ โดยมีดอกย่อยได้ตั้งแต่ 6-10 ดอก แต่ดอกจะทยอยบานทีละ 1-2 ดอก ดอกมีความยาวราวๆ 2-4 เซนติเมตร ลักษณะดอกมี 4 กลีบ 2 กลีบ บนมีสีขาว 2 กลีบ ล่างแต้มด้วยสีม่วงเหลือง ผลเป็นแบบผลแห้งแตกได้ ด้านในมีเม็ดกลม 12 เมล็ด
การขยายพันธุ์
เปราะหอมสามารถแพร่พันธุ์โดยการใช้เหง้า หรือหัวซึ่งแพร่พันธุ์คล้ายกับกระชาย โดยการนำหัวที่แก่ 1-2 ปี ขุดมาราวมกราคม แล้วนำมาใส่ภาชนะโปร่งๆเอาไว้ในที่ร่ม ไม่ต้องล้างน้ำ พอถึงช่วงราวๆปลายเดือนเดือนเมษายน จะเริ่มแตกตาขึ้นมาบ้างแล้วจึงจัดเตรียมใช้ปลูกถัดไป
ดังนี้เป็นพืชชอบแสงอาทิตย์น้อย ก็เลยปลูกตามสวนผลไม้ อาทิเช่น ส่วนกล้วย รวมทั้งงามยางพารา ฯลฯ โดยทำแปลงเล็กๆเราจะฟันดินขึ้นยกเป็นแปลง ขนาดกว้าง 1 เมตร ความยาว สุดแต่พื้นที่รวมทั้งหว่านปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยธรรมชาติก็ได้แล้วสับรวมผสมกันคลุกให้ทั่วแปลง
ส่วนวิธีการปลูกจะนำหัวที่ตระเตรียมไว้ที่ศีรษะชิดกัน แยกออกเป็นหัวเดียว นำไปฝังบนแปลงที่จัดเตรียมไว้ห่างกัน 15-20 เซนติเมตร แล้วกลบดินนำฟาง หรือต้นหญ้าแห้งมาหุ้มไว้ รดน้ำให้เปียกชื้นอยู่เป็นประจำ ในการเก็บเกี่ยวสามารถเก็บเกี่ยว(ขุด)ได้เมื่อมีอายุได้ 1 ปีขึ้นไป โดยนิยมขุดราวเดือน ธันวาคม-เมษายน เพราะเป็นช่วงๆที่เหง้าสะสมสารอาหารและก็สารออกฤทธิ์สูงที่สุด
ส่วนประกอบทางเคมี
ในเปราะหอม เจอสารเคมีหลายประเภท เช่น chlorogenic acid, vanillic acid, Uinnanic acid, Cinnamic acid ethyl ester ฯลฯ นอกเหนือจากนั้นในน้ำมันหอมระเหยยังน้ำมันหอมระเหยที่ประกอบด้วย cinnamic acid, borneol , camphor , cineol , camphene , anistic acid
สรรพคุณเปราะหอม
ในประเทศไทยได้มีการใช้ประโยชน์มาตั้งแต่ในอดีตกาลแล้ว ยกตัวอย่างเช่น หัวของมีกลิ่นหอมหวนใช้ปรุงแต่งของกิน ในภาคใต้นิยมใส่ไว้ในน้ำพริกเพื่อให้มีกลิ่นหอมสดชื่น ใบอ่อนใช้จิ้มน้ำพริก และก็ชาวล้านนา ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องปรุงลาบ ที่เรีกว่า พริกลาบ หรือ น้ำพริกลาบ แล้วก็ยำต่างๆอย่างเช่น ยำจิ๊นไก่ ยำเห็ดฟาง ยำกบ ใบใช้กินเป็นผักแกล้ม มีกลิ่นหอมยวนใจ หรือใช้ทำหมกปลาหรือใส่แกงปลา ท่อนหัวนำมาใช้ปรุงเป็นเครื่องเทศสำหรับทำแกงหรือนำมาตำใส่เครื่องแกง
ในตอนนี้ยังได้มีการนำหัวหรือเหง้าของมาดัดแปลงทำเป็นน้ำมันหอมระเหย สบู่ และเครื่องสำอางต่างๆอาทิเช่น แป้งฝุ่น แป้งพัฟผสมรองพื้น เจลแต้มสิว สบู่ แชมพู ครีมที่เอาไว้สำหรับนวดผม เป็นครีมที่เอาไว้ป้องกันแดด หรือใช้ทำเป็นน้ำยาบ้วนปากเป็นต้น
สำหรับในการประยุกต์ใช้ในด้านสมุนไพรนั้นมีการนำมาใช้เป็นสมุนไพรตามตำรายาไทย ซึ่งระบุถึงคุณประโยชน์ว่า หัวใต้ดิน รสเผ็ดขม สุมหัวเด็ก แก้หวัดคัดจมูก กินขับลมในไส้ แก้เสมหะ รุ่งโรจน์ไฟธาตุ แก้ลงท้อง แก้ท้องเฟ้อ แก้กำเดา แก้เลือดซึ่งเจือด้วยลมพิษ ดอกรสหอมร้อน แก้เด็กนอนผวาผวา ร้องไห้ตาโพลง ตาช้อนเหลือบดูสูง ใบ แก้โรคเกลื้อนช้าง ต้นรสเผ็ดขม ขับเลือดเน่าของสตรี แก้ท้องเฟ้อ ท้องอืด
ส่วนคุณประโยชน์ตามภูมิปัญญาแพทย์พื้นบ้าน ใช้เหง้า แก้หวัดคัดจมูก ขับลมในไส้ น้ำคั้นจากใบและเหง้าใช้ป้ายคอเพื่อบรรเทาลักษณะของการเจ็บคอ ใช้ล้างหัวเพื่อปกป้องไม่ให้กำเนิดรังแค รวมทั้งในบัญชียาจากสมุนไพรที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้เริ่มแรก ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ระบุการใช้เหง้า ในยารักษากลุ่มอาการทางระบบทางเดินอาหาร ปรากฏในตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของเหง้าร่วมกับสมุนไพรจำพวกอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ ทุเลาอาการท้องอืดเฟ้อ รวมทั้งอาการอุจจาระธาตุทุพพลภาพ ท้องร่วงที่ไม่ติดเชื้อ รวมทั้งเจาะจงการใช้เหง้าร่วมกับสมุนไพรอื่นๆใน “ตำรับยาเขียวหอม” สรรพคุณ ทุเลาอาการไข้ ร้อนในอยากกินน้ำ แก้พิษฝึกฝน พิษอีสุกอีใส (บรรเทาอาการไข้จากฝึก และก็อีสุกอีใส)
ต้นแบบ/ขนาดวิธีการใช้
อีกทั้งขาว และแดง ใช้เหง้าสด 10-15 กรัม หั่นเป็นชิ้นเล็กๆหัวสดใช้ 1/2-1 กำมือ ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว ดื่ม 1-2 ครั้ง ช่วยรักษาอาการต่างๆตามคุณประโยชน์ที่กล่าวไปแล้วตามข้างต้น ใบใช้คั้นเอาน้ำทาแก้ขี้กลาก แล้วก็โรคเกลื้อนช้าง ใช้เป็นยาแก้ปวดหัว ผ่อนคลายความเคลียด ด้วยการใช้ทั้งหัวและก็ใบนำมาโขลก ใส่น้ำพอชุ่ม แล้วเอาไปชุบประยุกต์ใช้หุ้มหัว หรือจะใช้เฉพาะหัวนำมาตำคั้นเอาน้ำไปผสมกับแป้งหรือว่านหูเสือ ก็จะได้แป้งดินสอพองไว้ทาขมับแก้อาการปวดหัว ด้วยการใช้หัวตากแห้งบดผสมลงในยาหอม ช่วยบำรุงรักษาหัวใจ บำรุงประสาท หัวเปราะหอมนำมาต้มหรือชงรับประทาน จะช่วยสำหรับการนอนหลับ แล้วก็ช่วยลดความเคร่งเครียดได้ น้ำคั้นจากใบและเหง้าใช้ป้ายคอ ช่วยทุเลาลักษณะการเจ็บคอ ช่วยบรรเทาอาการปวด ด้วยการใช้หัวเอามาตำหรือตีใส่น้ำให้พอเพียงเปียก นำผ้ามาชุบแล้วใช้พันรอบๆที่มีอาการปวดบวม หรือประยุกต์ใช้ทำเป็นลูกประคบ และก็เอามาต้มกับน้ำมันไว้ใช้ทาแก้อาการปวดปวดเมื่อยก็ได้
การเรียนรู้ทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์กระตุ้นการนอนหลับ การศึกษาฤทธิ์กระตุ้นการนอนของสารสกัดเฮกเซนของ และก็สารบริสุทธิ์ 2 จำพวกดังเช่น compound 1: ethyl trans-p-methoxycinnamate และก็ compound 2: ethyl cinnamate โดยให้สารสกัดในขนาด 0.001, 0.01, 0.1, 0.5, 1, 1.5 และ 10 มิลลิกรัม รวมทั้งใช้ lavender oil ความเข้มข้น 0.05 มก. เป็นสารมาตรฐาน ทดลองในหนูถีบจักรเพศผู้อายุ 5 สัปดาห์ ละลายสารทดสอบด้วย triethylcitrate และก็หยดลงบนกระดาษกรอง ที่วางเอาไว้ภายในแท็งค์ ให้หนูสูดดมสารทดสอบข้างในแทงค์ แล้วก็กระทำการติดตามการโต้ตอบทางด้านความประพฤติของหนูในการเดินข้ามจากด้านหนึ่งของแท็งค์มายังอีกบริเวณหนึ่ง ตรงเวลา 60 นาที ผลของการทดลองพบว่าสารสกัดเฮกเซนของในขนาด 1.5 แล้วก็ 10 มิลลิกรัม แสดงฤทธิ์กระตุ้นการนอน (ทำให้หนูหยุดอยู่ที่มุมแท็งค์ ลดการเคลื่อนไหว) ได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ (p < 0.01 รวมทั้ง p < 0.05, ตามลำดับ) ยิ่งกว่านั้น compound 1 รวมทั้ง 2 ยังมีฤทธิ์ กระตุ้นการนอนหลับ เมื่อให้ในขนาด 0.0014 มก. และ 0.0012 มิลลิกรัม ตามลำดับ
ฤทธิ์ต้านเชื้อไวรัส การทดลองสารสกัดน้ำ รวมทั้งเมทานอลของ สำหรับในการยั้งเชื้อ human immunodeficiency virus type 1 reverse transcriptase (HIV-1 rt) รวมทั้ง proteases จาก human immunodeficiency virus type 1 (HIV-1), hepatitis C virus (HCV) และก็ human cytomegalovirus (HCMV) จากผลของการทดลองพบว่า สารสกัดเมทานอลสามารถยั้ง protease ทั้งยังสามประเภทเจริญ (Protease เป็นเอนไซม์ที่สำคัญของไวรัสสำหรับในการแยก gag-pol polyprotein ให้เป็น reverse transcriptase, protease รวมทั้ง integase ซึ่งเป็นโปรตีนที่สำคัญของไวรัส HIV การยับยั้งการทำงานของเอนไซม์นี้จะยับยั้งการรับเชื้อได้) การทดสอบสารบริสุทธิ์ 4-methoxy cinnamic acid ethyl ester และก็ 4-methoxy cinnamic acid ที่แยกได้จากเปราะหอม ต่อการหยุดยั้ง alpha-glucosidase (เนื่องจากว่าอนุภาคไวรัสเมื่อไปสู่ร่างกายในขั้นแรกจะมีการเกาะติดระหว่างไกลโคโปรตีนของเชื้อ gp120 กับ CD4 receptor ซึ่งเป็น T-helper lymphocyte ของ host ในขั้นตอนนี้ถ้ายั้งหลักการทำงานของ alpha-glucosidase ทำให้การสังเคราะห์ไกลโคโปรตีนของเชื้อไม่สมบูรณ์) จากการทดลองพบว่า สารบริสุทธิ์ทั้งยัง 2 จำพวก สามารถยั้งรูปแบบการทำงานของโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมี alpha-glucosidase ได้สูงกว่าสารมาตรฐาน 1-deoxynojirimycin โดยมีค่า IC50 พอๆกับ 0.05±0.03 และก็ 0.04±0.01 mM, deoxynojirimycin มีค่า IC50 เท่ากับ 5.60±0.42 mM
ฤทธิ์ต่อต้านจุลชีวิน เล่าเรียนฤทธิ์ต่อต้านจุลชีวันของน้ำมันหอมระเหยโดยทดลองกับเชื้อ 7 จำพวก เป็น E. coli, S.aureus, P.aeruginosa, B.subtills, S.faecalis, C.albicans และ M. gypseum พบว่าน้ำมันหอมระเหยสามารถยับยั้งการเติบโตของเชื้อที่ทำให้มีการเกิดแผลฝีหนอง S. aureus เจริญ รวมทั้งสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อ E.coli (ที่นำมาซึ่งท้องร่วง อาหารเป็นพิษ) จากการเล่าเรียนองค์ประกอบทางเคมีพบว่าน้ำมันหอมระเหย มีองค์ประกอบหลักทางเคมี เป็น (Z)-ethyl cinnamate ปริมาณร้อยละ 46.60, 1,8’ cineole จำนวนร้อยละ 17.40 และ delta-3-carene ร้อยละ 11.19 การศึกษาองค์ประกอบทางเคมี และฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย ของน้ำมันหอมระเหยในเหง้าของที่กลั่นด้วยน้ำ พินิจพิจารณาองค์ประกอบทางเคมีด้วยแนวทาง gas chromatography สารสำคัญที่แยกได้ ยกตัวอย่างเช่น ethyl-p-methoxycinnamate (31.77%), methylcinnamate (23.23%), carvone (11.13%), eucalyptol (9.59%) และ pentadecane (6.41%) การทดลองฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียด้วยแนวทาง agar disc diffusion พบว่าสามารถต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด โดยให้ค่า inhibition zone เท่ากับ 8.0 - 31.0 มิลลิเมตร สำหรับการทดสอบความเป็นพิษต่อไรสมุทร (Brine shrimp toxicity test) ให้ค่าความเข้มข้นที่ทำให้ไรทะเลตายครึ่งเดียว LC50 เท่ากับ 26.84 μg/ml ในขณะน้ำมันหอมระเหยไม่มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ DPPH ในหลอดทดสอบ ซึ่งเป็นวิธีทางเคมี (IC50>100 μg/ml)
ฤทธิ์แก้ไข้ ทุเลาปวด อักเสบ การทดลองฤทธิ์ระงับปวด ลดไข้ และต่อต้านการอักเสบ ของสารสกัดเมทานอลของขนาด 50, 100 และ 200 มก./กิโล ในหนูถีบจักร และหนูขาวเพศผู้ โดยทดลองฤทธิ์ระงับปวดด้วยแนวทาง writhing, formalin, hot plate แล้วก็ tail flick ทดสอบฤทธิ์ต้านการอักเสบด้วยการฉีด carrageenan รอบๆอุ้งเท้าข้างหลังของหนู เพื่อเหนี่ยวนำให้มีการบวม แล้วก็ใช้ cotton pellet เพื่อรั้งนำการผลิต granuloma ส่วนการศึกษาเล่าเรียนฤทธิ์ลดไข้ใช้ brewer’s yeast รั้งนำให้กำเนิดไข้ เมื่อให้สารสกัดขนาด 50,100 และก็ 200 มก./กก.ทางปาก พบว่าสารสกัดมีฤทธิ์ยั้งการเกิด abdominal writhing ได้ 42.75% ,59.57% รวมทั้ง 70.60% เป็นลำดับ แล้วก็ลดเวลาการเลียอุ้งเท้าบริเวณที่ฉีด formalin ในตอนต้น หรือลักษณะของการปวดแบบรุนแรง (early phase) ได้ 28.77%, 32.56% แล้วก็ 53.48% และก็ช่วงปลาย หรือระยะอักเสบ (late phase) ได้ 68.94%, 78.76% รวมทั้ง 78.50% เป็นลำดับ สารสกัดทุกขนาดทำให้ระยะเวลาเริ่มการโต้ตอบต่อความเจ็บปวดของสัตว์ทดสอบมากขึ้น ทั้งใน hot plate รวมทั้ง tail flick tests โดยเริ่มสนองตอบต่อความเจ็บปวดที่เวลา 45 นาที เมื่อให้ naloxone (2 มก/กก) สามารถต่อต้านฤทธิ์หยุดปวดของ morphine (5 มก/กก) รวมทั้งสารสกัด (200 มก/กก) สำหรับในการทดลอง hot plate แล้วก็ tail flick test ได้ ส่วนการทดลองเพื่อเรียนรู้ฤทธิ์สำหรับในการลดไข้ พบว่าสารสกัดไม่มีฤทธิ์สำหรับเพื่อการลดไข้ เมื่อทดสอบด้วยวิธีการฉีด brewer’s yeast เพื่อรั้งนำให้กำเนิดไข้ในหนูขาว ในการทดสอบความเป็นพิษทันควัน เมื่อให้สารสกัดเมทานอลขนาดสูงสุด 5 mg/kg พบว่าไม่ทำให้สัตว์ทดลองตาย และไม่ออกอาการความเป็นพิษจากสารสกัด โดยสรุปสารสกัดเมทานอล มีฤทธิ์ระงับปวดอีกทั้งในระบบประสาทส่วนกลางระดับสมองและไขสันหลัง ขึ้นรถสกัดออกฤทธิ์นิดหน่อยที่ opioid receptor และระบบประสาทส่วนปลาย จากผลการทดลองในการศึกษาในคราวนี้แสดงให้เห็นว่า สารสกัดเมทานอลของเปราะหอมมีฤทธิ์หยุดปวด รวมทั้งต้านการอักเสบได้อย่างเป็นจริงเป็นจังทางสถิติ แต่ว่าไม่มีฤทธิ์ในการลดไข้
ฤทธิ์รักษาแผล การศึกษาฤทธิ์สำหรับเพื่อการรักษาแผลของสารสกัดเอทานอลของในแผลผ่าตัด (excision wound) แผลเปิดที่เกิดจากการตัดผิวหนังส่วน full thickness ออกไป (incision wound) รวมทั้งแผลที่มีเนื้อตาย (dead space wound) การทดลองแบ่งสัตว์ทดลองออกเป็น 4 กรุ๊ป กลุ่มที่ 1 ได้รับ 2 มิลลิลิตรของ gum acacia 2% กลุ่มที่ 2 ได้รับสารสกัด300 mg/kg กลุ่มที่ 3 ได้รับยามาตรฐาน dexamethasone 0.17 mg/kg กลุ่มที่ 4 ได้รับ dexamethasone 0.17 mg/kg รวมทั้ง  300 mg/kg มีพารามิเตอร์สำหรับการติดตามผลของการทดลอง เป็น การเพิ่มขึ้นของ breaking strength (incision wound; บ่งถึงความแข็งแรงของแผล) การสร้างเซลล์เยื่อบุผิว การปิดของแผล (excision wound) การเพิ่มขึ้นของเนื้อเยื่อ (granulation tissue), breaking strength, hydroxyproline content (กรุ๊ปแผลที่มีเนื้อตาย) การผลิตคอลลาเจนที่แผล วัดจากปริมาณ hydroxyproline ผลการทดสอบพบว่า กรุ๊ปแผล incision wound ที่ได้รับ dexamethasone มี breaking strength ต่ำลง แม้กระนั้นถ้าหากได้รับ dexamethasone ร่วมกับสารสกัดจะมี breaking strengthมากขึ้น กลุ่มแผลผ่าตัดพบการเพิ่มขึ้นของเปอร์เซ็นต์การปิดของแผล เฉพาะกรุ๊ป และก็ลดระยะเวลาสำหรับเพื่อการการผลิตเซลล์เยื่อบุผิว และในแผลทั้งยังสามชนิดนั้นพบว่าใช้ระยะเวลาในการหายของแผลเมื่อให้สารสกัดเร็วกว่า dexamethasone
ฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบของลำไส้เล็ก น้ำต้ม ความเข้ม 1:5 ทำให้กล้ามเนื้อเรียบของลำไส้เล็กหย่อนยานตัว และก็มีฤทธิ์ยับยั้งการหดตัวของลำไส้เล็กที่เพราะว่า Ach และ Histamine ได้
การศึกษาเล่าเรียนทางพิษวิทยา
การทดลองพิษกะทันหันของสารสกัดเหง้าด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโล (คิดเป็น 1,515 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) รวมทั้งให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่เจออาการเป็นพิษ
การเล่าเรียนด้านพิษวิทยาของสารสกัดโดยการศึกษาเล่าเรียนด้านการระคายเคืองต่อผิวหนัง โดยใช้สารสกัดเฮกเซนจากเหง้า ปริมาณ 0.5 ml (ความเข้มข้น 250 mg/ml) ทาบนผิวหนังกระต่าย เป็นเวลา 4 ชั่วโมง แล้วขัดถูออก แล้วต่อจากนั้นพินิจอาการบวม แดง ที่ผิวหนัง ตั้งแต่เวลา 30-60 นาที ข้างหลังให้สารทดสอบ และจากนั้นอีก 24, 48, 72 ชั่วโมง พบว่าไม่มีการเคืองต่อผิวหนังในเวลาที่ทดสอบ การทดลองพิษเฉียบพลันของสารสกัดเอทานอลจากเหง้าโดยให้สารสกัดขนาด 5 g/kg แก่หนูแรท ครั้งเดียว ไม่พบการตาย หรือการเกิดพิษใดต่อสภาพร่างกาย รวมทั้งอวัยวะและเนื้อเยื่อ การทดลองพิษกึ่งทันควัน โดยให้สารสกัดขนาด 25, 50 และก็ 100 mg/kg ทุกๆวัน ตรงเวลา 28 วัน ผลการศึกษาวิจัยไม่พบความผิดแปลกของน้ำหนักตัว อวัยวะ รวมทั้งเยื่อ ค่าชีวเคมีในเลือด แล้วก็ระดับโปรตีนที่ทำหน้าที่เร่งปฏิกิริยาเคมีตับธรรมดา แต่การให้ในขนาด 50 แล้วก็ 100 mg/kg พบว่าทำให้ระดับ lymphocyte (เม็ดเลือดขาว) ลดน้อยลง

ข้อเสนอแนะ/ข้อพึงระวัง
ถึงแม้จากรายงานการเล่าเรียนทางพิษวิทยาและก็การทดสอบต่างๆไม่เจอความเป็นพิษของเปราะหอม แม้กระนั้นสำหรับในการใช้ควรทำการศึกษาเรียนรู้และทำการค้นคว้าข้อมูลรวมทั้งรอบคอบสำหรับเพื่อการใช้เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่น
เอกสารอ้างอิง
ณาตยา ธนะศิริวัฒนา, สุนิดา ณ ตะกั่วทุ่ง, ธนนันต์ ฐานะจาโร.องค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ต้านจุลชีพของน้ำมันหอมระเหยจากเปราะหอม กระชายดำ และเฒ่าหนังแห้ง.โครงการพิเศษคณะเภสัชศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.1997.
สุภิญญา ติ๋วตระกูล, สุปรียา ยืนยงสวัสดิ์, โสภา คำมี และ ลัทธยา อัศวจารุวรรณ.การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีและฤทธิ์ทางชีวภาพของน้ำมันหอมระเหยจากเหง้า.วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.2548;27(Suppl 2):503-507.
กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข. 2546. ประมวลผลงานวิจัยด้านพิษวิทยา ของสถาบันวิจัยสมุนไพร เล่ม 1.โรงพิมพ์การศาสนา:กรุงเทพมหานคร.
Tara SV, Chandrakala S, Sachidananda A, Kurady BL, Smita S, Ganesh S. Wound healing activity of alcoholic extract of Kaempferia Galanga in wistar rats. Indian J Physiol Pharmacol.2006;50(4):384–390.
วุฒิ วุฒิธรรมเวช.(2540). สารานุกรมสมุนไพร: รวมหลักเภสัชกรรมไทย. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์.
Sookkongwaree K. HIV-1 reverse transcriptase inhibitors from family Zingiberaceae.  Doctoral Philosophy in Chemistry.  Bangkok, Chulalongkorn University; 2004.
Kanjanapothi D, Panthong A, Lertprasertsuke N, Taesotikul T, Rujjanawate C, Kaewpinit D, et al. Toxicity of crude rhizome extract of Kaempferia galanga L. (Proh Hom). J Ethnopharmacology. 2004;90:359–365.
Huang L, Yagura T, Chen S. Sedative activity of hexane extract of Keampferia galanga L. and its active compounds. J Ethnopharmacology. 2008;120:123-125.
Sae-Wong C.  Studies on analgesic, antipyretic and anti-inflammatory activities of methanol extract of Kaempferia galanga L. in experimental animals . Master degree (Pharmacology).  Songkla Province, Prince of Songkla University; 2007.
ขาว,แดง.กลุ่มยาขับประจำเดือน.สรรพคุณสมุนไพร 200 ชนิด.โครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีฯ(ออนไลน์)
.ฐานข้อมูลเครื่องยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)
.กระดานถาม-ตอบ.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.(ออนไลน์)

Tags : สรรพคุณเปราะหอม

38
อื่นๆ / อำพัน
« เมื่อ: มีนาคม 08, 2019, 09:41:21 AM »

อำพัน
อำพันเป็นซันแข็งที่ได้จากซากดึกดำบรรพ์ของสนโบราณยุคก่อนประวัติศาสตร์
อันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า  Pinus  succinifera Conw.
ในวงศ์  Pinaceae
มีชื่อสามัญว่า  amber
มีชื่อเรียกในภาษากรีกว่า electron (เพราะเมื่อเอาอำพันมาถูกับไหมจะได้ไฟฟ้าสถิต) อันเป็นที่มาของคำว่า  electricity  ในภาษาอังกฤษ ที่แปลว่าไฟฟ้าแพทย์แผนไทยใช้อำพันปรุงเป็นยาแก้โรคนอนไม่หลับ  กระวนกระวาย  ขี้หลงขี้ลืม จงกลนี  ๑  พิกุล  ๑  สาระภี  ๑  มะลิ  ๑  สัตบุศย์  ๑  สัตตบงกช  ๑  กรุงเขมา  ๑  [url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16959830/%E0%B8%AD%E0%B8%B3%E0%B8%9E%E0%B8%B1%E0%B8%99]อำพัน[/u][/b][/i][/url]ทอง  ๑  ชะมดเชียง  ๑  พิมเสน  ๑  ยาทั้งนี้เอาส่วนเท่ากัน  บดปั้นแท่งไว้  ละลายน้ำดอกไม้ เมื่อจะกินให้แชกน้ำตาลกรวดแก้พิษกลุ้มในอกในทรวงให้สวิงสวายให้หิวโหยหากำลังมิได้  กินหายแล

Tags : อำพัน

39
อื่นๆ / จันทน์ชะมด
« เมื่อ: มีนาคม 06, 2019, 10:42:14 PM »

จันทน์ชะมด
มันชะมดหรือจันทร์เมียนมาร์
มีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Mansonia gagel J.R.Drumm
จัดอยู่ในวงศ์ sterculiaceae
เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16959861/%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%8A%E0%B8%B0%E0%B8%A1%E0%B8%94]จันทน์ชะมด[/i][/b][/i][/url]ถึงขนาดกลาง ผลัดใบ สูง๑๐-๒๐เมตร ลำต้นเปลา ตรง เปลือกสีเทาอมชมพูเรียบ เรือนยอดเป็นพุ่มไม้ตรง ค่อนข้างโปร่งใบเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงสลับกันรูป รีปน รูปขอบขนานถึงรูปรีปน รูปไข่กลับกว้าง๓-๖เซนติเมตร ยาว๘-๑๔ เซนติเมตร โคนใบตัดหรือหยักเว้าบางส่วน เบี้ยว นิดหน่อย ก้านใบยาว ๕-๑๐ มิลลิเมตร ดอกมีขนาดเล็กสีขาวออกรวมกันเป็นช่อ ที่ปลายกิ่งหรือตามง่ามใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อยาวราว ๑๕ เซนติเมตรกลีบมี ๕ กลีบ ไม่ชิดกัน เกสรเพศผู้ มี 10 อัน เป็นเกสรเพศผู้เป็นหมัน 5อันรังไข่มี 5 พูไม่ติดกันและก็แต่ละพูมี 1 ช่อง ผลได้ผลแห้ง มักชิดกันเป็นคู่ๆแต่ละผลมีปีกสามเหลี่ยม ที่ปลายผล ๑ปี จันทน์ชะมดมีดอกตอนสิงหาคมถึงกันยายน ผลแก่จัดระหว่างเดือนธันวาคมถึงม.ค.

ต้นจันทน์ชะมด กระพี้สีขาวแก่นสีน้ำตาลเข้ม เศษไม้ตรง เนื้อละเอียดแข็ง ไสกบตกแต่งง่ายไม้ที่ตายเองมีกลิ่นหอมยวนใจเสมือนชะมดใช้ทำหีบและก็ตู้สำหรับใส่เสื้อผ้าในทางยาใช้เนื้อไม้เข้ายาแก้ไข้แก้เลือดและก็ดีพิการแก้อยากกินน้ำและเหน็ดเหนื่อย น้ำมันระเหยง่ายที่กลั่นได้จากแก่นไม้ใช้ปรุงเครื่องหอมจันทน์ชะมดแล้วก็ใช้ทำน้ำหอมเข้า ยาบำรุงหัวใจ

Tags : จันทน์ชะมด

40
อื่นๆ / สัตว์ชั้นเลี้ยงลูกด้วยนม
« เมื่อ: มีนาคม 06, 2019, 11:53:10 AM »

สัตว์ชั้นเลี้ยงลูกด้วยนม
สัตว์ที่จัดอยู่ในชั้นนี้มีขน มีต่อมนมสำหรับใช้เลี้ยงตัวอ่อน มีกะบังลมสำหรับกันระหว่างช่องอกกับช่องท้อง หัวใจมี ๔ ห้อง เป็นสัตว์เลือดอุ่น กระดูกคอมี ๗ ชิ้น เส้นประสาทสมองมี ๑๒ คู่ มีต่อมเหงื่ออยู่ใต้ผิวหนัง ใบหูเจริญก้าวหน้าดี ผสมพันธุ์สัตว์ด้านในโดยมากตัวอ่อนเจริญก้าวหน้าอยู่ข้างใน ได้แก่ เม่น ลิ่น ช้าง โค ควาย หมี คน

Tags : สัตว์

41

ชื่อพฤกษศาสตร์ของต้นพืชเป็นอย่างไร?
ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช
ชื่อวิทยาศาสตร์ของพืชหรือชื่อ เป็นชื่อสากลของพืชที่ตั้งขึ้นมาตั้งขึ้นตามข้อตกลงนานาประเทศ โดยกำหนดให้ใช้ชื่อเป็นภาษาละติน เพราะว่าเป็นภาษาที่ตายแล้ว ก็เลยมีการเปลี่ยนแปลงน้อยมาก หรือพูดได้ว่าไม่มีการเปลี่ยนแปลงเลย
คาร์โลลัส ลินเนียส เป็นหัวหน้าระบบการเรียกชื่อแบบนี้มาใช้เป็นครั้งแรกในปี คศ. ๑๗๕๓ เรียกกันว่า “ระบบเรียกชื่อคู่” (binomial nomenclature) ระบบนี้เรียกชื่อเช่นเดียวกับการเรียกชื่อของชาวจีน คือเรียกชื่อสกุล (แซ่) ก่อน แล้วจึงตามด้วยชื่อตัว ได้แก่ เหมาเจ๋อตง เหมาเป็นชื่อสกุลเงินหรือแซ่ ส่วนเจ๋อตง เป็นชื่อตัว ซึ่งก็คือ (นาย) เจ๋อตง (แซ่) เหมา ในการเรียกชื่อแบบไทยนั่นเอง การเรียกชื่อแบบงี้ ชื่อที่ตามหลังชื่อสกุลจะเป็นชื่อตัว (ถ้าหากเป็นพืชก็จะเป็นชื่อประเภท) การตั้งชื่อของพืชมีกฎข้อปฏิบัติต่างๆรวมทั้งหลักเกณฑ์ที่จำต้องปฏิบัติมาก และการกำหนด “ตัวอย่างต้นแบบ” (type specimen) สำหรับใช้ทำคำพรรณนาลักษณะของพืชชนิดนั้นๆอย่างไรก็ดี ของพืชมักนิยมเขียนเป็น ๓ ชื่อ โดยชื่อในที่สุดนั้น มากใส่ไว้เพื่อเป็นเกียรติแก่นักวิชาพฤกษศาสตร์ผู้ตั้งชื่อนั้น ดังเช่น ต้นโมกสิริกิตอันเป็นพืชถิ่นเดียวของประเทศไทย ที่พึ่งจะศึกษาและทำการค้นพบใหม่ทาง(รายงานเมื่อปีพ.ศ ๒๕๔๔ ) ได้ชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Wrightia sirikitiae D.J.Middleton & Santisuk ชื่อสกุลก็คือ Wrightia อันเป็นสกุลโมกมัน ชื่อประเภท sirikitiae ได้รับพระราชทานพระราชานุญาตจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ให้เชิญชื่อ “สิริกิต์” มาตั้งเป็นชื่อจำพวกเพื่อสรรเสริญ ชื่อD.J.Middleton & Santisukเป็นชื่อผู้ตั้งชื่อชื่อพฤกษศาสตร์ประเภทนี้ ชื่อ Santisuk เป็นสกุลของ ศาสตราจารย์ดร. ธวัชชัย ความสงบสุขราชบัณฑิต พืชจำพวกนี้จัดเป็นพืชหายากและใกล้สิ้นซาก รวมทั้งเจอรอบๆเขาหินปูนบริเวณรอยพระบาท จังหวัดสระบุรี

ดอกเข้าพรรษา
อันเป็นพืชถิ่นเดียวของเมืองไทย พึ่งได้รับการค้นพบใหม่ทางพฤกษศาสตร์เช่นกัน (รายงานเมื่อปี พ.ศ ๒๕๔๔) ว่า Smithatris supraneanae W.J.Kress & K.Larsen ชื่อสกุลคือ Smithatris เป็นนามสกุลใหม่ของสกุลขิง ชื่อประเภทเป็น supraneanae ตั้งให้เป็นชายแดนของไทย ชื่อสุปราณี อาจพิชญาความสนุก ส่วนชื่อ W.J.Kress & เป็นนักพฤกษศาสตร์ผู้ร่วมริเริ่มตั้งขึ้นชื่อจำพวกนี้ดอกต้นดอกเข้าพรรษาพบในธรรมชาติที่จังหวัดสระบุรีรวมทั้งจังหวัดลพบุรีดอกจะบานตอนวันเข้าพรรษา เหตุเพราะช่อดอกประกอบด้วยใบตกแต่งสีขาวและก็มีดอกสีเหลืองอยู่ด้านในราษฎรจึงนำไปตักบาตรดอกไม้ในวันเข้าพรรษาที่สัดรอยเท้า จังหวัดสระบุรี
นามนั้นสำคัญไฉน?
พรรณพฤกษชาติแต่ละประเภทมีชื่อเรียกต่างๆกันไปตามแคว้น แล้วก็ตามภาษาของเผ่าพันธุ์ ดังเช่นว่า ต้นลั่นทมของทางภาคกึ่งกลางนั้น ลาวเรียก จำปา หรือดอกพิกุลของทางภาคกลางนั้น ล้านนาเรียก ดอกแก้ว ซึ่งดอกแก้วทางภาคกลาง ซึ่งก็คือต้นไม้อื่นอีกหลายชนิด การใช้ชื่อพฤกษศาสตร์ก็เลยช่วยให้เชื้อชาติต่างๆทั้งยังไทยและก็เทศสามารถติดต่อถึง พืชประเภทเดียวกันได้ตรงกัน

42
อื่นๆ / ชีววิทยาของลิ่น
« เมื่อ: มีนาคม 04, 2019, 09:23:59 AM »

ลิ่น
ลิ่น หรือนิ่ม เป็นสัตว์กินนม
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Manis javanica Desmarest
มีชื่อสามัญว่า Malayan pangolin
จัดอยู่ในสกุล Manidae
ชีววิทยาของลิ่น
ลิ่นมีลำตัวรวมทั้งหายาว เวลาเดินหลังจะโค้ง ท่อนหัวแล้วก็หางจะยืดตรง ความยาวของลำตัววัดจากปลายปากถึงโคนหาง ๕๐ -๖๐ เซนติเมตร หางยาว ๕๐ – ๘๐ ซม. มีน้ำหนักตัว ๖-๙ กิโลกรัม ส่วนหัวเล็ก ปากยาว ตาเล็ก ใบหูเล็ก ลำตัวปกคลุมด้วยเกล็ดแข็ง ใต้เกล็ดแต่ละเกล็ดมีขนเป็นเส้นๆ เกล็ดละ ๒ – ๓ เส้น เกล็ดสีเหลืองถึงสีน้ำตาลเข้ม บริเวณใต้คาง ท้อง ด้านในขาจะไม่มีเกล็ด มีเล็บยาว ปลายแหลมแข็งแรง เหมาะกับขุดคุ้ยดินแล้วก็จอมปลวก ไม่มีฟัน มีลิ้นเป็นเส้นยาว หางปกคลุมด้วยเกล็ด ม้วนงอจับก้านไม้ได้ สัตว์ประเภทนี้โตเต็มกำลังแล้วก็ผสมพันธุ์ได้เมื่ออายุราว ๑.๕ ปี ท้องนานราว ๑๔๐ วัน ตกลูกทีละ ๑ – ๒ ตัว ลูกที่เกิดใหม่จะติดตามไปกับแม่ โดยใช้ขาหน้าแล้วก็ขาหลังกอดโคนหางแม่ไว้แน่น ลูกลิ่นดูดนมแม่ตรงจั๊กกะแร้ โดยที่แม่นอนตะแคงหรือนอนหงาย และเลิกกินนมเมื่ออายุราว ๓ เดือน ลิ่นอายุยืนราว ๑๐ ปี ลิ่นกินมด ปลวก แล้วก็แมลงเป็นอาหาร ถูกใจออกหากินในช่วงเวลากลางคืน ส่วนกลางวันหลบนอนอยู่ในโพรงดิน เวลาเข้านอนจะขดหรือม้วนตัวกลม ใช้หางเกี่ยวกิ่งไม้ได้ และก็สามารถปีนต้นไม้ได้ โดยใช้เล็บตีนช่วย ประสาทรู้กลิ่นและก็เสียงดีเลิศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประสาทรู้กลิ่นซึ่งช่วยในการหาอาหาร แต่ประสาทตาไม่ดีเจอได้ในทุกภาคของประเทศไย ในเมืองนอกพบได้ที่ลาว เขมร เวียดนาม มาเลเซีย รวมทั้งอินโดนีเซียสัตว์ในสกุลเดียวกันนี้ที่บางทีอาจเจอในประเทศไทยอีกชนิดหนึ่ง คือ ลิ่นจีน อันมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Manis pentadactyla Linnaeus มีชื่อสามัญว่า Chinese pangolin

ประโยชน์ทางยา
หมอแผนไยใช้เกล็ดลิ่นในตำรับยาน้อยมาก ไม่เหมือนกับยาจีนซึ่งหมอมักใช้ลิ่นเข้าตำรับยา เกล็ดลิ่นเป็นเครื่องยาที่มนตำรับยาแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนรับประกันไว้ มีชื่อยาในภาษาละตินว่า Squama Manitis มีชื่อสามัญว่า pangolin scale เกล็ดลิ่นที่ใช้ในยาจีนได้จากลิ่นจีน แต่ว่าในปัจจุบันเกล็ดลิ่นจากประเทศไทย ภูมิภาคอินโดจีน แล้วก็แหลมมลายู ถูกส่งเข้าไปขายในประเทศจีนปีละมากๆ ส่วนใหญ่เป็นในรูปเกล็ดที่คั่วในทรายกระทั่งพองดีแล้วการเตรียมเกล็ดลิ่นสำหรับใช้เป็นเครื่องยานั้น อาจทำได้ ๓ วิธี เป็น ๑. ใช้เกล็ดแห้ง ล้างน้ำให้สะอาด แล้วผึ่งแดดให้แห้ง ๒. ใช้เกล็ดแห้งที่สะอาดแล้ว คั่วในกระทะทรายที่ร้อนมาก กระทั่งเกล็ดลิ่นพอง ทิ้งให้เย็น ล้างให้สะอาด แล้วทำให้แห้ง หรือ ๓. เอาเกล็ดลิ่นที่คั่วกับทรายที่พองเต็มที่แล้ว จุ่มลงไปในน้ำส้มสายชูทันที แล้วคัดออกทำให้แห้ง เมื่อจะนำมาใช้ปรุงยาก็ให้บดเป็นชิ้นเล็กๆ
แบบเรียนยาจีนว่า
เกล็ดลิ่นมีรสเค็ม เย็นน้อย แสดงฤทธิ์ต่อเส้นตับและกระเพาะอาหาร มีคุณประโยชน์ เป็น ๑. กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดรวมทั้งทำให้เมนส์เป็นประจำ ก็เลยใช้กับสตรีในภาวการณ์ขาดรอบเดือนและก็มีก้อนในท้องเนื่องจากว่าเลือดคั่ง ๒. ไล่ “ลม” ที่ก่อโรคและกำจัดการอุดกันใน “เส้น” จึงใช้แก้ลักษณะของการปวดและชาตามแขนขา ๓. กระตุ้นนม ก็เลยใช้กับสตรีซึ่งไม่มีนมเลี้ยงลูก รวมทั้ง ๔. ลดการบวมและก็ช่วยขจัดหนองจึงใช้แก้บาดแผลฟกช้ำดำเขียวต่างๆ แผลบวมมีหนอง มักใช้ในขนาด ๔.๕ – ๙ กรัม ต้มน้ำกิน นิยมใช้เกล็ดที่คั่วจนพอดีแล้ว แต่ว่าการใช้กับสตรีในระหว่างตั้งครรภ์ ควรจะใช้ด้วยความระมัดระวัง

Tags : ลิ่น

43

สีเสียด
ชื่อสมุนไพร สีเสียด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น สีเสียดเหนือ ,สีเสียดไทย (ภาคกึ่งกลาง),สีเสียด,ขี้เสียด,สีเสียดเหลือง(ภาคเหนือ),สีเสียดแก่น(ราชบุรี),สะเจ(ไทยใหญ่)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia catechu (L.f.) Willd.
ชื่อสามัญ Black Catechu ,Catechu Tree, Cutch tree,Acacia catechu, Cutch
ตระกูล LEGUMINOSAE- MIMOSACEAE
บ้านเกิดเมืองนอนสีเสียด
เสียดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียตั้งแต่ ตะวันตกของประเทศปากีสถาน ศรีลังกาอินเดียไปจนถึงประเทศพม่าจีน,ไทยและประเทศต่างๆในรอบๆห้วงสมุทรประเทศอินเดีย ถัดมามีการกระจัดกระจายพันธุ์ไปในประเทศต่างๆในรอบๆใกล้เคียง สำหรับในประเทศไทยมักขึ้นขจัดขจายตามป่าโปร่งและป่าละเมาะ บนที่ราบ แล้ง โดยสามารถขึ้นเป็นกรุ๊ปๆบนพื้นที่เสื่อมโทรมที่มีภาวะดินเหลวแหลกและมีกรวดหินผสมปนเป มีการระบายน้ำดี เป็นพันธุ์พืชที่ถูกใจแสง ทนต่อภาวะแห้งแล้ง สามารถแตกหน่อได้อย่างเร็ว
ลักษณะทั่วไปสีเสียด
สีเสียดจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูง 10-15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดโปร่ง ตามลำต้นและกิ่งมีหนามแหลมโค้งออกในลักษณะเป็นคู่ เปลือกเป็นสีเทาคล้ำหรือสีเทาอมน้ำตาลขรุขระแตกล่อนเป็นแผ่นยาว แก่นสีน้ำตาลแดง
ใบ เป็นแบบใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ช่อใบกิ้งก้านเรียงตรงกันข้ามกัน 10-20 คู่ ใบย่อย 30-50 คู่ เรียงตรงข้าม ใบรูปแถบ กว้าง 0.5-1 มม. ยาว 4-7 มิลลิเมตร ปลายใบมน โคนใบเบี้ยว ใบหมดจด หรือมีขนเล็กน้อยเส้นแขนงใบข้างละ 6-7 เส้น ก้านใบหลักยาวราว 3-4 ซม. มีขน
ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดคล้ายช่อหางกระรอกตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อยาว 5-9 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก สีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อน กลีบ 5 กลีบ ยาว 0.2-0.3 ซม เกสรเพศผู้เป็นจำนวนมาก เป็นเส้นเล็กสีขาว ดอกบานสุดกำลังกว้าง 2-3 มิลลิเมตร มีกลิ่นหอมยวนใจ
ผลออกเป็นฝักแห้งแตก ฝักแบนรูปขอบขนานหัวท้ายแหลม ยาว 5-10 ซม. ฝักแก่สีน้ำตาลคล้ำเป็นเงา เมล็ด มี 3-7 เม็ดต่อฝัก ลักษณะแบน สีน้ำตาลอมเขียว
แก่นไม้ มีสีแดงเข้มถึงน้ำตาลปนแดง เป็นมันเลื่อม เสี้ยนสน เนื้อแน่น แข็งเหนียว ส่วนแก่นของต้นมีสีน้ำตาบแดง และก็ทน เลื่อยผ่า ตบแต่งได้ยาก
การขยายพันธุ์สีเสียด
สีเสียดสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ
แบบอาศัยเพศ ใช้เม็ดเพาะในแปลงเพาะ โดยทำการเก็บฝักแก่จากต้น โดยจะสังเกตว่าฝัหมีสีน้ำตาลคล้ำวาว นำไปผึ่งแดดให้แห้ง 2-3 วัน ฝักจะแตกอ้าสะกดรอยตะเข็บข้างๆเมล็ดแก่จะมีสีน้ำตาลอมเขียว วาว แล้วนำเมล็ดไปเพาะในแปลงเพาะ ซึ่งจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ และก็เมล็ดจะใช้เวลาในการงอก 10 วัน จึงย้ายชำต้นกล้าลงถุงก๊อบแก๊บที่ได้จัดแจงดินไว้แล้ว แล้วหลังจากนั้นดูแลรักษาต้นกล้าโดยประมาณ 4-5 เดือน จึงนำไปปลูกในพื้นที่ที่ต้องการถัดไป สำหรับการเพาะเมล็ด บางทีอาจจะใช้วิธีหยอดเม็ดลงในถุงก๊อบแก๊บโดยตรงแล้ว รักษากล้าให้เจริญเติบโตจนกระทั่งระยะปลูกก็ได้เหมือนกัน
แบบไม่อาศัยเพศ โดยการใช้เหง้าปลูก เพราะว่าไม้แก่นเป็นไม้โตเร็ว ก็เลยสามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติด้วยการแตกหน่อได้ด้วย
สำหรับเพื่อการระบุระยะ ถ้าหากอยากได้ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ควรปลูกระยะห่าง 2x3 เมตร หรือ 4x4 เมตร แต่ว่าถ้าหากปลูกเพื่ออยากผลิตไม้ฟืนหรือถ่าน ควรจะปลูกระหว่าง 2x2 หรือ 2x4 เมตร รวมทั้งถ้าปลูกเพื่อปรารถนาเก็บเมล็ดสำหรับในการทำแหล่งเมล็ดพันธุ์ ควรจะปลูก 2x2 หรือ 2x4
ส่วนประกอบทางเคมี
สาระสำคัญกรุ๊ปหลักที่เจอในสีเสียดไทย คือ สารกรุ๊ปแทนนิน (tannins) ที่ทำให้พืชสมุนไพรชนิดนี้รสฝาด ตัวอย่างเช่น catechutannic acid ในปริมาณ 20-35%, acacatechin 2-10%, epicatechin, phlobatannin, protocatechu tannins, pyrogallic tannins, epicatechin-3-O-gallate, epigallocatechin3-O-gallate นอกเหนือจากนี้ยังเจอสารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ (flavoniods) มี quercetin, quercetagetin, fisetin flavanol dimers, flavonol glycosides, 5,7,3´,4´-tetrahydroxy-3-methoxy flavone-7-O-β-D-galactopyranosyl-(1→4)-O-β-D-glucopyranoside รวมทั้งยังพบสารกรุ๊ปอื่นๆยกตัวอย่างเช่น catechu red และ caffeine และถ้าหากแยกเป็นแต่ละส่วนออกมาจากสารต่างๆดังนี้
ใบ เจอ Catechin, Isoacacatechol, Tannins isoaca catechol acetate
เปลือกต้นพบสารพวก Catechol, Gallic acid, Tannin, แก่นมีสาร Catechin, Dicatechin, 3′ ,4′ ,7′ , -Tri-O-methyl catechin, 3′ ,4′ ,5 , 5′ , 7-sPenta-O-methyl gallocatechin, ใบมีสาร -(+)-Chatechin, Isoacacatechol, Tannins isoacacatechol acetate ส่วนอีกทั้งต้นมีสาร Epicatechin
สรรพคุณเสียดสี
ในประเทศไทยมีการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆมากมายก่ายกอง เช่น มีการเปลือกต้นและก้อน มาใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้ารวมทั้งฟอกหนังสัตว์ โดยแก่นไม้หรือแก่นของจะให้สีน้ำตาล ซึ่งสามารถนำมาใช้ย้อมผ้า แห อวน และก็หนังได้ หรือจะใช้เปลือกต้นนำมาย้อมเส้นไหม โดยการลอกเอาเฉพาะเปลือกต้นแล้วเอามาสับเป็นชิ้นเล็กๆต้มสกัดสีกับน้ำ ในอัตราส่วน 1:2 ซึ่งจะได้เส้นไหมสีน้ำตาล เป็นต้น
สีเสียดมีแก่นไม้สีแดงเข้มถึงน้ำตาลทรายแดง ลักษณะวาวเลื่อมเหนียว ทนทาน ขัดชักเงาก้าวหน้า สามารถประยุกต์ใช้ผลดีในการทำเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆหรือใช้ทำเสาเรือนใช้สำหรับกลึง แกะ สำหรับต้นที่ลักษณะไม่ดีก็ใช้ทำฟืนเชื้อเพลิงหรือใช้สำหรับการเผาถ่านได้ ส่วนใบใช้เป็นอาหารสัตว์จำพวก โค ควาย หรือใช้ต้นใช้เลี้ยงครั่งได้ด้วยเหมือนกัน นอกนั้นชาวกะเหรี่ยงในเชียงใหม่ ยังมีการใช้แก่นไม้ เอามาเคี้ยวรับประทานกับหมากได้อีกด้วย
สำหรับสรรพคุณทางด้านสมุนไพรนั้น ตามตำรายาไทยได้มีการนำมาทำเป็นเครื่องยาโดยการนำแก่นต้น สับให้เป็นชิ้นๆแล้วต้มแล้วก็ต้ม จากนั้นระเหยน้ำที่ต้มได้ให้เหนียวข้น จะได้ของแข็งเป็นก้อน สีน้ำตาลดำ เป็นเงา แข็ง รูปร่างไม่แน่นอน เปลือกนอกหยาบคาย มีด้านในด้านหนึ่งที่แตกจะแวววาว ไม่มีกลิ่น รสขม ฝาดจัด ซึ่งมีสรรพคุณ แก้ท้องเสียเรื้อรัง ลำไส้อักเสบ รักษารอยแผล แก้ปากเป็นแผล ใส่แผลเปื่อยยุ่ยและริดสีดวง และก็อาการบาดเจ็บที่มีเลือดออก บดหรือต้มรับประทานแก้ท้องเดิน คุมธาตุ แก้บิดมูกเลือด แก้ลงแดง ทารักษาบาดแผล รักษาโรคผิวหนัง ต้มล้างรอยแผล ไทยเป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย ห้ามเลือดที่ออกมาจากจมูก แก้บิด ล้างแผลจุกนมแตก ล้างแผลถูกไฟไหม้ ทำให้แผลหายเร็ว รวมทั้งยังใช้ส่วนต่างๆของต้นเป็นสมุนไพรได้โดยจะมีสรรพคุณดังนี้
แก่นไม้ แก้ท้องร่วง,รักษาโรคผิวหนัง,แก้บิด,ปิดธาตุ,แก้ลงแดง
เปลือกต้น แก้บิด แก้ท้องเดิน รักษาแผล แก้ท้องเสีย
เมล็ดในฝัก ฝนแก้โรคหิด แผลน้ำกัดเท้า
นอกจากนั้นบัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) ปรากฏการใช้สีเสียดไทย ในยารักษาอาการของโรคในระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ ”ยาเหลืองปิดสมุทร” มีส่วนประกอบของไทย และเทศ ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ทุเลาอาการท้องเดินประเภทที่ไม่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการติดเชื้อ ตัวอย่างเช่น อุจจาระไม่เป็นมูก หรือมีเลือดคละเคล้าและท้องร่วงจำพวกที่ไม่มีไข้ได้อีกด้วย

รูปแบบ/ขนาดการใช้
สำหรับเพื่อการนำก้อนมาใช้จำเป็นต้องเอามาบดเป็นผงประมาณ 0.3-2 กรัม แล้วชงน้ำ หรือต้มเอาน้ำรับประทานช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องร่วง แก้บิด หรือใช้ทารักษาแผลต่างๆก็จะช่วยรักษาแผลล้างรอยแผล ใช้ห้ามเลือด แล้วก็รักษาโรคผิวหนัง น้ำกัดเท้าได้ แก้แผลเรื้อรัง ใช้เปลือกต้น ต้มกับน้ำ ใช้ล้างแผล หัวนมแตก ใช้ล้างแผล แก้แผลเปื่อยยุ่ยเรื้อรัง น้ำกัดเท้า แก้โรคหิด ใช้เมล็ดฝัก ฝนทาแก้โรคหิด แผลน้ำกัดเท้า หรือจะใช้ผงสีเสียดเป็นยาฝาดสมาน แก้อาการท้องเสีย โดยผสมกับผงอบเชย ในปริมาณเท่าๆกัน ถ้าเกิดท้องเสียมากใช้ 1 กรัม ถ้าน้อยใช้ 1/2 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวหนึ่งชั่วโมง กรอง กินทีละ 4 ช้อนแกง (ราวๆ 30 มิลลิลิตร) วันละ 3 ครั้ง หรือใช้ผงผสมกับน้ำมันพืช ทาแผลน้ำกัดเท้า
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านจุลชีวัน มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านทานจุลชีพ พบว่าสารสกัดน้ำ เมทานอล และก็เฮกเซน จากไทยมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli O157:H7, Pseudomonas aeruginosa, Salmonella typhi, Bacillus subtilis, Bacillus cereus, Staphylococcus aureus แล้วก็ methicillinresistant S. aureus ได้ นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าสารสกัดเฮกเซนจากเปลือกต้นไทยมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา Candida albicans รวมทั้ง Aspergillus niger ได้
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทดสอบพบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ทดสอบสารสกัดเอทานอล (80%) จากลำต้นแห้ง ความเข้มข้น 6.25 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร กับเชื้อแบคทีเรีย S. aureus ในจานเพาะเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์อ่อนๆเมื่อเปลี่ยนมาใช้สารสกัดเอทานอล (95%) จากเรซินของสีเสียด พบว่ามีฤทธิ์ มีการทดลองน้ำสกัด สารสกัดเฮกเซน รวมทั้งสารสกัดเอทานอล ความเข้มข้น 200 มก./มิลลิลิตร ของพืชหลายประเภทสำหรับเพื่อการต้านทานเชื้อแบคทีเรียประเภทต่างๆโดยวิธี agar well diffusion จากผลของการทดสอบพบว่า สารสกัดเอทานอลจากเปลือกของ มีฤทธิ์ต้าน S. aureus ส่วนน้ำสกัดมีฤทธิ์อ่อนๆและก็สารสกัดเฮกเซนไม่มีฤทธิ์
ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์น้ำจากเปลือกต้น (Acacia catechu Willd.) ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่ม catechins ได้แก่ (-)-epicatechin รวมทั้ง (+)-catechin มีฤทธิ์ลดความถี่รวมทั้งความแรงในการหดเกร็งตัวของลำไส้ใหญ่และก็ลำไส้เล็กส่วนปลายที่แยกได้จากหนูตะเภา โดยฤทธิ์การหยุดยั้งจะมากขึ้นตามจำนวนสารสกัดที่ให้ สารสกัดจากต้นสามารถเสริมฤทธิ์ของ calcium antagonist สำหรับในการต่อต้านการหดเกร็งรอบๆลำไส้ใหญ่มากกว่าส่วนของลำไส้เล็กส่วนปลาย รวมทั้งสามารถออกฤทธิ์คลายการยุบเกร็งของลำไส้ใหญ่แล้วก็ลำไส้เล็กส่วนปลายจากการเหนี่ยวนำด้วยสาร carbachol ซึ่งเป็นการการันตีว่าเปลือกต้นมีฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของไส้ผ่านการหยุดยั้ง muscarinic receptors รวมทั้ง Ca2+ channels ของเซลล์ จากการทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลให้เกิดอาการท้องเดิน พบว่าสารสกัดจากต้นสามารถยั้งการเจริญของเชื้อ Campylobacter jejuni, Escherichia coli รวมทั้ง Salmonella spp โดยไม่มีผลต่อเชื้อจุลินทรีย์ประเภท Bifido แล้วก็ Lactobacillus ในไส้เมื่อให้ที่ความเข้มข้น 5 เท่าของฤทธิ์ต่อต้านการยุบเกร็ง ก็เลยสามารถสรุปได้ว่าสารสกัดจากต้นออกฤทธิ์บรรเทาอาการท้องร่วง โดยการต้านการยุบเกร็งในลำไส้มากยิ่งกว่าฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย จึงน่าจะเป็นผลดีต่อการรักษาอาการท้องเสียที่มิได้มีเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
ฤทธิ์ต้านอักเสบ การทดสอบนำสารสกัดผสมระหว่าง baicalin จาก Scutellaria baicalensis รวมทั้ง (+)- Catechin จาก A. catechu มาทดลองฤทธิ์ลดการอักเสบ พบว่าสารผสมดังที่กล่าวถึงแล้วสามารถยั้งการทำงานของเอนไซม์ cyclooxygenase (COX) และก็ 5-lipoxygenase (5-LOX) ได้ โดยมีค่า IC50 (50% inhibitory concentration) ต่อ ovine COX-1 and COX-2 peroxidase enzyme รวมทั้ง potato 5-LOX enzyme พอๆกับ 15 g/mL และ 25 g/mL เป็นลำดับ
ฤทธิ์ต้านทานออกซิเดชั่น การเล่าเรียนฤทธิ์ต้านทานออกซิเดชั่นของส่วนสกัดเอธานอลจาก A. catechu (L.f.) Willd. ด้วยวิธี 1,1-Diphenyl-2-picrylhydrazyl (DPPH)assay โดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน Buthylated Hydroxyl toluene (BHT) และก็ Quercetin ได้ค่าความเข้มข้นของสารสกัดที่ยั้งการเกิดอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 50 (IC50) เท่ากับ 10.45μg/ml แล้วก็ 2.73 μg/ml ตามลำดับ
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษทดลองฉีดสารสกัดเอทานอล (50%) จากลำต้น เข้าทางท้องหนูถีบจักร พบว่าความเข้มข้นสูงสุดที่สัตว์ทดลองทนได้ เป็น 100 มก./กก.
พิษต่อเซลล์ทดสอบสารสกัดเอทานอล (50%) จากลำต้นกับ CA-9KB โดยมี ED50 มากยิ่งกว่า 20 มคก./มล. พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีพิษต่อเซลล์ มีการทดสอบสารสกัดจากเปลือกกับเซลล์จากปลายรากของหอมหัวใหญ่ จากการทดสอบพบว่า สารสกัดจากเปลือก มีฤทธิ์ยั้งการแบ่งเซลล์เมื่อเทียบกับกรุ๊ปควบคุม
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์เมื่อทดลองสารสกัดจากแก่นไม้แห้ง (ไม่ระบุชนิดสารสกัด) ความเข้มข้น 250 มคก./จานเพาะเชื้อ กับ Salmonella typhimurium TA100, TA1535, TA1538, TA98 พบว่าสารสกัดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วไม่มีฤทธิ์ คำแนะนำ/ข้อควรคำนึง
การใช้สีเสียดเป็นยาสมุนไพร ควรจะพิจารณาถึงความปลอดภัย เช่นเดียวกับสมุนไพรจำพวกอื่น เป็น ไม่สมควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน และไม่ควรที่จะใช้เกินปริมาณที่ระบุตามตำรายา เพราะว่าบางทีอาจส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายได้
สำหรับเพื่อการเลือกใช้สีเสียดก้อนนั้นควรจะนึกถึงความสะอาดแล้วก็ควรที่จะทำการเลือกก้อนที่ไม่มีสิ่งเจือปนอื่นๆติดมาหรือควรที่จะทำการเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้
เอกสารอ้างอิง
นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และนงลักษณ์ เรืองวิเศษ.วิเคราะห์ วิจัยคุณภาพเครื่องยาไทย.คอนเซพท์ เมดิคัส จำกัด กรุงเทพมหานตรา 2551.หน้า502-510
 จงรัก วัจนคุปต์.  การตรวจหาสมุนไพรไทยที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย.  Special Project Chulalongkorn Univ, 1952. 
ผศ.ดร.ศิริมา  สุวรรณกูฏ.สีเสียด.สมุนไพรแก้ท้องร่วง.บทความสมุนไพรฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
นิจศิริ เรืองรังสี และธวัชชัย มังคละคุปต์.สมุนไพรไทย เล่ม 1.สำนักพิมพ์บี เฮลท์ตี้ กรุงเทพฯ2547.หน้า305.
.ฐานข้อมูลสมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “เหนือ Catechu Tree / Cutch Tree”.  หน้า 32.
ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสียของต้น.ข่าวความเคลื่อนไหนสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
เหนือ.กลุ่มยารักษาน้ำกัดเท้า.สรรพคุณสมุนไพร200ชนิดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี(ออนไลน์)
สมสุข มัจฉาชีพ.พืชสมุนไพร.รุ่งศิลป์การพิมพ์.กรุงเทพฯ.พิมพ์ครั้งที่2.2542.หน้า280.
ศุภยางค์ วรวุฒิคุณชัย.หลิน กิจพิพิธ.ฤทธิ์ต้านเชื้อของสารสกัดสมุนไพรไทยต่อ clinical isolates ของ methicillinresistant Staphylococcus aureus. วารสารสงขลานครินทร์. 2548. 27(Suppl. 2) หน้า 525-34.
ไทย.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)
วันดี กฤษณพันธ์ เกร็ดความรู้สมุนไพร.สำนักพิมพ์ดิคัล มีเดีย กรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่ 2.2539หน้า125.
Shen D, Wu Q, Wang M, Yang Y, Lavoie EJ, and Simon JE. Determination of the Predominant Catechins in Acacia catechu by Liquid Chromatography/Electrospray Ionization-Mass Spectrometry. J. Agric. Food Chem 2006, 54 (9): 3219-24.
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “สีเสียดเหนือ”.  หน้า 784-785.
Valsaraj R, Pushpangadan P, Smitt UW, Adsersen A, Nyman U.  Antimicrobial screening of selected medicinal plants from India.  J Ethnopharmacol 1997;58(2):75-83.
. Saini ML, Saini R, Roy S, and Kumar A. Comparative pharmacognostical and antimicrobial studies of acacia species (Mimosaceae). J Med Plants Res 2008, 2 (12): 378-86.
Shrimal SK.  Antimitotic effect of certain bark extracts.  Broteria Ser Trimest Cieng Nat 1978;48(3/4):55-8.
Jayshree D. Patel, Vipin Kumar, Shreyas A. Bhatt. Antimicrobial screening and phytochemical analysis of the resin part of Acacia catechu. Pharmaceutical Biology 2009, 47(1): 34-7.
 Ray PG, Majumdar SK.  Antimicrobial activity of some Indian plants.  Econ Bot 1976; 30:317-20.
. Burnett BP, Jia Q, Zhao Y, and Levy RM. A Medicinal Extract of Scutellaria baicalensis and Acacia catechu Acts as a Dual Inhibitor of Cyclooxygenase and 5-Lipoxygenase to Reduce Inflammation. J Med Food 2007, 10 (3): 442-51.
Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Mehrotra BN, Ray C.  Screening of Indian plants for biological activity: part I.  Indian J Exp Biol 1968; 6:232-47.
Ramli S, Bunrathep S, Tansaringkarn T, and Ruangrungsi N. Screening for free radical scavenging activity from ethanolic extract of Mimosaceous plants endemic to Thailand. J Health Res 2008, 22(2): 55-9.
Nagabhushan M, Amonkar AJ, Nair UJ, Santhanam U, Ammigan N, D'souza AV, Bhide SV.  Catechin as an antimutagen: its mode of action.  J Cancer Res Clin Oncol 1988;114(2):177-82.
 Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties.  J Ethnopharmacol 1998;62:183-93.

44

พิกัดโกษฐ์
โกรธเป็นพิกัดเครื่องยาหมู่หนึ่งที่ใช้มากในไทย ตำราโบราณเขียนชื่อพิกัดยาพวกนี้ต่างกันออกไปหลายแบบ ในแผ่นจารึกแบบเรียนที่วัดราชลูกชายสาราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (แต่ว่าครั้งท่านยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระผู้เป็นเจ้าลูกยาคุณ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์) ได้โปรดเกล้าให้จารึกไว้เป็นวิทยาทานพิกัดโกษฐ์ เมื่อทรงซ่อมแซมวัดนี้ใน พ.ศ. ๒๓๖๔ ถวายเป็นพระราชบุญกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปรากฏชื่อพิกัดเครื่องยาไทยเดี๋ยวนี้เป็น โกด ทั้งหมดทั้งปวง อาทิเช่น (พิมพ์ตาอักษรที่ปรากฏในศิลาจารึก) หากบุคคลคนใดกันแน่จับไข้เพื่อเสมหะ ปิตะ วาตะ สมุถานก็ดีแล้ว ทำให้หิวโหยหาแรงมิได้ ให้ระลอตเตอรี่ไป ให้ใจขุ่นหมองไม่ได้ชื่น ให้สวิงสวายหากำลังไม่ได้ ถ้าหากจะเอายานี้แก้ ยาชื่อมหาสมมิตร เอาโกดอีกทั้งห้า เทียรทั้งยังห้า ตรีผลา จันทังสอง ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพูล ขิงแห้ง ดีปลี หญ้าแห้วหมู ไคร้เครือ เกษรบัวหลวง เกษรสารภี เกษรบัวเผื่อน เกษรบัวขม ดอกคำ ดอกผักตบ ดอกพิกุน เกสรบุนนาค ดอกสลิด สักขี ชลูด อบเชย ชะเอม ปริศนา ชะมดเชียง พิมเสน เอาเท่าเทียมกันทำเป็นจุณ เอาดีงูงูเหลือม เเช่น้ำดอกไม้ประสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ก็ได้ น้ำตาลก็ได้ น้ำค้างคืนก็ได้ รับประทานแก้โกลาหลแลดับพิษไข้ทั้งหมด ทำให้บ้าให้เพ้อให้เชื่อมให้มัว แก้ลิ้นแข็งกระด้างคางแข็ง แลบำรุงกำลังยิ่งนักฯ
ส่วนศิลาจารึกหนังสือเรียนที่วัดพระเชเหม็นตุพนสะอาดมังคลาราม(วัดโพธิ์) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้จารึกไว้เพื่อเป็นวิทยาทาน คราวที่ทรงบูรณะแก้ไขฟื้นฟูใหญ่เมื่อปี พุทธศักราช ๒๓๗๕ และก็คณะอาจารย์สถานศึกษาแพทย์แผนโบราณได้รวบรวมพิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๕ ในแบบเรียนยาฯนี้บันทึกชื่อเครื่องยาในพักนี้เป็น โกฐ ทั้งหมด ดังเช่นแผ่นจารึกที่ศาลา ๗ เสา ๖ แผ่น ๔ ดังนี้ปุนะจะปะรัง ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะสันนิบาตอันเกิดขึ้นเพื่อดีรั่วนั้นเป็นคำรบ ๔ เมื่อจะเกิดขึ้นแก่บุคคลใดก็ดี ก็ทำให้ลงดุจกินยารุ มูลนั้นเหลืองดังน้ำขมิ้นสด ให้เคลิบเคลิ้มไปพบสติมิได้ แลให้หิวโหยนัก บริโภคของกินไม่อยู่ท้อง ให้สวิงสวาย ให้แน่นหน้าอกเป็นกำลัง ให้อุทธรลั่นอยู่เป็นนิจมิได้ขาด ถ้าเเลลักษณะเป็นดังที่กล่าวถึงมาแล้วมานี้ ฯ ถ้าเกิดจะแก้เอาสมออีกทั้ง ๓ มะขามป้อม ผลจู๋ม จันทน์ทั้งยัง ๒ โกญสอ โกฐเฉมา โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกญน้ำเต้า กฤษณา กระลำพัก แก่นสน กรักขี แก่นประดู่ รากขี้กาอีกทั้ง ๒ ใบสันพร้ามอน ใบคนทีสอ รากกระทแขนก รากทิ้งถ่อน รากผักหวาน ว่านน้ำ ไคร้หอม เท่าเทียมต้มตามวิธีให้รับประทาน แก้สันนิบาตอันบังเกิดเพื่อปิตตะสมุฏฐานโรค กล่าวอีกนัยหนึ่งดีรั่วนั้นหายยอดเยี่ยมนักฯสำหรับ คัมภีร์หมอแผนไทยแผนโบราณ ซึ่งสะสมโดยขุนโสภิตบรรณรักษ์ (อำพัน คำเล่าลือแผ่กว้าง) เขียนชื่อพักนี้เป็น โกฏ ทั้งสิ้น เช่นยาแก้คอแห้งในหนังสือเล่ม ๓ ตอนที่ว่าด้วยเสลดพิการและก็ยาแก้ ดังนี้ ยาแก้คอแห้งผาก แก้เสมหะเหนียว แก้อาเจียน เอาโกฏทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู หว้านน้ำ พรมมิ ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง ลูกราชดัด ขิง พริกไทย บดละลายน้ำท่าแทรกเกลือกิน แก้อ้วกละลายน้ำลูกยอต้มกิน
ส่วนในหนังสือศาสตร์วัณ์ณทุ่งนา – แบบเรียนแพทย์แบบเก่า
ซึ่งเรียบเรียงโดยนายสุ่ม วรกิจพิศาล ตามตำราของพระยาวิเศษศาสตร์ดำรง(หนู) ผู้เป็นบิดา บันทึกชื่อเครื่องยาหมู่นี้เป็น โกฏฐ์ ทั้งผอง ตัวอย่างเช่น ยาเทวดานิมิตรในเล่ม ๔ ดังต่อไปนี้ ถ้าเกิดจะเอายาชื่อเทวดานิมิตต์ขนานนี้ ท่านให้เอาโกฏฐ์สอ ๑ โกฏฐ์เชียง ๑ โกฏฐ์เขมา ๑ โกฏฐ์น้ำเต้า ๑ สมุลแว้ง ๑ อบเชย ๑ ขมิ้นเครือ ๑ แก่นสน ๑ สักขี ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ สิ่งละ ๒ ส่วน ดอกลำดวน ๑ กระดังงา ๑ ดอกจำปา ๑ สิ่งละ ๓ ส่วน จันทน์ทั้งยัง ๒ กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ ขอนดอก ๑ แก่นพรม ๑ ชะเอมเทศ ๑ หวายตะค้า ๑ ดอกคำฝอย ๑ เลือดแรด ๑ สารส้ม ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน การบูร ๑ พริกไทย ๑ สิ่งละ ๕ ส่วน แก่นแสมสมุทร ๑๖ ส่วน เบ็ญจข้าล ตามพิกัด ทำเป็นผงแล้วเอาแห้วหมูเป็นน้ำกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำเนื้อไม้ต้มแทรกพิมเสนให้กิน แก้โลหิตปกติโทษอันเกิดขึ้นแต่กระดูกนั้นหายยอดเยี่ยมนักแล
จึงเห็นได้ว่าหนังสือเรียนยาโบราณของไทยใช้ชื่อเครื่องในหมูนี้เป็น โกด โกฐ โกฏ หรือ โกฏฐ์ แตกต่างกันไปตามแต่จะเขียน เรื่องยาพิกัดนี้ทุกประเภทเป็นของที่มีพิกัดโกษฐ์กำเนิดในเมืองนอก รวมทั้งมีพ่อค้าฝรั่งนำเข้ามาขายในประเทศไทยเป็นเวลายาวนานแล้ว อย่างน้อยก็ก่อนยุคสมเด็จพระทุ่งนารายณ์มหาราช (พุทธศักราช ๒๑๗๕ – ๒๒๓๑) เนื่องจากว่าในหนังสือเรียนแพทย์แผนไทยซึ่ง หนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ได้อ้างถึง ๒ เล่ม คือตำราโรคนิทาน แล้วก็คัมภีร์มหาโชตรัต มียาที่เข้าเข้าพิกัดนี้จำนวนมากหลายขนาน และใหหลายขนานในตำราเรียนพระยาพระนารายณ์เอง แต่ว่าชื่อเครื่องยาหมู่นี้ควรเขียนเป็นเยี่ยงไร มีที่มาและก็ความหมายยังไง นอกนั้นเครื่องยาหมู่นี้บางประเภทเป็นอย่างไร มีที่มาที่ไปยังไงอย่างเป็นข้อแย้งที่ยังหาผลสรุปไม่ได้
สาเหตุของคำ โกษฐ์
โกษฐ์ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ . ๒๕๔๒ เลือกเก็บคำ โกฐ ไว้โดยนิยามดังต่อไปนี้ โกฐ (โกด) น. ชื่อยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้จากส่วนต่างๆของพืช มีหลายแบบ ตำราเรียนยาแผนโบราณเขียนเป็น โกฎ โกฏ โกฏฐ์ โกด หรือ โกษฐ์ ก็มี (เปรียญโกฏฐ) คำ โกฐ ที่ราชบัณฑิตยสถาน (โดยนักปราชญ์ทางบาลี-สันสกฤต) เลือกเก็บไว้นั้น มีในภาษาสันสกฤตจริง แต่ว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกสมุนไพรชนิดหนึ่งซึ่งแพทย์แผนไทยเรียกโกฐกระดูก (kut หรือ kuth ) จึงน่าจะเป็นสาเหตุของการเลือกเก็บคำ โกฐ ของราชบัณฑิตยสถาน อย่างไรก็แล้วแต่ คำ โกฐ นี้มีความหมายว่าโรคเรื้อน ส่วนคำ โกฏฐ ในภาษาบาลีแปลว่า ลำไส้ พุง คำทั้งยัง ๒ คำนี้ ไม่น่าจะเป็นชื่อพิกัดเครื่องยาสมุนไพร นอกนั้น คำที่อ่านออกเสียงว่า โกด เขียนได้อีกหลายแบบ แต่ก็บอกคำจำกัดความที่แตกต่าง ดังเช่นโกส แปลว่า ผอบ; แสดงว่าผอมบางมาตราวัดความยาวเท่ากับ ๕๐๐ ชั่วธนู
โกฏิ มีความหมายว่า ๑๐ ล้าน
โกษ แสดงว่า อัณฑะ
โกศ แสดงว่า ที่ใส่ศพนั่ง , ที่ใส่กระดูกผี ฝัก , กระพุ้ง, คลังเก็บของ คำที่ออกเสียง โกด ที่ใช้เรียกชื่อและก็พิกัดเครื่องยาสมุนไพรควรจะเขียนอย่างไรนั้น คงจะสืบสวนหาต้นเหตุของคำนี้ แล้วเขียนให้ถูกต้อง ให้ตรงหรือใกล้เคียงกับคำในภาษาเดิมให้สูงที่สุด เพื่อให้คงความหมายเดิมให้สูงที่สุด น่าสังเกตว่า เรื่องยาสมุนไพรพิกัดมีทั้งปวงเป็นเครื่องยาเทศหรือเครื่องยาจีน เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันว่าเป็นของดีรวมทั้งใช้กันมาในประเทศถิ่นเกิดและก็ประเทศใกล้เคียง แล้วก็คำที่ออกเสียงแบบนี้ในภาษาไทยไม่มีคำไหนที่สื่อความหมายเกี่ยวกับยาหรือการบำบัดรักษาเลย คำนี้จึงน่าจะเป็นคำในภาษาอื่น อาจเป็นภาษาจีนหรือภาษาแขก เพราะเหตุว่าอายุรเวทซึ่งปรับปรุงขึ้นในชมพูทวีปและการแพทย์แผนจีนทรงอิทธิพลอย่างมากในการพัฒนาการแพทย์ทางด้านการแพทย์และเภสัชกรรมแผนหมอแผนไทยมาแม้กระนั้นโบราณ แม้กระนั้นคำที่ออกเสียงตัวสะกดแม่กดนั้นไม่มีใช้ในภาษาจีน เพราะฉะนั้น คำที่ออกเสียง โกด จึงน่าจะมีที่มาจากภาษาพื้นเมืองใดในประเทศอินเดียหรือเปอร์เซียในคัมภีร์อายุรเวทของประเทศอินเดีย มีคำ kuth หรือ kuth root เป็นชื่อเครื่องยาประเภทหนึ่งในภาษาถิ่นของประเทศกัษไม่ระ และตำราฯว่ามีรากศัพท์มาจากคำ kusta ในภาษาประเทศอิหร่านหรืออิหร่าน ส่วนภาษาสันสกฤตเป็น kushta ภาษาฮินดีแล้วก็เบงกาลีเป็น kut ภาษาร้ายกาจเป็น kostum หรือ goshtam ตำรายาไทยเรียกเครื่องยาชนิดนี้ว่า โกษฐ์กระดูก (costus) จึงได้ข้อยุติในในขั้นแรกว่าคำ โกษฐ์ นี้น่าจะมาจากภาษาเปอร์เซีย รวมทั้งคำนี้สื่อความหมายอย่างไร
ความหมายของคำ โกษฐ์
เมื่อคำ โกษฐ์ เป็นคำในภาษาเปอร์เซีย ก็เลยจำต้องค้นหาความหมายของคำในภาษาอิหร่าน โดยยิ่งไปกว่านั้นคำในภาษาดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วที่ใช้กับยาบำบัดโรคในคู่มืออูนานิ (Unani) แพทย์โอนามิภายหลังที่ได้อุตสาหะค้นหาความหมายของคำนี้มาเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี เร็วๆนี้เองก็เลยได้พบคำนี้ในหนังสือเก่าชื่อ ตำรายาที่การแพทย์ทิศตะวันออกของแฮมดาร์ด (Hamdard Pharmacopoeia of Eastern Medicine) เรียบเรียงข้อแนะนำของสภาที่ปรึกษาทางเภสัชศาสตร์แห่งแฮมดาร์ด (The Pharmaceutical Advisory Council of Hamdard) มีนาย ฮะกิม อับดุล ฮาเมด (Hakim Abdul Hamed) เป็นประธาน และนายฮากิม โมฮัมเมด ซาเหนื่อย (Hakim Mohammed Said) เป็นบรรณาธิการ (หนังสือมิได้กำหนดปีที่พิมพ์และสำนักพิมพ์) ในตำราเรียนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ๒๒๒ มียาหมวดหนึ่งเรียก kushta เขียนไว้ดังนี้
kushta is the past participle of kushtan (Persian for to kill) kushta therefore means killed or conquered In the Tibbi terminology kushta is employed for a medicine that used in small quantities and one that is immediately effective A kushta is a blend of metallic oxides , non-metals and their compounds, or minerals The ingredients are oxidized through the action of heat-a process that is rather specialized.The preparation of kushta results in the efficacy of a medicine and, after effecting its entry into the body the kushta discharges its curative role promptly and effectively.
ก็เลยสรุปได้ว่า คำนี้เป็นคำในภาษาเปอร์เซีย แสดงว่า ฆ่า ปราบ กำจัด ทําให้หายไป เทียบเสียงเป็น kushta และควรเทียบเคียงเป็นภาษาไทยว่า โกษฐ์ จึงจะตรงกับคำในภาษาเดิมเยอะที่สุด และก็บอกคำจำกัดความที่ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้ คำ โกษฐ์ นี้อาจจะเข้ามาสู่อาณาจักรประเทศไทยพร้อมๆกับวัฒนธรรมอื่นๆของอิหร่าน รวมทั้งการแพทย์โบราณที่ประเทศไทยคงจะยืมคำนี้มาใช้เรียกเครื่องยาหลายชนิด ซึ่งแม้ว่าจะใช้เพลงจำนวนนิดหน่อย แต่ก็ทรงพลังสำหรับเพื่อการบรรเทาโรคในช่วงช่วงเวลาสั้นๆ
โกษฐ์ที่ใช้ในยาไทย
แพทย์แผนไทยรู้จักในเครื่องยาจีนและก็เครื่องยาเทศหลายแบบในยาไทย การแสดงให้มองเห็นภูมิปัญญาอันฉลาดหลักแหลมปราดเปรื่องพิกัดโกษฐ์ของบรรพบุรุษไทยที่รู้จักใช้ของดีๆของต่างประเทศในยาไทย เครื่องยาพวกนี้หลายชนิดเรียก โกษฐ์ โดยจัดเป็นพิกัดตัวยาเป็น โกษฐ์ทั้ง ๕ โกษฐ์ อีกทั้ง ๗ โกษฐ์ อีกทั้ง ๙ แล้วก็โกษฐ์พิเศษ ยิ่งกว่านั้นยังมีกดอีกหลายอย่างที่มิได้จะเข้าไว้ในพิกัดตัวยาเรียกโกษฐ์นอกพิกัด
ตารางที่๒ เครื่องยาในพิกัดโกษฐ์
เครื่องยา
ชื่อพฤษศาสตร์ของที่มาที่ไป สกุล             ส่วนของพืช
โกษฐ์เชียง              Angelica sinensis (Oliv.) Diels      Umbelliferae     รากแห้ง
โกษฐ์สอ Angelica dahurica (Fisch. Ex Hoffm.)
Benth. Hook.f. ex France&Sav.
Umbelliferae     รากแห้ง
โกษฐ์หัวบัว            Ligusticum sinense Oliv. cv. Chuanxiong                Umbelliferae     เหง้าแห้ง
โกษฐ์เฉมา    Atractylodes lancea (Thunb.) DC.              Compositae        เหง้าแห้ง
โกษฐ์จุฬาลัมพา    Artemisia annua L.           Compositae        ใบรวมทั้งเรือนยอดที่-มีดอก
โกษฐ์ก้านพร้าว     Picrorhiza kurrooa Royle ex Benh.            Scrophulariaceae             เหง้าแห้ง
โกษฐ์กระดูก          Saussurea lappa Clarke  Compositae        เหง้าแห้ง
โกษฐ์พุงปลา         Terminalia chebula Retz.               Combretaceae  ปุ่มหูดที่กิ่งอ่อนรวมทั้งใบ
โกษฐ์ชฎามังษี       Nardistachys grandiflora DC.       Valerianaceae   รากแล้วก็เหง้าแห้ง
โกษฐ์กะเกลือก        Strychnos nux-vomica L.               Loganiaceae       เมล็ดแก่จัดเหง้าแห้ง
โกษฐ์กรักกรา        Pistacia chinensis Bunge spp. Integerrima (Stew. Ex Brandis) Rech.f. Anacardiaceae         ปุ่มหูดที่กิ่งอ่อน
โกษฐ์น้ำเต้า           Rheum officinale Baill. หรือ R.palmatum L. หรือ R. tanguticum (Maxim.) Maxim. Ex Regel  Polyganaceae    รากรวมทั้งเหง้าแห้ง
โกฐทั้งยัง ๕ (เบญจโกษฐ์) เป็นพิกัดเครื่องยาไทยตัวอย่างเช่น โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เฉมา แล้วก็โกษฐ์จุฬาลัมพา ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่ายาหมู่นี้มีคุณประโยชน์โดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก ชูกำลัง บำรุงโลหิต รวมทั้งแก้ลมในกองธาตุ โกษฐ์ทั้งยัง ๕ นี้เป็นเครื่องยาจีนที่มีขายในประเทศไทยมาแต่โบราณ ยิ่งกว่านั้นยังเป็นเครื่องยาที่ใช้มากมายทั้งในสมัยก่อนรวมทั้งยาไทย
โกษฐ์ อีกทั้ง ๗ (สัตตโกษฐ์) เป็นพิกัดตัวยา ประกอบด้วยเรื่องยา ๗ จำพวก คือโกษฐ์อีกทั้ง (โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เขมา และโกษฐ์จุฬาลัมพา ) โกษฐ์ก้านพร้าว และ โกษฐ์กระดูกอีก ๒ ชนิด แบบเรียนโมคุณประโยชน์ยาโบราณว่ายาหมู่นี้มีสรรพคุณโดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ลมในกองธาตุ แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบสะอึก และบำรุงกระดูกโกษฐ์ทั้ง ๙ (เนาวโกษฐ์)
เป็นพิกัดตัวยา ประกอบด้วยโกษฐ์ทั้งยัง๗ (โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เขมา และโกษฐ์จุฬาลัมพา โกษฐ์ก้านพร้าว โกษฐ์กระดูก) กับ โกษฐ์ชฎามังษีและโกษฐ์พุงปลาอีก ๒ จำพวก ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่าย่าโมนี้มีคุณประโยชน์โดยรวมแก้ไข้ แก้โรคหืดหอบไอ แก้ไข้จับสั่น แก้พิษร้อน แก้อารมณ์เสียดแทงชายโครง กระจัดกระจายลมในกองริดสีดวง แก้ลมในกองเสมหะ แก้สะอึก แก้ไข้ในกองอติเตียนสาร แก้โรคในปาก กระจายหนอง ฆ่าพยาธิ แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับโลหิตร้ายอันเกิดแต่ว่ากองปิตตะสมุฏฐาน
โกษฐ์พิเศษ
มีเครื่องยา ๓ ชนิด ตัวอย่างเช่น โกษฐ์กะเกลือก โกษฐ์กักกรา และโกษฐ์น้ำเต้า พิกัดโกษฐ์นี้มีคุณประโยชน์โดยรวมแก้โรคในปากในคอ ขับพยาธิ แก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้ในกองอว่ากล่าวสาร แก้ริดสีดวงทวาร ขับลมในไส้ แก้หนองใน ขับเมนส์ร้าย เพื่อช่วยทำให้นักเรียนวิชาการปรุงยาแผนไทยจำชื่อโกษฐ์ทั้งหมดทั้งปวงได้ มหากัน สิกขรชาติ ได้เขียนกลอนช่วยกันจำเกี่ยวกับโกษฐ์จำพวกต่างๆในพิกัดยาไทยเรียงตามลำดับดังนี้
เชียงสอขอหัวบัว เฉมาเลวทรามลักจุฬา
ก้านพร้าวเผากระดูก พุงปลาปลูกภายในชฎา
กะกลิ้งแล้วก็กรักกรา โกษฐ์น้ําเต้าตามสาเหตุ
โกษฐ์เชียง
โกษฐ์เชียงเป็นรากแห้งของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Angelica sinensis (Oliv.) Diels วงศ์ Umbelliferae คำว่า เชียง แปลได้หลายสิ่งหลายอย่าง อย่างเช่น หมายความว่าผู้ที่มาจากเมือง หรือเมือง (ที่อยู่ริมน้ำ) ก็ได้ แต่ว่าในที่นี้หมายความว่า (มาจาก) ที่สูง มีชื่อพ้อง Angelica polymorpha Maxim. var. sinensis Oliv.จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า ตังกุย มีชื่อสามัญว่า Chinese angelica พืชที่ให้โกษฐ์เชียงเป็นไม้ล้มลุกอายุยาวนานหลายปีสูง ๔๐-๑๐๐ เซนติเมตร ร่างอวบดก รูปทรงกระบอก แยกเป็นรากกิ่งก้านสาขาหลายราก มีกลิ่นหอมสดชื่นแรงเฉพาะ ลำต้นตั้งตรง สีเขียวอมม่วง ใบหยักลึกแบบขนสามชั้น รูปไข่ (ตามแนวเส้นรอบนอก) ขนาดกว้าง ๒๕ เซนติเมตร ยาว ๓๐ เซนติเมตร แฉกใบมีก้านเห็นได้ชัดเจน
รูปไข่ถึงรูปใบหอก ปนรูปไข่ กว้าง ๐.๘-๒.๕ ซม. ยาว ๒-๒.๓ เซนติเมตร ขอบหยักฟันเลื่อยแบบไม่สม่ำเสมอ มักแยกเป็นแฉกย่อย ๒-๓ แฉก แผ่นใบเรียบ (ละเว้นรอบๆเส้นใบ) ก้านใบยาว ๕-๒๐ เซนติเมตร โคนแผ่นเป็นกาบแคบๆสีอมม่วง ดอกออกเป็นช่อซี่ร่ม ออกตามปลายกิ่งหรือออกด้านข้างตามซอกใบ ก้านช่อยาว ๘-๑๐ เซนติเมตร ใบตกแต่งมี ๐-๒ ใบ รูปแถบ มีช่อซี่ร่มย่อยขนาดแตกต่างกัน ๑๐-๓๐ ช่อ ใบประดับย่อยมี ๒-๔ ใบ รูปแถบ ยาวได้ถึง ๕ มม. ช่อซี่ร่มมีดอกย่อยสีขาว (บางคราวสีแดงอมม่วง) ๑๓-๓๕ ดอก กลีบเลี้ยงฝ่อ รูปไข่กลับ ปลายเว้าตื้น ฐานก้านเกสรเพศเมียกลมแบน ขอบแผลปีกยื่นออก ผลได้ผลสำเร็จแบบผักชี ข้างล่างแบนข้าง รูปขอบขนานปนรูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง ๓-๔ ไม่ลลิเมคร ยาว ๔-๖ มม. สันด้านล่างครึ้มแคบ ด้านข้างมีปีกบาง กว้างราวความกว้างของผล มีท่อน้ำมัน ๑ ท่อต่อ ๑ ร่อง แต่มี ๒ ท่อตรงแนวเชื่อม พืชจำพวกนี้มีเขตการกระจายประเภทในป่าดิบ ตามเทือกเขาสูงทางภาคกลางของเมืองจีน คือรอบๆบริเวณกานซู หูเปย์ ซานซี ซื่อชักชวน (เสฉวน) รวมทั้งหยุยงนหนาน (ยูนนาน) เจอขึ้นในที่สูงจากระดับน้ำทะเล ๒๕๐๐-๓๐๐๐ เมตร มีดอกในมิถานายนถึงก.ค. สำเร็จในเดือนกรกฎาคมถึงกันคุณยายน พืชประเภทนี้ถูกปรับปรุงสายพันธุ์เป็นพืชพืชปลูกภายในเมืองจีนมานานนับพันปีแล้ว ปัจจุบันนี้ปลูกเป็นพืชอาสินในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี รวมทั้งเวียดนาม
โกษฐ์เชียงเป็นรากแห้ง แบบอย่างทรงกระบอก ปลายแยกเป็นกิ้งก้าน ๓-๕ แขนง หรือมากกว่า ยาว ๑๕-๒๕ เซนติเมตร ผิวนอกสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาล มีรอยย่นตามแนวยาว รอยช่องอากาศตามแนวขวาง ผิวไม่เรียบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๕-๔ เซนติเมตร มีแอนนูลัส ปลายมนรวมทั้งกลม มีร่องรอยส่วนโคนต้นแล้วก็จากใบสีม่วงหรือสีเขียวอมเหลือง รากกิ้งก้าน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด ๐.๓-๑ ซม. ตอนบนดกตอนล่างเรียวเล็ก ส่วนใหญ่บิด มีแผลที่เกิดขึ้นมาจากรากฝอย เนื้อเหนียว รอยหักสีขาวหรือสีน้ำตาลอมเหลือง เปลือกรากหนา มีร่องแลกจุดหลายชิ้น ส่วนเนื้อรากสีจางกว่า มีวงแคมเบียมสีน้ำตาลอมเหลือง มีกลิ่นหอมสดชื่นแรง รสหวาน ฉุน รวมทั้งขมเล็กน้อย
ชาวจีนนิยมใช้ โกษฐ์เชียง เป็นเครื่องยาในยาขนาดต่างๆไม่น้อยเลยทีเดียว ด้อยกว่าก็แม้กระนั้นชะเอม (licorice) เพียงแค่นั้น จีนใช้ขวดเชียงไม่เหมือนกันคือ รากหลักที่จีนเรียก (ตัง) กุยเท้า (สำเนียงแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ส่วนรากแขนงน้ำจีนเรียก (ตัง) กุยบ๊วย (สำเนียงแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยาขับระดู แพทย์แผนจีนใช้เครื่องยาจำพวกนี้ในยาเกี่ยวกับโรคเฉพาะสตรี เช่น ยาขับระดู ยาโรคตีขึ้น แก้ไข้บนกระดานไฟ เกี่ยวกับอาการเลือดออกทุกหมวดหมู่ แก้หวัด แก้ท้องเฟ้อ ท้องอืดท้องเฟ้อ ตกมูกเลือด ขนาดที่ใช้คือ ๓-๙ กรัม สตรีจีนนิยมใช้โกษฐ์เชียงเป็นยากระตุ้น ของลับ เพื่อปฏิบัติผัวได้ดีรวมทั้งเมื่อมีให้มีลูกดก โกษฐ์เชียงที่ขายตามร้านขายยาเครื่องยาสมุนไพรมักเป็น(ตัง) กุยบ๊วย หนังสือเรียนสมบูรณ์ยาโบราณว่าโกษฐ์เชียงมีกลิ่นหอมยวนใจ รสหวานขม แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ทิ่มแทงสองราวข้าง โกษฐ์นี้เป็นโกษฐ์ประเภทหนึ่งในพิกัดโกษฐ์[/url]อีกทั้ง ๕ โกษฐ์ทั้ง ๗ และโกษฐ์ทั้งยัง ๙ โกษฐ์เชียงน้ำมันระเหยง่ายอยู่ราวร้อยละ ๐.๑-๐.๓ ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารเชฟโรล (safrole) สารไอโซเซฟโรล (isosafrole) สารคาร์วาครอล (carvacrol) ฯลฯ นอกจากน้ำมันระเหยง่ายแล้วยังมีสารอื่นๆอีกหลายชนิด ดังเช่นว่า สาร ไลกัสติไลค์ (ligustilide) กรดเฟรูลิก (ferulic acid) กรด เอ็น-วาเลอโรฟีโนน-โอ-คาร์บอกสิลิก(n-valerophenone-O-carboxylic acid)
โกษฐ์สอ
เป็นรากแห้งของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Angelica dahurica (Fisch ex Hoffm.) Benth & Hook.f. ex Franch , Sav. ในสกุล Umbelliferaeมีชื่อพ้องหลายชื่อ ตัวอย่างเช่น Callisace dahurica Franch & Sav., Angelica macrocarpa H.Wolff, Angelica porphyrocaulis Nakai &Kitag.,Angelica tschiliensis H.Wolff คำ สอ เป็นภาษาเขมรแปลว่าขาว หนังสือเรียนโบราณลางเล่มเรียกเครื่องยานี้ว่า โกษฐ์สอจีน จีนเรียก พ่อยจื่อ (สำเนียงแมนดาริน) เปะจี้ (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีชื่อสามัญว่า Dahurain angelica พืชที่ให้โกษฐ์สอเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง ๑.-๒.๕๐ เมตร รากอ้วนใหญ่ เนื้อแข็ง รูปกรวยยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓-๕ เซนติเมตร บางทีอาจยาวได้ถึง ๓๐ ซม. หรือมากกว่า อาจแยกกิ่งก้านสาขาตรงปลาย มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะ ลำต้นตั้งชัน อ้วนสั้น โคนต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒-๕ เซนติเมตร (หรือมากยิ่งกว่า) มีสีม่วงแต้มเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก หรือหยักลึกแบบขน ๓ ชั้น แผ่นใบรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม (ตามแนวเส้นรอบนอก) กว้างถึง ๔๐ เซนติเมตร ยาวถึง ๕๐ ซม. แฉกใบไม่มีก้าน รูปรีแคบถึงรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง ๑-๔ ซม. ยาว ๔-๑๐ ซม. ปลายแหลม โคนเป็นครีบน้อย ขอบหยักฟันเลื่อยห่างๆก้านใบยาว โคนแผ่เป็นปีก ใบด้านบนรถรูปเหลือเพียงกาบที่เกือบจะไม่มีแผ่นใบ ดอกเป็นดอกช่อซี่ร่มย่อยขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐-๓๐ เซนติเมตร สีขาว ใบประดับประดามี ๐-๒ ใบ คล้ายกาบ ป่องออกหุ้มห่อช่อดอกเมื่อยังอ่อนอยู่ มีซี่ร่มย่อย ๑๘-๔๐ (หรือบางโอกาสถึง ๗๐) มีขนสั้นๆใบตกแต่งย่อยมี ๑๔- ๑๖ ใบ รูปใบหอกแกมรูปแถบ ยาวเกือบจะเท่าดอกย่อย กลีบเลี้ยงฝ่อ กลีบดอกไม้มี ๕ กลีบ รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ปลายเว้าตื้น ฐานก้านเกสรเพศเมียกลมแบน ขอบแผลปีกยื่นออก ผลสำเร็จแผนผักชี ด้านล่างแบนราบ รูปรีกว้าง กว้างถึง ๔-๖ ซม. ยาว ๔-๗ เซความกำหนัดเมตร สันด้านล่างครึ้มกว่าร่อง สันข้างๆแผ่เป็นปีกกว้าง มีท่อน้ำมัน ๑ ท่อต่อ ๑ ร่อง แต่ว่ามี ๒ ท่อ ตรงแนวเชื่อม ดอกบานราวเดือนกรกฎาคมอาจจะถึงสิงหาคม รวมทั้งได้ผลสำเร็จราวเดือนสิงหาคมถึงกันคุณยายน พืชนี้มีเขต ผู้กระทำระจายชนิดในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี แล้วก็รัสเซีย (ไซบีเรีย) พันธุ์ที่พบทางภาคอีสานของประเทศจีนเป็นชนิด A. dahurica (Fisch. ex Hoffm.) Benth. & Hook.f. ex Franch. & Sav. var dahurica มากขึ้นจากภูเขาสูงแล้วก็ชื้น ในซอกเขา ชายน้ำ และป่าเขา โดยยิ่งไปกว่านั้นบริเวณเหอเปย์ เฮย์หลงเจียง จี๋หลิน เหนียวหนิง และระเบียงซี พันธุ์นี้ได้รับการพัฒนาเป็นพืชปลูก ที่นิยมกันมากมาย สายพันธุ์ เป็น สายพันธุ์ A dahurica cv.Oibaizhi (ปลูกมากที่บริเวณเหอหนาน)
ส่วนจำพวกที่เจอทางภาคเหนือของเกาะไต้หวันเป็น A.dahurica (Fisch. ex Hoffm.)Benth. & Hook.f. ex Franch. & Sav. var. formosana (H. Boissieu) ชนิดนี้รังไข่และผลมีขน ซึ่งจะต่างจากจำพวกทางภาคเหนือ ประเภทนี้กฌได้รับการพะฒทุ่งนาเป็นพิชปลูกเหมือนกัน และก็ที่นิยมนำมาปลูกกันมากมายมี ๒ สายพันธุ์เป็น สายพันธุ์ A. dahurica cv. Hangbaizhi (ปลูกมากที่มณฑลฝูเจี้ยนหรือฮกเกี้ยน เจียงซู เจ้อเจียง และก็ถลายวาน) สายพันธุ์ A. dahurica cv.Chuanbaizhi (ปลูกมากมายที่เขตซื่อเชื้อเชิญ รากของพืชนี้จะถูกขุดขึ้นมาในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงเมื่อต้นเริ่มเฉาแล้วก็ใบเริ่มกลายเป็นสีเหลือง แล้วต่อจากนั้นนำมาล้างน้ำให้สะอาด ตัดรากแขนงออก แล้วตากแดดหรือตากในที่ร่มจนกระทั่งแห้งสนิท หมอแผนไทยเรียกรากแห้งที่ได้ว่า โกษฐ์สอ โกษฐ์สอเป็นรากแห้งรูปกรวย ยาว ๑๐-๒๕ เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๕-๒.๕ ซม. เกือบจะกลมหรือเป็นสี่เหลี่ยม ปลายมนหรือมีรอยหัก ข้างนอกสีน้ำตาลอมเทาหรือสีน้ำตาลอมเหลือง มีรอยย่นตามแนวยาว มีรอยแผลเป็นของรากแขนง คล้ายช่องอากาศนูนขึ้นมาตามแนวขวาง เรียงเป็นแถวตามยาว ๔ แถว โคนรากมีรอยแผลเป็นของลำต้น เนื้อรากแน่น รอยหักสีขาวหรือสีขาวอมเทา วงแคมเบียมสี

45
อื่นๆ / ชีววิทยาของหมูป่า
« เมื่อ: มีนาคม 03, 2019, 04:26:39 AM »

หมูป่า
หมูป่าเป็นสัตว์กินนม กีบคู่
มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Sus scrofa Linnaeus
จัดอยู่ในตระกูล Suidae
มีชื่อสามัญว่า common wild pig หมูโหดร้ายก็เรียก
ชีววิทยาของหมูป่า
หมูป่ามีรูปร่างเพรียว ขนาดวัดจากปลายจมูกถึงโคนหางยาวราว ๑.๕๐ เมตร หางยาวราว ๒๐ ซม. น้ำหนักตัว ๗๕-๑๐๐ โล ความสูงตอนไหล่ ๖๐-๗๕ เซนติเมตร บริเวณไหล่และก็อกใหญ่ เรียวไปทางด้านท้ายของลำตัว ขาเล็กเรียว ใช้สำหรับรื้อฟื้นหาอาหารใต้ดิน ขนยาว หยาบ แข็ง สีน้ำตาลเข้มหรือสีดำผสมเทา หรือสีดำแซมขาว มีขนยาวเป็นแผงบนสันคอแล้วก็หลัง ขนบริเวณดังที่กล่าวมาข้างต้นนี้จะตั้งชันขึ้นเมื่อตกอกตกใจหรือเมื่อต่อสู้กับศัตรู เขี้ยวมีลักษณะยาว คมมาก โค้งงอนขึ้นไปนอกปาก ใช้เป็นอาวุธป้องกันภัย บางตัวอาจมีเขี้ยวยาวถึง ๖ นิ้ว จมูกไว หูไว ถูกใจอาศัยตามป่าเปียกชื้น ที่ราบตามไหล่เขา หรือรอบๆหนอง อยู่เป็นฝูง ออกหากินเช้าตรู่หรือเย็น และก็กลางคืน ตอนกลางวันมักหลบอยู่ตามพุ่งไม้ ตามปลักตม หรือลำธาร ชอบเกลือกปลักโคลนตม เพศผู้ที่แก่กๆจะแยกออกไปพบกินตามลำพังทลาย เรียก หมูป่าโทน หรือ หมูโทน ตัวเมียอายุมากๆเป็นจ่าฝูง ในฤดูผสมพันธุ์เพศผู้ต่อสู้กัน และจะดุร้ายเมื่อบาดเจ็บ หมูป่าแม่ลูกอ่อนจะดุร้ายกว่าปรกติและก็จะหวงลูกมากมาย ชอบขุดคุ้ยดินหาอาหาร กินได้ทั้งยังพืชและสัตว์ อย่างเช่น ผลไม้ ข้าวโพด เผือก มัน งู หนู ไส้เดือน กบ เขียด ปลา หมูป่าสืบพันธุ์ได้ตลอดทั้งปี แม้กระนั้นสืบพันธุ์กันถี่ที่สุดในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม เริ่มโตสืบพันธุ์ได้เมื่ออายุ ๘-๑๐ เดือน ท้องนาน ๑๑๕ วัน ตามปกติตกลูกทีละ ๔-๘ ตัว ลูกหย่านมเมื่ออายุ ๓-๔ เดือน หมูป่าอายุยืนราว ๑๕ ปี

คุณประโยชน์ทางยา
แพทย์แผนไทยรู้จักใช้หนังหมูป่า ดีหมูป่า และเขี้ยวหมูป่าเป็นเครื่องยา ดังต่อไปนี้
๑. หนังหมูป่า ได้แก่ ยาต้มแก้สันนิบาตเลือดขนานหนึ่งใน พระคัมภีร์ชวดาร เข้า “หนังหมุหยาบคาย” เป็นเครื่องยาด้วย ดังนี้ ยานั้นลุกลีการเปนยาดับพิษลมพิษเสมหะอันร้อนนอนไม่หลับบริโภคของกินไม่ได้ ให้แต่งยาต้มรับประทานตอนเวลาเช้า เอาหีบลม ๑ หนังหมูหยาบคาย ๑ รากเจ็ตมูลไฟแดง ๑ รากช้าพลู ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ข่า ๕ บาท ดอกคำ ๑๐ สลึง เทียนดำ ๒ บาท ผลกระดอม ๑ ก้านสะเดา ๑ ผลสมอเทศ ๑ ผลสมอไทย ๑ ผลสมอพิเภก ๑ ยาเช้าตรู่เย็นเหนือ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ดอกบัวแดง ๑ ดอกบัวขาว ๑ ดอกบัวขาว ๑ ดอกบัวเผื่อน ๑ ดอกพิกุล ๑ ดอกบุนนาค ๑ ดอกสารภี ๑ เอาสิ่งละ ๖ สลึง ต้มด้วยน้ำเถาวัลย์เปรียงแซกดีเกลือตามกำลังวัน รับประทานชำระเม็ดยอดตกลิ้น แล้วจึงประกอบยามหาสมมิทใหญ่ แก้ไข้แก้ลม ให้รับประทานเปนคู่กับยาต้ม
๒. ดีหมูป่า เป็นต้นว่า ยาขนานหนึ่งชื่อ “ยาประสานทอง” ใน พระคู่มือปฐมจินดาร์ เข้า “ดีหมูหยาบคาย” เป็นเครื่องยาด้วย ดังต่อไปนี้
ยาชื่อผสานทองคำ ขนานนี้ท่านให้เอา ชะมดสด ๑ ชะมดเช็ด ๑ เอาสิ่งละ ๑ เฟื้อง พิมเสน ๑ สลึง กรุงเขมา ๑ อำพัน ๑ ดอกบุนนาค ๑ น้ำประสานทอง ๑ ลิ้นสมุทรปิ้งไฟ ๑ เอาสิ่งละ ๒ สลึง ตรีกฏุก ๑ โกศทั้ง ๙ เทียนทั้งยัง ๕ ผลจันทน์ ๑ ดอกจันทน์ ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ จันทน์ทั้ง ๒ กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ ชะลูด ๑ ขอนดอก ๑ เปราะหอม ๑ ผลราชดัด ๑ ผลสารพัดพิษ ๑ พญารากขาว ๑ ปลาไหลเผือก ๑ ตุมกาอีกทั้ง ๒ ระอุคะ ๑ มหาสดำ ๑ มหาละลาย ๑ รากท้อถอยม ๑ รากไคร้เครือ ๑ ว่านกีบแรด ๑ ว่านร่อนทอง ๑ ว่านน้ำ ๑ แสนประสะต้น ๑ แสนประสะเครือ ๑ เหล้ามฤตย์ ๑ อบเชยเทศ ๑ เอาสิ่งละ ๑ บาท ทองคำเปลว ๒๐ แผ่น รวมยา ๖๑ สิ่งนี้ปฏิบัติเปนจุณ แล้วเอาดีงูเหลือม ๑ ดีตะไข้ ๑ ดีตะพาบ ๑ ดีหมูป่าเถื่อน ๑ ดีปลาช่อน ๑ ดีนกยูง ๑ ดีอีกทั้ง ๖ นี้แซก เอาน้ำเปนกระสาย บดปั้นแท่งไว้ แก้พิษทราง แลแก้ไข้สันนิบาต ละลายน้ำดอกไม้กิน ถ้าแก้พิษไข้ทรพิษ พิษฝีดวงเดียว พิษงูร้ายละลายสุรากิน ทุกสิ่งประสิทธิ์ดีนัก
๓. เขี้ยวหมูป่า เป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดไทยที่เรียก “นวเขี้ยว” หรือ “เนาวเขี้ยว” ได้แก่ เขี้ยวหมูป่า เขี้ยวหมี เขี้ยวเสือ เขี้ยวแรด เขี้ยวหมาป่า เขี้ยวปลาพะยูน เขี้ยวตะไข้ เขี้ยวเลียงหน้าผา รวมทั้งงา (มอง คู่มือการปรุงยาแผนไทย เล่ม๑ น้ำกระสายยา)

หน้า: 1 2 [3] 4 5 ... 9