แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9
46

เครื่องปรุง(คณาเภสัช)
ชนิดส่วนเดียวกันของพืชมากกว่า ๑ จำพวกใช้ร่วมกัน เครื่องปรุงนี้ส่วนใหญ่เป็น “จุลพิกัด”โบราณแบ่งจุดพิกัดออกเป็น ๕ ชนิด คือ ประเภทมีชื่อเช่นกันแต่ว่าต่างแดนที่เกิด ชนิดมีชื่อเหมือนกันไม่เหมือนกันสีกันเครื่องปรุงคณาเภสัชจำพวกมีชื่อเหมือนกันแต่ว่าต่างขนาดกัน ชนิดมีชื่อเหมือนกันต่างกันจำพวกกัน รวมทั้งชนิดมีชื่อเช่นกันแต่ต่างรสกัน
(คณาเภสัช)
ครอบทั้งยัง ๓ – ต้น บำรุงเลือดและขับลม
ครอบถัง ๓ – ใบ บ่มหนองให้แตกเร็ว
รอบทั้ง ๓ – ราก แก้ลมแล้วก็ดี บำรุงธาตุ แก้มุตกิด แก้ไอ แก้ไข้ซูบผอมเหลือง บำรุงกำลัง

ชบาทั้งยัง ๒ – ราก แก้ฝี แก้ฟกบวม ขับน้ำย่อยของกิน ทำให้อาหารมีรส
ตุๆมกาอีกทั้ง ๒ – เถา แก้ไข้เพื่อเสลด บำรุงธาตุไฟ ให้รับรสอาหาร ขับลมผาย ทำให้อุจจาระงวด แก้ริดสีดวง
ตุๆมกาทั้ง ๒ – ราก แก้พิษงู ถอนพิษงู
เหม็นตุมกาทั้งยัง ๓ – เปลือกต้น แก้พิษงู ถอนพิษงู
เถามวกเครื่องปรุงคณาเภสัชอีกทั้ง๒ – เถา แก้ท้องเดิน แก้ลงแดง บำรุงเลือด
มะแว้งทั้งยัง ๒ – ผล แก้เสมหะ แล้วก็ขับเสมหะให้ตก แก้ไอ แก้ไข้สันนิบาต แก้น้ำลายเหนียว กัดเสมหะ ขับเยี่ยว
เสม็ดทั้ง ๒ – ใบ แก้เคล็ดยฟกบวม แก้ปวดท้อง หางกระรอกอีกทั้ง ๓ – ราก แก้พิษงูขบกัด
หางไหลทั้งยัง๒ – เถา ถ่ายเส้น ถ่ายลม ถ่ายเสลดและก็เลือด

Tags : เครื่องปรุง(คณาเภสัช)

47

พิกัดเกสร
คำว่า เกสร หรือที่โบราณใช้เป็น เกษร นั้น สื่อความหมายที่เกี่ยวกับดอกไม้ บางทีอาจหมายถึงส่วนประกอบที่ใช้แพร่พันธุ์ของพืช ๒ ส่วน ซึ่งนำเสนออยู่ในวงของดอก คือเกสรผู้แล้วก็เกสรเพศเมีย เป็นลำดับจากนอกถึงในสุดทาง แล้วต่อจากนั้นออกมาจะเป็นกลีบดอกไม้และก็กลีบเลี้ยงเป็นลำดับ แต่ในความหมายที่เกี่ยวกับพิกัดยานั้นอาจถึงเกสรเพศผู้ (ดังเช่น เกสรบัวหลวง) หรือดอกไม้ทั้งดอก (รวม กลีบเลี้ยง กลีบ เกสรเพศผู้ และก็เกสรเพศเมีย) (เช่น ดอกกระดังงา ดอกมะลิ ฯลฯ) หรืออาจหมายความว่าช่อดอกทั้งยังช่อ (ยกตัวอย่างเช่น ดอกลำเจียก )ที่ใช้ในยาไทยมี ๓ พิกัด เป็น ทั้งยัง ๕ พิกัดเกสรทั้งยัง ๗ แล้วก็ทั้ง ๙ ทั้งยัง ๕ เป็นต้นว่า เกสรบัวหลวง เกสรบุนนาค ดอกพิกุล ดอกมะลิ และก็ดอกสารภี มีสรรพคุณชูกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสลดและเลือด แก้ไข้เพ้อกลุ้ม แก้ลมหน้ามืด แก้น้ำดี แก้ธาตุ ทำให้เจริญอาหาร บํารุงครรภ์ เครื่องยาพิกัดนี้ ใช้มากมายในยาแก้ลมวิงเวียน ยาหอมบำรุงหัวใจ ทั้งยัง ๗ ตัวประกอบด้วยตัวยา ๕ อย่าง ทั้ง ๕ โดยมีดอกจำปา และดอกกระดังงา เพิ่มเข้ามา พิกัดยานี้มีคุณประโยชน์โดยรวมบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ แก้ไข้เพื่อเสมหะและก็เลือด แก้ไข้เพพ้อกลุ้ม แก้ลมวิงเวียน แก้น้ำดี แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้ร้อนในอยากกินน้ำ แก้โรคตาทั้ง ๙ มีตัวยา ๗ อย่างในอีกทั้ง ๗ โดยมีดอกลำเจียก และก็ดอกลำดวนเพิ่มเข้ามา พิกัดยานี้มีคุณประโยชน์ โดยรวมแก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อลม แก้ไข้เพื่อปถวีธาตุ ให้เจริญอาหาร แก้โรคตา
ตารางที่ ๑ เครื่องยาในพิกัดเกสร
เครื่องยา
ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของที่มาที่ไป
สกุล
ส่วนของพืช
เกสรบัวหลวง
Nelumbo nucifera Gaertn.
Nelumbonaceae
เกสรเพศผู้
ดอกบุนนาค
 Mesua ferrea L.
Guttiferae
ทั้งยังดอก
ดอกพิกุล
Mimusops elengi L.
Sapotaceae
ทั้งยังดอก
ดอกมะลิ
Jasminum sambac Ait.
Oleaceae
อีกทั้งดอก
 ดอกสารภี
Mamea siamensis (T.and) Kosterm.
Guttiferae
อีกทั้งดอก
ดอกจำปา
Macnolia Champaca (L.) Baill. Ex Pierre var. champaca (ชื่อพ้อง Michelia champaca L.)
Magnoliaceae
อีกทั้งดอก
ดอกกระดังงา
Cananga odorata Hook.f. & Th.
Annonaceae
ทั้งดอก
ดอกลำเจียก
Pandanus odoratissimus L.f
Pandanaceae
ช่อดอกอีกทั้งช่อ
ดอกลำดวน
Melodorum fruiticosum Lour.
Annonaceae
ทั้งดอก
เกสรบัวหลวง
เกสรบัวหลวงเป็นเกสรเพศผู้ของดอกบัวหลวงจำพวกดอกตูมทรงฉลวย กลีบไม่ซ้อน สีขาว (เรียกบัวขาว) หรือสีชมพูเรียก (ปัทม์ โกกนุท บัวหลวง เป็นต้น) บัวหลวงเป็นบัวน้ำประเภทก้านแข็ง (บัวชาติ) มีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Nelumbo nucifera Gaertn.ในวงศ์ Nelumbonaceae ใต้มีชื่อสามัญว่า sacred lotus เครื่องยาที่เรียก เกสรบัวหลวง ได้จากเกสรเพศผู้ของดอกบัวหลวง ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า มีกลิ่นหอมสดชื่น รสฝาด ใช้แก้ไข้ แก้ธาตุทุพพลภาพ บำรุงหัวใจ เกสรบัวหลวงเข้าเครื่องยาไทยในพิกัดเกสรทั้งยัง ๕ เกสรทั้งเจ็ดและก็เกสรอีกทั้ง ๙
ดอกบุนนาค
ดอกบุนนาคได้จากต้นบุนนาคอายมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mesua ferrea L.ในตระกูล Guttiferae พืชชนิดนี้มีชื่อสามัญว่า indian rose chestnut tree ต้นบุนนาคเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕ – ๒๕ เมตร ทรงพุ่มไม้เป็นรูปเจดีย์ต่ำๆโคนต้นมีพูพอนน้อย ลำต้นเปลา เปลือกเรียบ สีน้ำตาลปนเทาแล้วก็ปนแดง มีรอยแตกตื้นๆด้านในเปลือกมียางขาว ใบเป็นใบลำพัง เรียงตรงกันข้าม รูปใบหอกหรือรูปขอบขนานปนใบหอก กว้าง ๑.๕-๓.๕ ซม. ยาว ๔-๑๕ ซม. โคนใบสอบ ปลายใบเรียวแหลม ขอบของใบเรียบ ด้านบนสีเขียวเข้ม ด้านล่างมีคราบสีขาวนวล เส้นใบถี่ เนื้อใบดก ก้านใบสั้นยาว ๔-๗ มม. ใบอ่อนสีชมพูอมเหลืองห้อยเป็นพู่ ดอกออกโดดเดี่ยวๆหรือออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ ๒-๓ ดอก ตามง่ามใบ ดอกสีขาวหรือสีนวล มีกลิ่นหอมหวน เมื่อบานเต็มกำลังมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราว ๕-๑๐ ซม. กลีบเลี้ยงมี ๔ กลีบ รูปช้อน งอเป็นกระพุ้ง มี ๒ ชั้น ชั้นละ ๒ กลีบ กลีบดอกไม้มี ๔ กลีบ รูปไข่กลับ ปลายบานรวมทั้งเว้า โคนสอบ เกสรเพศผู้มีมากมาย ผลรูปไข่ แข็ง สีน้ำตาลเข้ม กว้าง ๒ ซม. ยาว ๔๐ เซนติเมตร ปลายโค้งแหลม กลีบเลี้ยงขยายโตเป็นกาบหุ้มผล ๔ กาบ มีเมล็ด ๑-๒ เม็ด พืชนี้มีแก่นไม้สีแดงคล้ำ วาวเลื่อม เสี้ยนค่อนข้างจะตรง เนื้อออกจะหยาบ แข็ง และก็แข็งแรงดีเลิศ เลื่อยผ่าตกแต่งยาก ขัดชักเงาก้าวหน้า ฝรั่งเรียกไม้นี้ว่า ironwood หรือ Ceylon ironwood ใช้ทำหมอนรองทางรถไฟ ใช้ก่อสร้างบ้านเรือน ทำเสา สะพาน ด้ามเครื่องไม้เครื่องมือ ใช้ประกอบเรือ ทำกระดูกงูเรือ กงเสากระโดงเรือ ใช้ทำทุกส่วนของเกวียน ทำด้ามหอก ด้ามร่ม ทำพานด้านหลังหรือรวมทั้งรางปืน น้ำมันที่บีบจากเมล็ดทำเครื่องแต่งหน้า ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ดอกบุนนาคมีกลิ่นหอมยวนใจ เย็น รสขมน้อย ช่วยบำรุงใจให้ช่ำชื่น ใช้แก้ไข้รอยแดง แก้ร้อนในดับหิว บำรุงโลหิต บำรุงหัวใจ แก้ลมกองละเอียด เวียนหัว หน้ามืด ลายตา และก็ว่าแก้กลิ่นสาบสางในกายได้ ดอกบุนนาคเข้าเครื่องยาไทยพิกัดเกสรทั้ง ๕ และเกสรทั้งยัง ๗ แล้วก็เกสรทั้ง ๙ นอกจากนั้นส่วนอื่นของต้นบุนนาคยังคงใช้ประโยชน์ทางยาได้ ยกตัวอย่างเช่น รากใช้แก้ลมในไส้ เปลือกต้นมีสรรพคุณกระจายหนอง และกระพี้แก้เสลดในคอ เนื้อไม้ใช้แก้ลักปิดลักเปิด
ดอกพิกุล
ดอกพิกุลเป็นดอกของต้นพิกุลอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Mimusops elengi L.ในตระกูล Sapotaceae พืชจำพวกนี้ ลางถิ่นเรียก กุน (ภาคใต้) แก้ว (ภาคเหนือ) ซางป่าดง (จังหวัดลำพูน) ก็มีต้นพิกุลเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๐-๒๕ เมตร เรือนยอดรูปเจดีย์หรือกลมทึบ ใบเป็นใบผู้เดียว เรียงสลับกันห่างๆรูปไข่ รูปรี หรือรูปขอบขนาน กว้าง ๒-๖.๕ เซนติเมตร ยาว ๕-๑๕ ซม. วัวนมน ปลายแหลม เป็นติ่งสั้นๆขอบใบเป็นคลื่น ดอกเป็นดอกเดี่ยว หรือออกเป็นกลุ่ม ๒-๖ ดอก ตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงมี ๘ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นละ ๔ กลีบ กลีบดอกมี ๒๔ กลีบ เรียง ๒ ชั้น ชั้นนอกมี ๘ กลีบ ชั้นในมี ๑๖ กลีบ โคนเชื่อมกันบางส่วน ตกง่าย มีสีนวล กลิ่นหอมเย็น กลิ่นยังคงอยู่หากแม้ตากแห้งแล้ว เกสรเพศผู้บริบูรณ์มี ๘ อัน และก็เกสรเพศผู้เป็นหมัน คล้ายกลีบดอกไม้มี ๘ อัน ผลเป็นแบบมีเนื้อ รูปไข่ กว้างราว ๑.๕ เซนติเมตร เมื่ออ่อนสีเขียว แล้วก็สุกมีสีแดงแสด มีรสหวานน้อย เมื่อต้นพิกุลมีอายุมากมายๆแก่นไม้จะผุหรือรากจะผุ ทำให้ข้นหรือลงได้ง่าย ก็เลยไม่นิยมปลูกเอาไว้ในบริเวณบ้าน ต้นแก่ๆมักมีเชื้อราจะเดินเข้าไปในเนื้อไม้ ทำให้เนื้อไม้มีกลิ่นหอม โบราณเรียก “ขอนดอก” ซึ่งมีขายทำร้านค้ายาสมุนไพรเป็นเนื้อไม้ที่มีสีน้ำตาลเข้มประขาว มีกลิ่นหอมหวนฝรั่งเรียก “bullet wood” เหตุเพราะเนื้อไม้มีประด่างเป็นจุดขาวๆเหมือนรอยลูกกระสุน
ขอนดอก
เป็นเครื่องยาไทย บางทีอาจได้จากต้นพิกุล หรือต้นตะหาม(Lagerstroemia calyculata Kurz. สกุล Lythraceae) แก่ๆมีเชื้อราเจริญเข้าไปในเนื้อไม้ แต่ว่าโบราณว่าขอนดอกที่ได้จากต้นตะแบกจะมีคุณภาพด้อยกว่า แบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ขอนดอกมีกลิ่นหอม รสจืด มีคุณประโยชน์บำรุงตับ ปอด และหัวใจ บำรุงทารกในครรภ์ (ครรภรักษา) ทำให้หัวใจชุ่มชื่น ดอกพิกุลมีกลิ่นหอมสดชื่นเย็น เข้ายาหอม ยานัตถุ์ ยาแก้ไข้ แก้ปวดศรีษะ แก้เจ็บคอและแก้ร้อนใน ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสรทั้ง ๕ เกสรทั้ง ๗ รวมทั้งเกสรทั้งยัง ๙ หรือใช้ผสมกับดอกไม้อื่นๆที่มีกลิ่นหอมเพื่อทำบุหงา นอกเหนือจากน้ำส่วนอื่นๆของต้นพิกุลยังใช้ผลดีทางยาได้ตำราว่ารากพิกุลมีรส ขมขื่น เข้ายาบำรุงโลหิต แก้เสมหะ แก้ลม แก่นพิกุลมีรสขมขื่น เข้ายาบำรุงโลหิต ยาแก้ไข้ เปลือกต้นที่คุณมีรสฝาด ใช้ปรุงเป็นยาแก้เหงือกอักเสบ ใบพิกุลรสเบื่อฝาด เข้ายาแก้โรคหืด แก้กามโรค
ดอกมะลิ
ดอกมะลิเป็นดอกของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Jasminum sambac Ait.ในตระกูล Oleaceae ถ้าหากมีกลีบชั้นเดี่ยวเรียก มะลิลา ถ้าเกิดมีกลีบดอกทับกันหลายชั้นเรียก มะลิซ้อน แม้กระนั้นดอกมะลิที่กำหนดในตำรายามักนิยมใช้ดอกมะลิลา ฝรั่งเรียกดอกมะลิ jasmine หรือArabain jasmine ต้นมะลิเป็นไม้พุ่มรอคอยเลื้อยสูง ๑-๒ เมตร ใบเรียงตรงกันข้าม รูปไข่ ขนาดกว้าง ๓.๕-๔.๕ เซนติเมตรยาว ๕-๗ ซม. ปลายใบแหลม โคนใบมน ก้านใบสั้น ถ้าเป็นพันธุ์ดอกซ้อนมักออก ๓ ใบใน ๑ ข้อ รวมทั้งสีใบจะเข้มกว่า ดอกมีสีขาว กลิ่นหอมแรง ดอกคนเดียวหรือเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเป็นเส้น ๘-๑๐ เส้น กลีบดอกไม้เป็นหลอดยาว ๑-๒ เซนติเมตร ปลายแยกเป็น ๕-๘ กลีบ เมื่อบานสุดกำลังจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๓ ซม. เกสรเพศผู้มี ๒ อัน ดอกออกตลอดทั้งปี แต่ว่าจะ ดกในช่วงฤดูร้อนและฤดูฝน ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่า ดอกมะลิมีกลิ่นหอมหวนเย็น รสขม ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ ดับพิษร้อน ทำให้จิตใจชุ่มชื่น บำรุงท้อง แก้ร้อนในกระหายน้ำ โบราณจัดเข้าเครื่องยาพิกัดเกสรอีกทั้ง ๕ เกสรทั้ง ๗ แล้วก็เกสรทั้ง ๙ หรือใช้อบในน้ำหอม ทำน้ำดอกไม้ไทย หรือใช้ผสมกับดอกไม้ประเภทอื่นๆที่มีกลิ่นหอมสดชื่น สำหรับทำบุหงา นอกนั้นหนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า ใบมะลิสดมีรสฝาด แพทย์ตามต่างจังหวัดใช้ใบสดตำกับกากมะพร้าวก้นกะลาพอกหรือทาแก้แผลพุพอง แก้แผลเรื้อรัง รวมทั้ง ยังว่าใช้ยอด ๓ ยอด ตำพอกหรือทาเพื่อลบรอยแผล รากมะลิมีรสเย็นเมา ฝนหรือต้มน้ำดื่ม แก้ปวดปวดหัว แก้เลือดออกตามไรฟัน แก้หลอดลมอักเสบ ใช้มากมาย (ราว ๑-๒ ข้อมือ) ทำให้หมดสติ ตำพอกหรือแก้เคล็ดลับขัดยอกจากการกระทบชน
ดอกสารภี
ดอกสารภีได้จากต้นสารภีอันมีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Mammea siamensis (T. And) Kosterm. ในสกุล Guttiferae ลางถิ่นเรียก ทรพี (เมืองจันท์) สร้อยพี (ภาคใต้) ก็มี ต้นสารภีเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง ๑๐-๑๕ เมตร เรือนยอดเป็นไม้พุ่มทึบ เปลือกต้นสีเทาดำ แตกล่อนเป็นสะเก็ด มียางขาวรวมทั้งจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองอ่อน กิ่งอ่อนเป็นสารสี่เหลี่ยม ใบเป็นใบคนเดียว เรียงตรงกันข้ามเป็นคู่ๆแต่ละคู่สลับทิศทางกัน รูปไข่แกมรูปขอบขนาน กว้าง ๔-๖.๕ ซม.ยาว ๑๕-๒๐ ซม. โคนใบสอบแคบ ปลายใบมนหรือสอบทื่อๆอาจมีติ่งสั้นๆหรือหยักเว้าตื้นๆเนื้อใบครึ้ม ดอกออกเป็นช่อ ช่อเดียวหรือหลายช่อตามกิ่ง ดอกสีขาวกลายเป็นสีเหลืองเมื่อจะโรย มีกลิ่นหอมหวนมากมาย กลีบเลี้ยงมี ๒ กลีบ โคนเชื่อมชิดกัน ติดทนรวมทั้งขยายโตตามผล กลีบดอกมี ๔ กลีบ โค้งเป็นกระพุ้ง เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว ๑.๕ ซม. เกสรเพศผู้มีเป็นจำนวนมาก ผลรูปกระสวย ยาวราว ๒.๕ เซนติเมตร เมื่อสุกสีเหลือง เนื้อสีเหลืองหรือสีแสดห่อหุ้มเมล็ด
สารภีแนน
สารภีแนนเป็นชื่อถิ่นทางพายัพของพืชที่มีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Calophyllum inophyllum L. ในตระกูล Guttiferae รู้จักกันในชื่ออีกหลายชื่อ อาทิเช่น สารภีทะเล (ประจวบคีรีขันธ์) กากะทิง (ภาคกลาง) ทิง (กระบี่) เนาวกาน (น่าน) เป็นพืชที่ขึ้นริมทะเล หรือปลูกเป็นไม้ประดับทั่วๆไป พืชชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นสูง ๘-๑๐ เมตร เรือนยอดแห่งกว้างเป็นพุ่มไม้กลม ทึบ เปลือกต้นเรียบ สีน้ำตาลคละเคล้าเทา ด้านในมีน้ำยางสีเหลืองใส ใบเป็นใบเดี่ยว เรียงตรงกันข้าม รูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง ๔.๕-๘ ซม. ยาว ๘-๑๕ ซม. โคนใบสอบ ปลายใบมน กว้างหรือเว้ากึ่งกลางนิดหน่อย ขอบใบเรียบ เนื้อใบครึ้ม เส้นใบถี่และก็ขนานกัน ดอกสีขาว มีกลิ่นหอมสดชื่น ดอกเป็นช่อที่ปลายกิ่งหรือตามซอกใบที่ปลายกิ่ง กลีบดอกไม้มี ๕-๖ กลีบ เมื่อบานมีสัตว์เส้นผ่านศูนย์กลาง ๒-๒.๕ เซนติเมตร เกสรเพศผู้มีสีเหลือง มีจำนวนหลายชิ้น ผลรูปกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒.๕-๓ ซม. ปลายกิ่งเป็นติ่งแหลม สีเขียว เมื่อแก่สีน้ำตาล แห้งผิวย่นย่อ เปลือกค่อนข้างดก หมอแผนไทยลางถิ่นใช้ดอกสารภีแนนแทนดอกสารภี ปรุงเป็นยาหอม บำรุงหัวใจ น้ำมันระเหยยากที่หนีบได้จากเม็ดใช้ทาแก้ปวดข้อ รวมทั้งใช้เป็นยาพื้นสำหรับทำเครื่องแต่งหน้าตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่าดอกสารภีมีกลิ่นหอมหวน รสขมเย็น แก้เลือดทุพพลภาพ แก้ไข้ที่เป็นพิษร้อน เป็นยาเจริญอาหาร ยาบำรุงหัวใจ และก็ยาชูกำลัง โบราณจัดดอกสารภีไว้ในพิกัดเกสรทั้งยัง ๕ เกสรทั้งยัง ๗ แล้วก็เกสรทั้ง ๙
ดอกจำปา
ดอกจำปาได้จากดอกของต้นจำปาอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่าmagnolia champaca (L.) Bail.ex Pierre var. Champaca ในตระกูล Magnoliaceae พืชชนิดนี้เป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๓๐ เมตร ยอดอ่อนและก็ใบอ่อนมีขน ใบแก่สะอาด ใบเป็นใบโดดเดี่ยว เรียงพยายามสลับกัน รูปรี รูปไข่ หรือรูปไข่แคบ กว้าง ๔-๑๐ เซนติเมตร ยาว ๑๐-๒๕ เซนติเมตร ปลายแหลมหรือเป็นติ่งแหลม โคนกลมมนหรือแหลม ดอกเป็นดอกผู้เดียว ออกตามซอกใบ สีเหลืองอมส้ม มีจำปาดอกขาว
เนื่องด้วยต้นจำปามีเขตการกระจายประเภทกว้าง เป็นตั้งแต่อินเดีย พม่า ไทย ไปถึงจนถึงเวียดนาม จึงอาจมีการคลายด้านในโดยธรรมชาติกลายพันธุ์โดยธรรมชาติจนถึงขนาดและก็สีของดอกแตกต่างกันออกไปบ้าง ที่วัดกึ่งกลาง ตำบลนครไทย อำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก มีต้นจำปาอายุมากต้นหนึ่ง ดอกเมื่อแรกแย้มมีสีนวล (ไม่ขาวเหมือนดอกจำปีทั่วๆไป) แต่จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองส้มเมื่อใกล้โรย (เหมือนดอกจำปาทั่วไป) ชาวบ้านเรียกต้นจำปานี้ว่า ต้นจำปาขาว เมื่อผ่านไปทางอำเภอนครชัยจะมองเห็นป้าย ต้นจำปาขาว ๗๐๐ ปี ต้นจำปาขาวที่ว่านี้ก็คือต้นจำปาแก่ต้นนี้เอง ส่วนกลุ่มคำ ประวัติศาสตร์ ๗๐๐ปี ต้องการจะสื่อว่าบริเวณตำบลนครไทยนั้นเดิมเป็นเมืองโบราณชื่อเมืองบางยาง เป็นเมืองที่บิดาขุนบางบนฟ้า ผู้เสพผู้สืบสกุลจากพระชัยศิริ วงศ์สกุลเชียงราย ย้ายถิ่นมาตั้งถิ่นฐานต้องสูงพระไพร่พลอยู่ในราว พุทธศักราช ๑๗๗๘ ก่อนร่วมกับพ่อขุนหน้าผาเมือง เจ้าผู้ครองนครราด ยกพลตีจังหวัดสุโขทัยอันเป็นเมืองหน้าด่านของขอมรวมทั้งรับชัยชนะในราวพ. ศาสตราจารย์ ๑๘๐๐ ตั้งท่านเป็นปฐมกษัตริย์ทรงนามว่าพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แห่งกรุงจังหวัดสุโขทัย
จำปาของลาว
จำปา เป็นชื่อที่คนไทยอีสานรวมทั้งชาวลาวเรียกพืชอีกชนิดหนึ่งอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Plumeria obtusa L.ในวงศ์ Apocynaceae คนประเทศไทยภาคกึ่งกลางเรียก ลั่นทม ลางถิ่นอาจเรียก จำปาขาว จำปาเขมร จำปาลาว หรือลั่นทมดอกขาว มีชื่อสามัญว่า pagoda tree หรือ temple tree หรือ graveyard flower (เรียกดอก) พืชชนิดนี้เป็นไม้พุ่มสูง ๓-๖ เมตร แตกกิ่งก้านสาขาเป็นพุ่มไม้กว้าง ทุกส่วนมียางสีขาว ใบเป็นใบคนเดียว เรียงสลับที่รอบๆปลายกิ่ง รูปใบพายแกมรูปขอบขนาน กว้าง ๕-๘ ซม. ยาว ๒๐-๓๒ เซนติเมตร ปลายแล้วก็วัวนมน ด้านบนสีเขียวเข้ม เป็นมัน ด้านล่างมีขนนุ่ม ดอกสีขาว กลางดอกสีเหลือง มีกลิ่นหอมหวนโคนเชื่อมกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น ๕ กลีบ ซ้อนเหลื่อมกัน กลีบรูปไข่กลับปลายมน งอลงน้อย เมื่อบานมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๘-๑๐ ซม.เกสรเพศผู้มี ๕ อัน ก้านเกสรสั้นมาก ผลเป็นฝักคู่ รูปยาวรี เมื่อแก่แตกเป็น ๒ ส่วน เมล็ดมีจำนวนไม่ใช่น้อย แบน มีปีก ดวงจําปานี้เป็นดอกไม้ประจำชาติของประเทศลาว นิยมปลูกตามวัดเพื่อเป็นพุทธบูชา จัดเป็นพืชที่มีความเป็นสิริมงคลผู้ไม่รู้เรื่องลางท่านมีความคิดเห็นว่าชื่อ ลั่นทม ออกเสียงคล้ายกับ โศกเศร้า อันมีความหมายว่าไม่เป็นมงคลจึงแปลงชื่อให้พืชจำพวกนี้ใหม่ว่า “ลีลาท่าทางวดี” ซึ่งเป็นการไม่สมควรต้นจำปาชนิดนี้เป็นพืชสมุนไพรที่เกิดทุกส่วนของต้นใช้เป็นยาได้ ตำราคุณประโยชน์ยาโบราณว่า กลีบดอกไม้จำปามีกลิ่นหอมสดชื่น มีรสขม ช่วยทำให้ปรับใจร้าย กระจัดกระจายเลือด อันร้อน ขับเยี่ยว ขับลม แก้หมดแรง เวียนหัว หน้ามืด ตาลาย บำรุงหัวใจ แก้เส้นกระตุก บำรุงน้ำดี บำรุงเลือด ดอกจำปาเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสร ทั้งยัง ๗ และเกสรทั้งยัง ๙ ลางตำราว่าดอกใช้ผสมกับใบพลูรับประทานแก้อาการหอบหืด แล้วก็เมล็ดรสขมเป็นยาขับน้ำเหลือง นอกจากเปลือกต้นจำปามีรสฝาดขม แก้คอแห้งผาก แก้ไข้ บำรุงหัวใจ ขับเสมหะ ใช้เป็นยาถ่ายอย่างแรง ต้มน้ำกินแก้โรคหนองใน ขับรอบเดือน ใบมีรสเฝื่อนฝาดขม แก้ไข้อภิญญาณ แก้โรคประสาท แก้เส้นประสาททุพพลภาพ แก้ป่วง ใช้ลุกลนไฟพอกแก้ปวดบวม ชงน้ำร้อนดื่มแก้โรคหืด กระพี้มีรสเฝื่อนฝาดขม ใช้ถอนพิษผิดสำแดง แก่นมีรสเฝื่อนขม เมา แก้กุฏฐัง รากมีรสเฝื่อนขม ใช้ขับเลือดเน่า เป็นยาถ่าย

ต้นจำปา ที่ดูดซึมจำปา
รอบๆที่ปัจจุบันนี้เป็นบ้านซับจำปาตำบลซึมซับจำปาอำเภอท่าหลวงจังหวัดลพบุรีนั้นเดิมเป็นป่าพรุน้ำจืดที่กว้างใหญ่ไพศาลอุดมด้วยพันธุ์ไม้แล้วก็สัตว์ป่านานาชนิดซึ่งยังมีผู้เฒ่าผู้แก่เล่าขานถึงแต่ในตอนนี้ถูกชาวบ้านแผ้วเป็นพื้นที่ดินทำมาหากินโดยยิ่งไปกว่านั้นเป็นไร่มันสำปะหลังสุดลูกหูลูกตา คงเหลือแต่ป่าต้นน้ำราว ๙๖ ไร่ ที่ประชาชนเรียกกันสืบมาว่าประจําปลาในป่านี้มีไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ชนิดหนึ่งขึ้นอยู่มากชาวบ้านเรียกพืชนั้นว่าจำเป็นต้องจับปลาแล้วก็เรียกพื้นที่ป่าซับน้ำรอบๆนั้นว่าซึมซับจําปาอันเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดชื่อหมู่บ้านชื่อวัดแล้วก็ชื่อตำบลตามลำดับเมื่อเร็วๆนี้นักศึกษาที่จะเรียนรู้จำปาต้นนี้ ในเชิงอันดับข้อบังคับพบว่าเป็นพืชในวงศ์ Magnoliaceae ประเภทใหม่ของโลกซึ่งไม่เคยมีรายงานว่าพบที่แห่งใดมาก่อน จึงได้กำหนดชื่อพฤกษศาสตร์โดยได้รับพระบรมราชานุญาตให้เชิญพระนามาภิไธย สิรินธร ตั้งเป็นชื่อบกชนิดว่า Magnolia sirindhorniar Noot.& Chalermgrin เพื่อเฉลิมพระเกียรติแก่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ ไทยบรมราชบุตรี รวมทั้งเพื่อสงวนพืชชนิดนี้ไว้ให้แหล่งพันธุกรรมรวมทั้งระบบนิเวศของพืชประเภทนี้ถูกทำลายไป โดย ได้รับบุญคุณ พระราชทานชื่อไทยให้พืชประเภทนี้ให้พืชนี้ใหม่ว่า จำปีสิรินธร
ดอกกระดังงา
ดอกกระดังงาเป็นดอกของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Cananga odorata Hook.f. &Th.ในสกุล Annonaceae ลางถิ่นเรียกกระดังงาไทย (ภาคกลาง) กระดังงาใหญ่ กระดังงาใบใหญ่ สบันงาต้น สบันงา (ภาคเหนือ) มีชื่อสามัญว่า ylang-ylang (เป็นภาษาตากาล็อก อ่านว่า อิลาง – อิลาง) ต้นกระดังงาเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๕-๒๐ เมตร ลำต้นตั้งตรง เปลือกสีเทาสะอาดหรือสีเงิน กิ่งแบออกจากต้น มักทางลง ส่วนที่ยังอ่อนอยู่มีขนปกคลุม ใบเป็นใบลำพัง เรียงสลับกัน แขวนลง รูปขอบขนาน กว้าง ๔ – ๙ เซนติเมตร ยาว ๗-๑๒ ซม. ปลายใบแหลม หรือเป็นติ่งแหลม โคนใบออกจะกลมมน หรือเบี้ยว ขอบของใบเป็นคลื่น ใบบาง ค่อนข้างจะนุ่ม สีเขียวอ่อน ดอกสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกรวมกันเป็นกรุ๊ป ๔-๖ ดอก ก้านดอกยาว ๒-๔ เซนติเมตร กลีบเลี้ยงมี ๓ กลีบ รูปสามเหลี่ยม ยาวราว ๐.๕ เซนติเมตร มีขนปกคลุม กลีบดอกไม้ห้อยลง มี ๖ กลีบ แบ่งเป็น ๒ ชั้น ชั้นละ ๓ กลีบ ชั้นนอกรูปแคบยาว ปลายเรียวแหลม ขอบกลีบมักจะม้วนหรืออยากเป็นคลื่น ยาว ๕-๘.๕ ซม. กลีบชั้นในสั้นกว่านิดหน่อย เกสรเพศผู้รวมทั้งรังไข่มีเยอะๆ ผลได้ผลสำเร็จกรุ๊ปมี ๔-๑๒ ผลย่อย ผลย่อยรูปยาวรี กว้างราว ๑ เซนติเมตร ยาว ๒.๕ เซนติเมตร มีก้านยาว ๑.๓-๒ ซม. มีสีเขียวเข้มเมื่อแก่เป็นสีดำ เมื่อกลั่นกลีบดอกไม้แรกแย้มด้วยละอองน้ำจะได้น้ำมันระเหยระเหยง่าย เรียก น้ำมันดอกกระดังงา (ylang-ylang oil) กลีบดอกลนลานไฟใช้อบน้ำให้หอม (น้ำดอกไม้) สำหรับใช้เป็นน้ำกระสายยา ดอกแห้งผสมกับดอกไม้หอมอื่นๆสำหรับทำบุหงา ดอกกระดังงามีกลิ่นหอมสดชื่นเย็น ใช้ปรุงยาแก้ลมตาลาย ชูกำลัง ทำให้หัวใจชุ่มชื่น แก้เมื่อยล้า อยากกินน้ำ หมอแผนไทยจัดเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสรทั้งยัง๗ และก็เกสรทั้ง ๙ หนังสือเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่า เปลือกต้นมีรสฝาด เป็นยาขับฉี่ แก้เยี่ยวพิการ แก้ท้องเสีย นอกนั้นเนื้อไม้มีรสขมฝาด ใช้เป็นยาขับปัสสาวะแล้วก็แก้ปัสสาวะทุพพลภาพเช่นเดียวกัน
  กระดังงาจังหวัดสงขลา
กระดังงาจังหวัดสงขลา หรือ กระดังงาค่อย มีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Canaaga odorata Hook.f.&Th var. fruticosa (Craib) J.Sincl. ในสกุล Annonaceae
เป็นไม้พุ่มสูง ๑-๓ เมตร แตกกิ่งเป็นพุ่มกลม ใบและดอกเหมือนต้นกระดังงามากมาย ไม่เหมือนกันที่กระดังงาจังหวัดสงขลาเป็นไม้พุ่ม ใบสั้นกว่า ดอกออกเดี่ยวๆบนกิ่งด้านตรงข้ามกับใบ กลีบเลี้ยงรูปไข่ ปลายแหลม กลีบดอกไม้มี ๑๕-๒๔ กลีบ ยาว เรียว บิด แล้วก็เป็นคลื่นมากยิ่งกว่าดอกกระดังงา กลีบชั้นนอกยาวรวมทั้งใหญ่มากยิ่งกว่ากลีบชั้นใน พืชประเภทนี้เป็นพืชถิ่นเดียวและพืชหายาก (ในธรรมชาติ) ของเมืองไทย พบทีแรกที่บ้านจะโหนง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นพืชที่แพร่พันธุ์ง่ายออกดอกได้เกือบจะทั้งปี นิยมปลูกเป็นไม้ประดับ
ดอกลำเจียก
ดอกลำเจียกเป็นช่อของดอกลำเจียก (Screw pine) อันมีชื่อพฤษศาสตร์ว่า Pandanus odoratissimus L.f. ในสกุล Pandanaceae พืชประเภทพืชนี้ดอกเพศผู้รวมทั้งดอกเพศภรรยาอยู่ต่างต้นกัน ต้นที่มีดอกเพศผู้เรียก ลำเจียก ส่วนต้นที่มีดอกเพศเมีย เรียก เตย หรือเตยทะเล มีผู้ตั้งชื่อต้นที่มีดอกตัวเมียเป็นพืชประเภทหนึ่งโดยให้ชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า Pandanus tectorius Sol. ex Parkinson พืชจำพวกนี้เป็นไม้พุ่ม สูง ๕-๖ เมตร ลำต้นสีนวลหรือสีน้ำตาลอ่อน มีหนามแหลมสั้นๆกระจายอยู่ทั่วๆไป โคนต้นมีรากค้ำเยอะแยะ ใบเป็นใบคนเดียว เรียงเวียนสลับเป็น ๓ เกลียวที่ปลายกิ่ง ใบรูปขอบขนาน กว้าง ๕-๘ ซม. ยาว ราว ๒ เมตร ขอบของใบหยักมีหนามแข็ง ปลายหนามโค้งไปทางปลายใบ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกเพศผู้แล้วก็ดอกเพศภรรยามีต่างต้นกัน ช่อดอกเพศผู้ยาว มีก้านรองดอกสีขาวนวล ๒-๓ กาบห่อ มีดอกย่อยเป็นจำนวนมาก ดอกย่อยมีขนาดเล็ก มีกลิ่นหอม ช่อดอกเพศเมียสีเขียว มีขนาดใหญ่ อยู่ติดกันเป็นกรุ๊ป มีกาบรองดอกสีเขียว ๒-๓ กาบ ผลเป็นรูปลิ่ม แข็ง ปลายมีหนามสั้นๆชิดกันเป็นกรุ๊ปแน่น เมื่อสุกมีสีส้มอมแดง มีกลิ่นหอมหวนอ่อนๆแบบเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่ารากเตยมีรสจืดชืด หวาน เย็น แก้ฉี่แดง ขับฉี่ แก้โรคหนองใน แก้มุตกิต ระดูขาว ละลายก้อนนิ่วในไต รากอากาศมีรสจืดชืด หวาน แก้หนอง ในแก้ขัดเบา แก้เบาขุ่นเป็นแป้ง แก้กระเพาะเบาพิการหรืออักเสบ ขับปัสสาวะ แก้นิ่วมุตกิต ใบแก้หนองและน้ำเหลือง ดอกเพศผู้มีรสเย็น แก้ไข้ แก้ไอ บำรุงหัวใจ แก้อ่อนแรง แก้ลม บำรุงธาตุ แก้ร้อนในอยากกินน้ำ แพทย์แผนไทยจัดดอกลำเจียกเป็นเครื่องยาอย่างหนึ่งในพิกัดเกสรอีกทั้ง ๙
[c

48

อันดับระเบียบพืชกับชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ของพืช
หลายคนที่อ่านตำราเกี่ยวกับพืชสมุนไพรที่เขียนโดยนักวิชาการ พบได้มากเห็นข้อความหนึ่งในตอนต้นๆว่า “พืชสมุนไพรนี้มีชื่อวิชาพฤกษศาสตร์ว่า…จัดอยู่ในวงศ์” ชื่อพวกนี้เป็นภาษาที่คนทั่วไปอ่านแล้วไม่ค่อยเข้าใจ แม้กระนั้นนักวิชาการใส่ชื่อวันพรุ่งเข้ามาทำไมล่ะ ก่อนจะเข้าใจได้นั้น จำเป็นจะต้องรู้เรื่องอันดับกฎพืชเสียก่อน อนุกรมวิธานพืชคืออะไร
คำ อนุกรมระเบียบ แปลจากคำ taxonomy ในภาษาอังกฤษ เป็นวิทยาศาสตร์ที่เล่าเรียนเกี่ยวกับเบื้องต้น หลักการ กฎข้อบังคับ รวมทั้งแนวทางการ ในการจัดชนิดและประเภทพืช เพื่อจัดแบ่งสิ่งมีชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ให้ใกล้เคียงความเป็นจริงตามธรรมชาติให้สูงที่สุด สามารถนำมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และตรวจตราข้อมูลได้โดยตรงอย่างรวดเร็วรวมทั้งถูก อันดับกฎก็เลยเกี่ยวกับการจำแนกแยกแยะ (classificasion) การตรวจค้นหมู่หรือจำพวก
[url=https://www.xn--42cg8cuanoj5b9czdzg.com/16959729/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%8A%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A4%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%A8%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B8%8A]อนุกรมวิธานพืช[/u][/b]คืออะไร[/i][/url](indentification) การบรรยายลักษณะ (description) รวมทั้งการตั้งชื่อ (nomenclature) นักอนุกรมเกณฑ์ก็เลยมีกิจกรรมรากฐานที่ ๑. การพิจารณาตำแหน่ง (position) และลำดับ (rank) ในหมวด ๒.การศึกษาลักษณะของสิ่งมีชีวิตนั้นตัวอย่างให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้และ ๓.การตั้งชื่อสิ่งมีชีวิต นักวิชาการประเมินว่า พืชพันธุ์ที่มีท่อลำเลียงในประเทศไทยนั้น มีอยู่ระหว่าง ๑๐,๐๐๐ – ๑๕,๐๐๐ จำพวก กระจัดกระจายอยู่ในป่าดิบและป่าผลัดใบพรรณไม้เยอะแยะพวกนี้ นักพฤกษศาสตร์ได้จัดแบ่งไว้เป็นหมวดหมู่ตามลำดับชั้น ที่เรียกกันว่า “อนุกรมระเบียบ” ช่วยให้การตรวจค้นชนิดของพืชพรรณไม้นั้น ทำได้สบายอนุกรมวิธานพืชคืออะไร ง่ายสุดๆ รวมทั้งถูกเพิ่มขึ้น และการตรวจค้นจำพวกของประเภทพฤกษชาติที่ถูกต้องนั้น ควรต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงร่างวิทยาของพืชก่อน
 นักวิทยาศาสตร์แบ่งแยกพืชออกเป็น อาณาจักร (kingdom) หนึ่ง แม้กระนั้นจะแบ่งเป็น อาณาจักรพืชเป็นหมวดหมู่อย่างไรนั้น ยังมีความเห็นที่แตกต่างกันอยู่ อย่างไรก็ดีแบบการแบ่งพืชที่ได้รับการยอมรับมากที่สุดเป็นแบบของศ.จ. ดร.อาร์เทอร์ ครอนควิสต์ (คริสต์ศักราช๑๙๗๑) ผู้แบ่งอาณาจักรพืชออกเป็น ๒ อาณาจักรย่อย (Subkingdom) แต่ละอาณาจักรย่อยแบ่งเป็น หมวด (division) ต่างๆและ แต่ละหมวดแบ่งเป็น ชั้น (class) อันดับ (order) วงศ์ (family) สกุล (genus) และก็ชนิด (species) ตามลำดับอนุกรมวิธานพืชคืออะไร แต่ละระดับมีการกำหนดคำลงท้ายที่แสดงระดับ เป็นต้นว่า ชั้นลงท้ายด้วย -ales วงศ์มักลงท้ายด้วย -aceae เมื่อจะแสดงระดับต่างๆมักใช้การย่อหน้าเพื่อแสดงว่าเป็นระดับย่อยลงมา อาทิเช่น อนุกรมข้อบังคับของต้นขิง ต้นไพล และก็ต้นขิงดา เป็นดังนี้ อาณาจักรพืช (Kingdom plantae)

หมวดพืชมีดอก (Division magnoliophyta) มันพืชใบเลี้ยงคู่ (Class liliopsida)
อันดับขิง (Order Zingiberales)
ตระกูลขิง (Family Zingiberaceae)
เผ่าขิง (Tribe Zingiberaceae)
สกุลขิง (Genus Zingiber)
จำพวก ต้นขิง (Species offcinale)
ชนิด ต้นไพล (Species montanum)
ประเภท ต้นขิงดา (Species kerri) ฯลฯ.

49

ว่านชักมดลูก ปลูกไม่ยาก
            ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรที่มีการใช้มาอย่างยาวนานในอดีตแล้ว ซึ่งในอดีตนั้น คนไทยจะขยายพันธุ์ว่านชักมดลูกกันแค่ในรั้วบ้าน และขยายพันธุ์แค่พอที่จะใช้เป็นยาสมุนไพรในครัวเรือนเท่านั้นไม่ได้มีการนำไปจำหน่ายหรือนำไปส่งออกไปยังต่างประเทศเหมือนในปัจจุบันนี้แต่อย่างใด จึงทำให้แต่ก่อนนี้ยังไม่มีผู้ชอบนำว่านชักมดลูกไปเพาะเพื่อการพาณิชย์แต่อย่างใด แต่ในปัจจุบันเมื่อเริ่มมีการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูกกันมากขึ้น จึงทำให้เกิดกระแสการปลูกว่านชักมดลูกเพื่อนำมาจำหน่ายทั้งจำหน่วยแก่ลูกค้ารายย่อยและส่งเข้าโรงงาน จนถึงขั้นที่ว่าเกษตรกรที่ทำการเกษตรในพืชจำพวกอื่นต้องหันมาปลูกว่านชักมดลูกเป็นพืชหลักเลยทีเดียว โดยในเมืองไทยนอกจากเกษตรกรจะหันมาปลูกว่านชักมดลูกแล้ว ยังมีการเพาะปลูกสมุนไพรชนิดอื่นเป็นอาชีพหลักอีกหลายประเภท เช่น กระชายดำ ขมิ้นชัน ไพลฯลฯ ซึ่งในการขยายพันธุ์สมุนไพรเหล่านี้ก็สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรได้เป็นอย่างดี (ซึ่งอาจจะดีกว่าพืชหลักที่ปลูกในอดีตด้วยซ้ำ) ในตอนนี้เราจึงจะมาดูว่าวิธีการเพาะว่านชักมดลูกให้ได้ผลผลิตที่ดีนั้น ต้องทำอย่างไรบ้าง โดยว่านชักมดลูกนั้นอาจขยายพันธุ์ได้โดยใช้เหง้าแขนงและส่วนหัว (ที่กลมๆใหญ่ๆ) อีกทั้งยังอาจเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย และทนแล้งได้ดี ส่วนช่วงเวลาที่ควรเพาะนั้น ควรเป็นช่วงก่อนฤดูฝน เพราะเมื่อถึงฤดูฝนแล้วต้นของว่านชักมดลูกจะได้เติบโตตามฤดูกาลและสามารถสะสมสารอาหาร รวมถึงทำให้มีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มาถึงในขั้นตอนการเตรียมแปลงเพาะ โดยก่อนเพาะต้องกำจัดวัชพืชต่างๆเสร็จแล้ว ไถพรวนดินและตากดินทิ้งไว้ 5 – 7 วัน หลังจากนั้น 2 – 3 วันให้ใส่ปุ๋ยคอกผสมกับขี้เถ้าแกลบอีก 1 ตันต่อไร่แล้วไถกลบอีกรอบ ขั้นตอนการเพาะปลูกนั้นก่อนปลูกต้องกำจัดวัชพืชอีกครั้งก่อนเพาะปลูก 1 – 2 วัน สำหรับการเพาะปลูกใช้เหง้าหรือแขนงว่านชักมดลูกที่มีตาสำหรับแทงยอด(จะเป็นต้นต่อไป) หักเป็นส่วนๆใส่หลุม แล้วกลบทับ ระยะการเพาะปลูกระหว่างหลุมและระหว่างแถว ประมาณ 15 – 20 ซม. เมื่อขยายพันธุ์แล้วหากเป็นช่วงฝนตกอย่างสม่ำเสมอในฤดูฝนก็ไม่ต้องให้น้ำ ส่วนการให้ปุ๋ยให้ใส่ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ในระยะเริ่มปลูก และใช้ปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยสูตร 12-12-24 ในระยะที่ต้นโตเต็มทีในเดือน กันยายน – ตุลาคม ในการเก็บผลผลิตนั้น ต้องเก็บในช่วงฤดูหนาวถึงฤดูแล้งโดยสังเกตได้จากหากว่านชักมดลูกมีใบเหี่ยวแห้งหมดแล้วก็สามารถเก็บเกี่ยวได้ เพราะช่วงนี้ว่านชักมดลูกสะสมสารอาหารไว้ในหัวและเหง้าได้เต็มที่แล้วจึงเหมาะสมกับการเก็บเกี่ยว อีกทั้งหากเก็บเกี่ยวไปแล้วในเหง้าและหัวของว่านชักมดลูกจะมีสารออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพอย่างเต็มที่อีกด้วย

50

ลักษณะและจุดสังเกตของว่านชักมดลูกตัวผู้/ตัวเมีย
            เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ว่านชักมดลูกนั้นเป็นพืชประจำถิ่นของไทยอีกลักษณะหนึ่ง ที่มีผู้นิยมนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรไม่น้อยไปกว่าสมุนไพรประเภทอื่นๆ เช่น กระชายดำ เถาวัลย์เปรียง หรือ มะรุม ฯลฯ และส่วนมากผู้ที่นิยมใช้ว่านชักมดลูกก็จะเป็นสตรี เพราะมีสารออกฤทธิ์ที่มีฤทธิ์ใกล้เคียงกันฮอร์โมนสตรีตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น ในบทความนี้จะขอนำทุกท่านมาทำความรู้จักกับว่านชักมดลูกของไทยทั้งว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) และว่านชักมดลูกตัวเมีย  (Curcuma comosa) (แต่จะไม่กล่าวถึงชนิด (Curcuma  Xanthorrhiza) ว่าจะมีลักษณะเป็นเช่นไร)  และมีจุดสังเกตว่าตัวไหนเป็นตัวเมีย ตัวไหนเป็นตัวผู้ อย่างไรโดยลักษณะทั่วไปของว่านชักมดลูกนั้น จัดเป็นพืชล้มลุก เนื้ออ่อนสูงประมาณ 1 – 1.5 เมตร มีเหง้าอยู่ใต้ดิน ใบของว่านชักมดลูกมีชนิดเป็นใบเดี่ยวทรงรียาวกว้าง 15 – 20 เซนติเมตร ยาว 40 – 80 ซม. สามารถมองเห็นเส้นใบเป็นแถบยาวอย่างชัดเจน และยังมีเส้นกลางใบอีกด้วย ดอกของว่านชักมดลูกเป็นลักษณะเป็นช่อแทงจากพื้นดิน โดยแยกกันออกไปหลายทิศทางไม่รวมเป็นกระจุก ดอกมีใบประดับสีชมพูอ่อนกลีบรองออกสีแดงสดโดยว่านชักมดลูกของไทยเรานี้ พบได้ทั่วไปตามป่าเบญจพรรณทั่วประเทศแต่ในปัจจุบันมีการนำมาปลูกในเชิงพาณิชย์กันมากขึ้น โดยแหล่งปลูกที่สำคัญและมีชื่อเสียงได้แก่ ในจังหวัดเลยและจังหวัดเพชรบูรณ์แต่ดังที่กล่าวไว้ในบทความที่แล้วว่าว่านชักมดลูกในไทยนั้น อาจแบ่งออกได้ตามสารออกฤทธิ์และชนิดสัณฐานโดยทั่วไปเป็นว่านชักมดลูกตัวผู้และว่านชักมดลูกตัวเมีย ซึ่งมีจุดสังเกตว่าตัวไหนเป็นตัวผู้ตัวไหนเป็นตัวเมียดังนี้ จุดสังเกตที่ 1 หัวว่านชักมดลูกตัวเมีย มีชนิดหัวกลมรีตามแนวตั้งและมีแขวงสั้น ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้นั้นหัวจะกลมกว่าและแขนงข้างจะยาวกว่าว่านชักมดลูกตัวเมีย หากผ่าหัวว่านออกมาเปรียบเทียบกันแล้วเนื้อของว่านตัวเมียจะมีสีขาวนวล วงข้างในเป็นสีชมพูเรื่อๆ หากทิ้งไว้สักพักสีชมพูจะเริ่มเข้มขึ้น ส่วนเนื้อของว่านตัวผู้ก็มีสีคล้ายกัน แต่ลงข้างในจะเป็นสีเขียวแกมเทา และเมื่อทิ้งไว้ก็จะเป็นสีชมพูเรื่อๆเช่นกัน จุดสังเกตที่ 2 คือ ใบ ว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีเส้นกลางใบสีเขียวตลอดเส้น ส่วนว่านชักมดลูกตัวผู้จะมีเส้นกลางใบสีน้ำตาลแดงตลอดเส้นเช่นกัน จุดสังเกตที่ 3 คือ ดอก โดยก้านช่อดอกของว่านชักมดลูกตัวเมียจะมีก้านข่อดอกที่สั้นกว่า ก้านช่อดอกของว่านชักมดลูกตัวผู้ ซึ่งข้อมูลจุดสังเกตของว่านชักมดลูกนี้ ผู้เขียนคิดว่ามีสรรพคุณกับผู้ที่สมใจในสมุนไพรลักษณะนี้ เพราะในการนำมาใช้ในทางสมุนไพรนั้นจะใช้ว่านชักมดลูกตัวเมียในการทำยาสมุนไพรเพราะมีสารออกฤทธิ์ที่มีมากกว่าและเป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้

51

ฤทธิ์ทางเภสัชของว่านชักมดลูกกับการวิจัยในสัตว์ทดลอง
            เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสมุนไพรที่ต้องมีการวิจัยในสมุนไพรแต่ละประเภท เพราะนั่นคือการยืนยันและพิสูจน์ว่าสมุนไพรตัวนั้น มีฤทธิ์ทางเภสัชในด้านใดและมีสารออกฤทธิ์ตัวไหนบ้างที่อาจนำมาใช้บำบัดรักษาอาการเจ็บไข้ได้ป่วยของผู้ใช้ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการวิจัยและทดลองในสมุนไพรของไทย เพื่อที่จะนำผลการวิจัยที่ได้มาใช้ในวงการสมุนไพรเพื่อจะเป็นการยกระดับคุณภาพสมุนไพรของไทยให้ไปสู่สากลและมีคุณภาพทัดเทียมกับสมุนไพรจากแหล่งอื่นๆ ซึ่งจะเป็นการแข่งขันในตลาดสมุนไพรโลกต่อไป โดยในการค้นคว้าและทดลองในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของว่านชักมดลูกนั้น มีผลงานการศึกษาของนักวิจัยชาวไทยอยู่หลายชิ้นเลยทีเดียว เช่น ที่ว่ากันว่าว่านชักมดลูกเยียวยาอาการของผู้หญิง และมีไฟโตรเอสโตรเจนนั้น มีการค้นคว้าเพื่อพิสูจน์คือ มีการทดสอบโดยนำหนูทดลองมาแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1.หนูปกติ 2.หนูถูกตัดรังไข่ 3.หนูถูกตัดรังไข่และป้อนว่านชักมดลูกตัวเมีย 4. หนูถูกตัดรังไข่และป้อนว่านชักมดลูกตัวผู้ ผลการศึกษาพบว่าหนูกลุ่ม 3 ที่ได้รับว่านชักมดลูกตัวเมีย มีขนาดมดลูกโตใกล้เคียงกับหนูปกติ ส่วนหนูกลุ่ม 2 และ 4 (หนูที่ได้รับว่านชักมดลูกตัวผู้) มีขนาดมดลูกเล็กลงอย่างเห็นได้ชัด ในด้านฤทธิ์ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุนโดยทดลองกับหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่แล้วป้อนสารสกัดว่านชักมดลูกตัวเมียติดต่อกัน 5 สัปดาห์ พบว่าป้องกันการสูญเสียแคลเซียมและรักษาความหนาแน่นของมวลกระดูกได้และฤทธิ์ในการเพิ่มอัตราการไหลของน้ำดี พบว่ามีสารไกลไคไซด์กลุ่ม Phloracetophnone มีฤทธิ์เพิ่มอัตราการไหลของน้ำดีในหนูทดลอง ซึ่งเมื่อให้สารสกัดว่านชักมดลูกในขนาด 50 mg/kg สามารถกระตุ้นการไหลของน้ำดีได้ 142.3 ± 3.0% เมื่อเทียบกับกลุ่มควบคุม ซึ่งการเพิ่มนี้มีผลต่อการย่อยอาหารประเภทไขมันได้ดีขึ้นและอาจลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้ และว่านชักมดลูกยังมีสาร 4,6-dihydroxy-2-0(beta-D-glucopyranosy/acetopnenone) ซึ่งมีฤทธิ์ยับยั้งในการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งปากมดลูก ซึ่งมีค่า IC₅₀=4.44±0.85 ug/m/ รวมถึงยังมีการทดสอบความจำและการเรียนรู้ของหนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ โดยนำหนูทดลองมาตัดรังไข่ แล้วแบ่งเป็นกลุ่ม คือ 1หนูทดลองที่ถูกตัดรังไข่ 2 หนูทดลองถูกตัดรังไข่และได้รับสารสกัดของว่านชักมดลูกตัวเมีย 3.หนูทดลองถูกตัดรังไข่และได้รับการฉีดเอสโตรเจน โดยจะมีการทดสอบความจำและการเรียนรู้ทุกระยะเวลา 30 วัน และเมื่อถึงวันที่ 67 หนูที่ถูกตัดรังไข่ความจำเสื่อมลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนหนูที่กินสารสกัดว่านชักมดลูกและกลุ่มที่ได้รับการฉีดเอสโตรเจนมีความจำดีใกล้เคียงกัน นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานวิจัยที่นักวิจัยคนไทยนำว่านชักมดลูกมาวิจัยในเรื่องฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาเท่านั้น แต่ยังมีการศึกษาวิจัยและทดลองว่านชักมดลูกในเรื่องอื่นๆโดยนักวิจัยจากต่างประเทศอีกหลายๆกลุ่มหลายๆคน ซึ่งในความเห็นส่วนตัวผู้เขียนคิดว่า ว่านชักมดลูกตัวเมียของไทยนี้เป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพสูงที่จะสามารถพัฒนาและผลิตเป็นยาสำหรับสตรี เพราะว่าสามารถเยียวยารวมถึงป้องกันในอาการที่สำคัญๆของสัตว์ได้ และยังเชื่อว่าจะสามารถพัฒนาเป็นสมุนไพรระดับโลกได้ดังเช่น เห็ดหลินจือ ถั่งเช่า แปะก๊วย กระชายดำ ฯลฯ

52

รู้หรือไม่ว่านชักมดลูก (Curcuma comosa) มีสารตัวไหนบ้าง?
                สารออกฤทธิ์กับสมุนไพรนับว่าเป็นของคู่กันเสมอ เพราะการที่ผู้คนนำสมุนไพรมาใช้ก็เพื่อบำบัดรักษาโรคที่เป็นอยู่หรือไม่ก็นำมาใช้เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ เหล่านั้น เพราะว่าในตัวสมุนไพรทุกตัวที่นำมาใช้นั้นมีสารออกฤทธิ์ต่างๆที่เมื่อเข้าไปสู่ร่างกายของมนุษย์แล้ว อาจนำสารออกฤทธิ์เหล่านั้นไปทำปฏิกิริยากับอาการของโรค หรือเข้าไปทำลายเชื้อโรครวมถึงเข้าไปบำบัดอาการร่วมถึงป้องกันภาวะการเกิดโรคนั้นๆได้ โดยไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนหรือหากเกิดก็เกิดเพียงแต่อาการข้างเคียงเพียงเล็กน้อย ส่วนที่คนนิยมใช้สมุนไพรนั้นก็คงเพราะไม่มีอันตรายจากสารตกค้างทางเคมี ดังนั้นจึงมีความชอบใช้สมุนไพรกันมากในยุคสมัยนี้ โดยสมุนไพรหนึ่งตัวก็จะมีสารออกฤทธิ์หลายประเภทหลายกลุ่มที่มีผลต่อการบำบัดเยียวยาอาการเจ็บป่วยของมนุษย์ ขึ้นอยู่กับผู้ที่เลือกใช้ว่าจะใช้สมุนไพรชนิดไหนมารักษาอาการเจ็บป่วยใด ในสมุนไพรว่านชักมดลูกก็เช่นกันเชื่อหรือไม่ว่าในว่านชักมดลูกนั้นมีสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์กับมนุษย์(โดยเฉพาะสุภาพสตรี) มากกว่า 50 อย่างโดยในบทความนี้จะนำเสนอเกี่ยวกับสารออกฤทธิ์ของว่านชักมดลูกให้ได้รับทราบกัน อย่างที่ทราบกันดีแล้วว่าว่านชักมดลูกเป็นพืชในวงศ์ Zingibera ceae ซึ่งเป็นวงศ์เดียวกับขิงและข่า และอยู่ในกลุ่มเดียวกับขมิ้นชัน ซึ่งสารออกฤทธิ์ของสมุนไพรในกลุ่มนี้ที่จะขาดไม่ได้เลยคือ สารกลุ่ม Curcuminoids เช่นสาร Curcumin , desmethoxy curcumin , bisdesmethoxycurcumin โดยสารในกลุ่มนี้ในว่านชักมดลูกมีคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ , ต้านการอักเสบ , ลดระดับโคเลสเตอรอล และป้องกันสมองเสื่อม , รวมถึงยังมีสารกลุ่ม Diarylheptanoids เช่นสาร 5-hydroxy-7-(4-hydroxyphenyl)-1-phenyl-(1E)-4-heptene,trans,trans-1 ซึ่งสารกลุ่มนี้ในว่านชักมดลูกมีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นเทียบเท่าไวตามินซี มีคุณสมบัติต้านการอักเสบและยังช่วยซ่อมแซมและรักษาระบบหลอดเลือดหัวใจ และยังมีสารกลุ่ม Acetophenones เช่นสาร phloracetophenone,4,6-dihydroxy-2-0-(beta-D-glucopyranosyl)acetophenone ซึ่งสารกลุ่มนี้ในว่านชักมดลูกมีฤทธิ์กระตุ้นการปลั่งของน้ำดี รวมไปถึงเสริมให้มีการหลั่งกรดน้ำดีเพิ่มขึ้น มีคุณสมบัติลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ที่กล่าวมานี้คือสารกลุ่มหลักๆที่มีในว่านชักมดลูกเท่านั้น หากจะให้กล่าวจนครบทั้งหมด ว่ามีสารคุณสมบัติไหนในว่านชักมดลูกนั้น เกรงว่าผู้เขียนคงต้องใช้เวลาค้นหาข้อมูลกันเป็นแรมเดือนเลยทีเดียว เอาสรุปพอได้ใจความว่าว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรอีกชนิดหนึ่ง ทีมีสรรพคุณต่อร่างกายของมนุษย์(แต่ก็ยังมีผลข้างเคียงอยู่ซึ่งจะได้กล่าวถึงในบทความต่อไป) ในบทความหน้าเราจะมาพูดถึงคุณสมบัติของว่านชักมดลูกและเฉลยว่าทำไมว่านชักมดลูกถึงมีประโยชน์ต่อสุภาพสตรีมากกว่าผู้ชาย

Tags : ว่านชักมดลูก

53

ปฐมบทเกี่ยวกับว่านชักมดลูก
            หากในโลกของสมุนไพร่จะมีสมุนไพรที่เหมาะสำหับคนในแต่ละเพศ ทั้งผู้ชายและผู้หญิงแล้วนั้น เป็นที่ทราบดีกันว่าในบุรุษนั้นสมุนไพรส่วนมากก็จะเป็นสมุนไพรที่เรารู้จักกันดี เช่น ถั่งเช่า  กวาวเครือแดง  กระชายดำ ฯลฯ แต่หากเป็นผู้หญิงแล้ว สมุนไพรที่เป็นสมุนไพรเฉพาะของผู้หญิงนั้น ส่วนมากจะเป็นสมุนไพรที่มีสารออกฤทธิ์ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งเป็นสารคล้ายกันกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของผู้หญิงเช่น กวาวเครือขาว รากสามสิบ เป็นต้น แต่สมุนไพรอีกประเภทหนึ่งที่จะนำเสนอในวันนี้ก็คือ ว่านชักมดลูก ซึ่งก่อนที่เราจะมารับรู้เกี่ยวกับเรื่องต่างๆของว่านชักมดลูกนั้น แรกเริ่มปฐมบทเราต้องมารับทราบกันก่อนว่าสมุนไพรชักมดลูกนั้นมีกี่ประเภทและชนิดที่เขานำมาทำเป็นยาสมุนไพรนั้น คือ ประเภทใด โดยในประเทศไทยนั้นเป็นถิ่นกำเนิดของว่านชักมดลูกดังนั้น เราจะพบว่านชักมดลูกวางขายกันมากมายทั้งขายแบบหัวสดและแบบฝากตากแห้ง แต่จากการสุ่มซื้อมาและสังเกตชนิดและนำมาวิเคราะห์วิจัยพบว่า มีอยู่ 2 จำพวกด้วยกันเรียกว่า ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) และว่านชักมดลูกตัวผู้ (Curcuma latifolia) แต่ที่นิยมใช้ทำเป็นยาสมุนไพรสำหรับสุภาพผู้หญิง คือ ว่านชักมดลูกตัวเมีย เพราะมีสารออกฤทธิ์กลุ่มไฟโตเอสโตรเจน แถมยังมีพิษต่อตับไตและม้ามอีกด้วย มีรายงานว่ามีการพบพืชประเภทหนึ่งในเกาะบาหลีและเกาะชวา ในอินโดนีเซีย ซึ่งมีชนิดคล้ายกับว่านชักมดลูกอย่างข้างต้น ของไทยเรา และยังมีประโยชน์คล้ายๆกันอีกด้วย ซึ่งพืชชนิดนั้นมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Curcuma xanthorehiza โดยมีการนำไปวิจัยในต่างประเทศกันอย่างแพร่หลาย จึงมักเข้าใจกันสับสนว่าเป็นชนิดเดียวกับว่านชักมดลูกของไทยเรา แต่จากการวิจัยและลองระหว่างว่านชักมดลูก 2 ชนิดนี้ พบว่าแม้จะมีคุณสมบัติคล้ายๆกันแต่ก็มีสาระสำคัญคนละกลุ่มกัน ดังนั้นเมื่อมีการพูดถึงว่านชักมดลูกเราจึงต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ว่านชักมดลูกที่แท้จริงที่มีสรรพคุณและมีสารออกฤทธิ์ที่เป็นคุณสมบัติต่อสุภาพสตรีก็คือ ว่านชักมดลูกของไทย และต้องเป็นว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) เท่านั้น ซึ่งในบทความต่อๆไปหากผู้เขียนจะกล่าวถึงว่านชักมดลูก ก็จะหมายถึง ว่านชักมดลูกของไทยที่ใช้กันอยู่คือ ว่านชักมดลูกตัวเมีย (Curcuma comosa) เท่านั้น
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สรรพคุณของว่านชักมดลูก

54

 
ไขข้อข้องใจ...ทำไมว่านชักมดลูกจึงเหมาะกับสตรี
            ในบรรดาสมุนไพรทั้งหมดทั้งมวลในโลกนี้พบว่าสมุนไพรส่วนใหญ่มักจะใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง แต่ก็มีสมุนไพรส่วนหนึ่งที่มีฤทธิ์ทางยาที่เหมาะสำหรับเพศใดเพศหนึ่งเท่านั้น ซึ่งก็มีอยู่หลายๆอย่างที่เหมาะกับบุรุษ เช่น ถั่งเช่า , รากปลาไหลเผือก , กระเทียม ,โสมคน (โสมเกาหลี) ฯลฯ เมื่อมีสมุนไพรสำหรับผู้ชายแล้ว สตรีก็ไม่น้อยหน้าเหมือนกันเพราะมีสมุนไพรที่เหมาะสำหรับสตรีเหมือนกัน อาทิเช่น ตังกุย เชลต์เบอร์รี่ , กวาวเครือขาว ฯลฯ และที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับสตรีก็คือ “ว่านชักมดลูก” ซึ่งหากฟังแค่ชื่อก็น่าจะเข้าใจกันแล้วว่าทำไม สมุนไพรว่านชักมดลูกนี้จึงเหมาะสมกับผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย (เพราะบุรุษไม่มีมดลูกเหมือนผู้หญิง) ซึ่งเหตุผลอันแท้จริงก็คือ ในว่านชักมดลูกมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญ คือ สารกลุ่ม Diarylheptanoids ที่มีฤทธิ์คล้ายกับฮอร์โมนเอสโตรเจนของสตรี เรียกว่า ไฟโตเอสโตรเจน ซึ่งวงการแพทย์ต่างก็ยอมรับว่าสารไฟโตเอสโตรเจนนี้ มีประสิทธิภาพในการรักษาสุขภาพต่างๆ ของสตรีได้ ดังนั้นจึงไม่แปลกที่ประโยชน์ของว่านชักมดลูกโดยมากจะเป็นคุณสมบัติสำหรับเพศสตรีซึ่งเราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ของว่านชักมดลูกกัน โดยว่านชักมดลูกตามตำรายาไทยนั้น ใช้สำหรับการอยู่ไฟของผู้หญิงหลังคลอด โดยนำมาฝานแล้วต้มกับน้ำทั้งอาบทั้งดื่ม เพื่อช่วยเร่งให้มดลูกเข้าอู่และฟื้นตัวได้เร็วขึ้น รวมถึงใช้รักษาอาการมดลูกอักเสบ ปวดท้องระหว่างมีประจำเดือน เยียวยาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ แก้ตกขาว ขับน้ำคาวปลา และตามบันทึกตำรับยาแผนโบราณกล่าวว่า ว่านชักมดลูกมีคุณสมบัติและปลอดภัยสำหรับผู้หญิงมากกว่า กวาวเครือขาว ทั้งยังทำให้กล้ามเนื้อกระชับ เสริมหน้าอก ลบรอยเหี่ยวย่น เยียวยาซีสต์ และลดอาการปวดประจำเดือนได้ด้วย แต่ก็มีคุณสมบัติบางข้อของว่านชักมดลูกที่ระบุว่าใช้ในเพศชายได้ แต่น้อยมาก คือ เยียวยาอาการไส้เลื่อน ปวดเสียดลูกอัณฑะ เท่านั้น ส่วนสรรพคุณทางยาของว่านชักมดลูกนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ยังมีอีกเช่น ช่วยรักษาและคลายอาการโรคริดสีดวงทวาร ช่วยกระตุ้นการหลั่งของน้ำดี ช่วยลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี ต่อต้านการอักเสบต่างๆโดยเฉพาะระบบประสาท เมื่อถามถึงความปลอดภัยของว่านชักมดลูกนั้นพบว่าได้ประกาศคณะกรรมการพัฒนาระบบยาแห่งชาติเรื่องบัญชีหลักแห่งชาติ(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2555 ให้ว่านชักมดลูกเป็นหนึ่งในส่วนประกอบสำหรับใช้เป็นยาผู้หญิงหลังคลอด(ยาต้ม รพ.)อีกด้วย จึงเป็นเครื่องยืนยันได้ในระดับหนึ่ง ถึงเรื่องความปลอดภัยของว่านชักมดลูกโดยที่กล่าวมาหมดนี้จะเป็นได้ว่า ว่านชักมดลูกเป็นสมุนไพรสำหรับสตรีอย่างแท้จริง

Tags : ว่านชักมดลูก

55

 
ข้อควรรู้และควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูก
            ตามภูมิปัญญาของไทยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรที่มีมาตั้งแต่ในอดีตนั้น หมอยาพื้นบ้านหรือหมอยาสมุนไพรพื้นเมืองในแต่ละถิ่นแต่ละชุมชนนั้น ล้วนแล้วแต่จะมีข้อจำกัดหรือข้อกำหนดในการใช้สมุนไพรคุณสมบัติต่างๆเสมอ เนื่องมาจากว่าในการใช้ตัวยาสมุนไพรประเภทต่างๆนั้น ล้วนจะมีผลกระทบกับสุขภาพของผู้ใช้แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ เมื่อมีการใช้ยาสมุนไพรในการบำบัดรักษาโรคแล้วใช้ว่าจะมีอาการที่พึงประสงค์ในทุกๆรายไป นั่นก็เพราะว่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยหลายๆด้าน เช่นว่า สุขภาพของผู้ใช้สมุนไพรในตอนนั้นเป็นปกติหรือไม่ หรือเมื่อใช้สมุนไพรไปแล้วได้ใช้ตามขนาดหรือเวลาที่ได้แนะนำหรือไม่ รวมถึงได้กินของแสดงที่มีฤทธิ์ไปกดตัวยาสมุนไพรที่ใช้หรือเปล่า เหล่านี้คือข้อจำกัดในการใช้สมุนไพรซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ ในบทความนี้จึงจะขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วว่านชักมดลูกนี้ก็นับว่าเป็นสมุนไพรไทยที่คนไทยใช้กันมาเนิ่นนานแล้ว เป็นภูมิปัญญาของไทยที่สืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการแปรรูปว่านชักมดลูกไปทำสมุนไพรในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น และยังสะดวกในการกินรวมถึงทำให้เป็นสากลเหมือนกับยาแผนปัจจุบันอีกด้วย ส่วนข้อควรรู้และข้อควรระวังในว่านชักมดลูกมีดังนี้ ในตำรายาพื้นบ้านได้ระบุว่า 1.ในการต้มยาว่านชักมดลูกนั้นต้องต้มให้ฟองยุบลงจึงจะอาจนำมาใช้ได้โดยหากฟองยังไม่ยุบไม่ควรนำมาใช้อาจทำให้เกิดอาการเบื่อเมา  2.การใช้ว่านชักมดลูกเข้าอู่นั้นผู้หญิงหลังคลอดควรรอให้มีน้ำนมก่อนจึงจะสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล 3.ในการที่จะนำว่านชักมดลูกมาใช้นั้น ควรเก็บว่านชักมดลูกในฤดูแล้ง(ประมาณ พฤศจิกายน – มีนาคม) โดยหากเก็บหลังจากฝนตกแล้วสรรพคุณของว่านชักมดลูกจะน้อยลง เพราะตัวยาในหัวและแขนงของว่านชักมดลูกจะสะสมได้สูงสุดในช่วงหน้าแล้งหากเลยไปถึงหน้าฝนตาของแขนงจะงอกออกมาเป็นต้นใหม่ทำให้ตัวยาในหัวและแขนงว่านชักมดลูกน้อยลง  4.เมื่อผู้หญิงที่มีร่ายกายไม่ค่อยแข็งแรงใช้ว่านชักมดลูกนั้น อาจมีอาการปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ จึงควรหยุดกินสักพักหากหายไข้แล้วอาจอุปโภคต่อได้โดยลดตัวยาลงด้วย  5.ในสตรีวัยหมดประจำเดือนหลังจากใช้ว่านชักมดลูกแล้วอาจมีประจำเดือนเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ต้องตกใจเพราะมันจะค่อยๆหายไปเอง โดยอาจใช้ว่านชักมดลูกได้ตามปกติ  6.หากใช้ว่านชักมดลูกแล้วควรงดของที่คาวและมัน เพราะอาจทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลงได้ ส่วนในการค้นพบในปัจจุบันระบุไว้ว่า  1.ไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกในผู้ป่วยที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน เพราะว่านชักมดลูกนี้มีฤทธิ์ไปกระตุ้นทางเดินน้ำดี อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้  2.มีงานค้นหาในกระต่ายว่าว่านชักมดลูกมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เช่นเดียวกับกระเทียม แปะก๊วย  โกจิเบอร์รี่  จึงไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกร่วมกับยาต้านเกร็ดเลือดจำพวก แอสไพริน  วาร์ปาริน  และยาสลายลิ่มเลือดทุกจำพวก ทั้งหมดนี้คือข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูกซึ่งผู้เขียนคิดว่าก่อนจะนำมาใช้ควรต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัย

Tags : ว่านชักมดลูก

56

 
ข้อควรรู้และควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูก
            ตามภูมิปัญญาของไทยเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรที่มีมาตั้งแต่ในอดีตนั้น หมอยาพื้นบ้านหรือหมอยาสมุนไพรพื้นเมืองในแต่ละถิ่นแต่ละชุมชนนั้น ล้วนแล้วแต่จะมีข้อจำกัดหรือข้อกำหนดในการใช้สมุนไพรชนิดต่างๆเสมอ เนื่องมาจากว่าในการใช้ตัวยาสมุนไพรลักษณะต่างๆนั้น ล้วนจะมีผลกระทบกับสุขภาพของผู้ใช้แตกต่างกันออกไป กล่าวคือ เมื่อมีการใช้ยาสมุนไพรในการบำบัดเยียวยาโรคแล้วใช้ว่าจะมีอาการที่พึงประสงค์ในทุกๆรายไป นั่นก็เพราะว่ามีข้อจำกัดเกี่ยวกับปัจจัยหลายๆด้าน เช่นว่า สุขภาพของผู้ใช้สมุนไพรในตอนนั้นเป็นปกติหรือไม่ หรือเมื่อใช้สมุนไพรไปแล้วได้ใช้ตามขนาดหรือเวลาที่ได้แนะนำหรือไม่ รวมถึงได้รับประทานของแสดงที่มีฤทธิ์ไปกดตัวยาสมุนไพรที่ใช้หรือเปล่า เหล่านี้คือข้อจำกัดในการใช้สมุนไพรซึ่งมีมาตั้งแต่อดีตและในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ ในบทความนี้จึงจะขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้สมุนไพรว่านชักมดลูก ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วว่านชักมดลูกนี้ก็นับว่าเป็นสมุนไพรไทยที่คนไทยใช้กันมาเนิ่นนานแล้ว เป็นภูมิปัญญาของไทยที่สืบต่อกันมารุ่นสู่รุ่นจนมาถึงปัจจุบัน เพียงแต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการแปรรูปว่านชักมดลูกไปทำสมุนไพรในรูปแบบที่ทันสมัยขึ้น และยังสะดวกในการบริโภครวมถึงทำให้เป็นสากลเหมือนกับยาแผนปัจจุบันอีกด้วย ส่วนข้อควรรู้และข้อควรระวังในว่านชักมดลูกมีดังนี้ ในตำรายาพื้นบ้านได้ระบุว่า 1.ในการต้มยาว่านชักมดลูกนั้นต้องต้มให้ฟองยุบลงจึงจะอาจนำมาใช้ได้โดยหากฟองยังไม่ยุบไม่ควรนำมาใช้อาจทำให้เกิดอาการเบื่อเมา  2.การใช้ว่านชักมดลูกเข้าอู่นั้นผู้หญิงหลังคลอดควรรอให้มีน้ำนมก่อนจึงจะสามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและได้ผล 3.ในการที่จะนำว่านชักมดลูกมาใช้นั้น ควรเก็บว่านชักมดลูกในฤดูแล้ง(ประมาณ พฤศจิกายน – มีนาคม) โดยหากเก็บหลังจากฝนตกแล้วประโยชน์ของว่านชักมดลูกจะน้อยลง เพราะตัวยาในหัวและแขนงของว่านชักมดลูกจะสะสมได้สูงสุดในช่วงหน้าแล้งหากเลยไปถึงหน้าฝนตาของแขนงจะงอกออกมาเป็นต้นใหม่ทำให้ตัวยาในหัวและแขนงว่านชักมดลูกน้อยลง  4.เมื่อผู้หญิงที่มีร่ายกายไม่ค่อยแข็งแรงใช้ว่านชักมดลูกนั้น อาจมีอาการปวดศีรษะ ตัวร้อน มีไข้ จึงควรหยุดกินสักพักหากหายไข้แล้วอาจกินต่อได้โดยลดตัวยาลงด้วย  5.ในสตรีวัยหมดประจำเดือนหลังจากใช้ว่านชักมดลูกแล้วอาจมีประจำเดือนเกิดขึ้นได้ แต่ไม่ต้องตกใจเพราะมันจะค่อยๆหายไปเอง โดยสามารถใช้ว่านชักมดลูกได้ตามปกติ  6.หากใช้ว่านชักมดลูกแล้วควรงดของที่คาวและมัน เพราะอาจทำให้ตัวยามีฤทธิ์อ่อนลงได้ ส่วนในการค้นหาในปัจจุบันระบุไว้ว่า  1.ไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกในผู้ป่วยที่มีปัญหาท่อน้ำดีอุดตัน เพราะว่านชักมดลูกนี้มีฤทธิ์ไปกระตุ้นทางเดินน้ำดี อาจทำให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้  2.มีงานค้นคว้าในกระต่ายว่าว่านชักมดลูกมีผลต่อการทำงานของเกล็ดเลือด เช่นเดียวกับกระเทียม แปะก๊วย  โกจิเบอร์รี่  จึงไม่ควรใช้ว่านชักมดลูกร่วมกับยาต้านเกร็ดเลือดจำพวก แอสไพริน  วาร์ปาริน  และยาสลายลิ่มเลือดทุกอย่าง ทั้งหมดนี้คือข้อควรรู้และข้อควรระวังในการใช้ว่านชักมดลูกซึ่งผู้เขียนคิดว่าก่อนจะนำมาใช้ควรต้องรู้เรื่องราวเหล่านี้จะเป็นการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัย

57

การศึกษาทางคลินิกของเถาวัลย์
            ลดอาการปวดหลังส่วนล่าง  การเปรียบเทียบ คุณสมบัติของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงกับยาไดโคลฟีแนค ในการเป็นยา ลดอาการปวดหลังส่วนล่าง พบว่าเมื่อให้ผู้ป่วย บริโภคสารสกัดเถาวัลย์เปรียงบรรจุแคปซูลขนาด 200 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน เปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่ ทานยาไดโคลฟีแนคขนาด 25 มิลลิกรัม  วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน ผลพบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงอาจลดอาการปวดหลังส่วนล่างได้ไม่แตกต่างจากการใช้ยาไดโคลฟีแนค
           กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย   การค้นคว้าประสิทธิผลของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี เมื่อได้ทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียงทีสกัดด้วย 50% เอทานอล ขนาดวันละ 400 มก. นาน 2 เดือน ไม่พบความผิดปกติของระบบต่างๆของร่างกาย และพบว่าสารสกัดเพิ่มการหลั่งของ IL-2 และ gamma–IFN แสดงว่าสารสกัดมีฤทธิ์เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
             การค้นหาประสิทธิผล และความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการเยียวยาอาการอักเสบจากข้อเข่าเสื่อมนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมการทดลองทางคลินิกกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเข้าร่วมโครงการจำนวน 125 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแผนปัจจุบันนาโพรเซน (Naproxen) ขนาด 250 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียงขนาด 400 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ผลการค้นพบพบว่า ยาแผนปัจจุบันนาโพรเซนและสารสกัดเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลและความปลอดภัยไม่แตกต่างกัน และผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้ง 2 กลุ่มมีความพึงพอใจต่อการรักษาร้อยละ80การศึกษาความปลอดภัยของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสถาบันทดลองสมุนไกรมวิทยาศาสการแพทย์ได้ศึกษาความปลอดภัยของสสารสกัดเอทานอล 50 % ของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 12 ราย โดยให้กินแคปซูลสารสกัดขนาด 200 มก./แคปซูล ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และเจาะเลือดทุก 2 สัปดาห์ พบว่าไม่มีอาการไม่ปกติใดๆ ระหว่างบริโภคสารสกัดเถาวัลย์เปรียง และเมื่อเทียบกับก่อนได้รับสารสกัด  ค่าทางโลหิตวิทยาบางค่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น ค่าร้อยละของเม็ดเลือดขาวลักษณะ basophil เพิ่มขึ้น ค่า hemoglobin และค่าร้อยละของ hematocrit ลดลงในบางสัปดาห์
การศึกษาทางพิษวิทยาของเถาวัลย์ 
             สำหรับด้านความเป็นพิษของสารสสกัดเถาวัลย์เปรียงนั้นจากการค้นพบสารสกัดเอธานอล 50% โดยป้องให้หนูขาวในขนาดสูงถึงวันละ 600 มก.น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ซึ่งเท่ากับ 75 – 100 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน ไม่พบอาการแสดงความเป็นพิษต่ออวัยวะและการทำงานไม่ปกติของระบบต่างๆ ของหนูขาวเลย
             การลองพิษเฉียบพลัน  ของสารสกัดลำต้นด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 6,250 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดเยียวยาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กก. ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
             มีรายงานการค้นคว้าพิษเรื้อรัง ( 6 เดือน ) ของสารสกัด 50 % เอทานอลของเถาวัลย์เปรียงในหนูขาว 4 กลุ่มๆ ละ 20 ตัว/เพศ  กลุ่มควบคุมได้รับน้ำ 10 มล. / กิโลกรัม / วัน กลุ่มลองได้รับสารสกัดขนาด 6 , 60 และ 600 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม / วัน หรือ เทียบเท่าผงเถาวัลย์เปรียง 0.03 , 0.3 และ 3 กรัม / กก. / วัน หรือ 1 , 10 และ 100 เท่าของขนาดใช้ในคนต่อวัน  พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยา  ชีวเคมีของเซรั่ม หรือจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน ที่มีความสัมพันธ์กับขนาดของสารสกัด และไม่พบความผิดปกติใดๆ
 

58

 
รูปแบบ / ขนาดวิธีใช้โกฐน้ำเต้า
การแพทย์แผนจีน ใช้ขนาด 3-30 กรัม ต้มเอาน้ำ กิน เนื่องจากโกฐน้ำเต้ามีฤทธิ์ถ่ายรุนแรง ดังนั้นเวลาต้มให้ใส่ทีหลัง และหากนำไปนึ่งกับเหล้าจะทำให้ฤทธิ์ถ่ายน้อยลง แต่ช่วยปรับการหมุนเวียนของเลือดให้ดีขึ้น
หากเป็นเหง้าแห้ง ให้ใช้ครั้งละประมาณ 3-12 กรัม (บ้างว่าใช้ในขนาด 3-30 กรัม) นำมาต้มกับน้ำเป็นยากิน แต่ถ้าเป็นเหง้าแบบที่บดเป็นผงมาแล้วให้ใช้ครั้งละประมาณ 1-1.5 กรัม

ฤทธิ์ทางเภสัชโกฐน้ำเต้า 
            จากข้อมูลการค้นพบ พรีคลินิกพบว่า สาระสำคัญในโกฐน้ำเต้า  โดยเฉพาะ sannosides A – F และ rheinosides A – D ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวชองลำไส้ใหญ่  ทำให้มีปริมาณ น้ำในลำไส้ใหญ่มากขึ้น  จึงแสดงฤทธิ์เป็นยาถ่าย  โดยมีฤทธิ์ฝาดสมานร่วมด้วยอันเนื่องมาจากฤทธิ์ของ tannins ซึ่งสอดคล้องกับตำราสรรพคุณยาไทยว่าโกฐน้ำเต้ามีคุณสมบัติขับลมสู่คูถทวาร ทำให้อุจจาระปัสสาวะเดินสะดวก  เป็นยาระบายจำพวก “รู้เปิดรู้ปิด”
โกฐน้ำเต้ามีฤทธิ์ในการกระตุ้นการขับน้ำดี ลดความดันโลหิต ทำให้เกล็ดเลือดจับกันเป็นลิ่ม ช่วยลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมโลหิตของเส้นเลือดฝอย กระตุ้นไขกระดูกให้สร้างเม็ดโลหิตแดง และยังมีฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์ได้อีกหลายอย่าง
ฤทธิ์ปกป้องตับและไตจากการถูกทำลายด้วยยาพาราเซตามอลของสารสำคัญจากโกฐน้ำเต้า
การศึกษาฤทธิ์ปกป้องตับและไตของสาร rhein (4,5-dihydroxyanthraquinone-2-carboxylic acid) ซึ่งเป็นสารสำคัญจากโกฐน้ำเต้า (Rheum officinale) ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดพิษด้วยการกรอกยาพาราเซตามอล (acetaminophen) ขนาด 2.5 ก./กิโลกรัม ร่วมกับการได้รับสาร rhein ขนาด 10, 20 หรือ 40 มิลลิกรัม/กก. พบว่าการกรอกยาพาราเซตามอลในขนาดดังกล่าวทำให้ระดับ glutamate-pyruvate transaminase, glutamate-oxaloacetic transaminase, total bilirubin, creatinine และ urea nitrogen ในเลือดเพิ่มขึ้น เซลล์และเนื้อเยื่อของตับและไตถูกทำลาย ระดับของ reactive oxygen species, nitric oxide และ malondiadehyde ในตับและไตเพิ่มขึ้น ในขณะที่ glutathione ลดลง ซึ่งการที่หนูได้รับสาร rhein สามารถทำให้ความเป็นพิษต่อตับและไตข้างต้นลดลง โดยประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับขนาดที่ใช้ จากผลการทดลองดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าสาร rhein มีฤทธิ์ในการปกป้องตับและไตจากการถูกทำลายด้วยยาพาราเซตามอล
การศึกษาทางพิษวิทยาโกฐน้ำเต้า
เมื่อป้อนสารสกัดโกฐน้ำเต้าด้วย 70% เมทานอลให้หนูถีบจักร พบว่าขนาดที่ทำให้สัตว์ทดลองตายเป็นจำนวนครึ่งหนึ่งมีค่ามากกว่า 2.0 กรัม/กก.12 เมื่อคนกินสารสกัดด้วยน้ำในขนาด 5 มล. ไม่พบพิษต่อตับ13 เมื่อป้อนสารสกัดให้หนูถีบจักรหรือหนูขาวในขนาด 200 มก./กก.ไม่พบพิษ
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังโกฐน้ำเต้า

  • ห้ามใช้โกฐน้ำเต้าในผู้ป่วยที่มีอาการปวดเกร็งหรือมีอาการปวดเฉียบพลันในช่องท้อง ไตอักเสบ หรือมีอาการเจ็บท้อง คลื่นไส้อาเจียนโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • การใช้โกฐน้ำเต้าในปริมาณเกินขนาดอาจทำให้มีอาการปวดเฉียบพลัน มีอาการมวนเกร็งในลำไส้ และอุจจาระเหลวเหมือนน้ำ ดังนั้นคุณควรเลือกใช้โกฐน้ำเต้าเฉพาะในเมื่อไม่สามารถแก้อาการท้องผูกได้ด้วยวิธีอื่นแล้วเท่านั้น เช่น การปรับเปลี่ยนโภชนาการหรือการใช้ยาระบายจำพวกที่ช่วยเพิ่มเส้นใยอาหาร หากใช้วิธีอื่น ๆ แล้วอาการท้องผูกยังไม่ดีขึ้น ก็ขอให้ใช้เป็นโกฐน้ำเต้าเพื่อเป็นยาแก้ท้องผูกเป็นตัวเลือกสุดท้าย
  • ในกรณีที่ใช้โกฐน้ำเต้าแล้วมีอาการเลือดออกทางทวารหนัก หรือเมื่อใช้ในขนาดสูงแล้ว ลำไส้ยังไม่เกิดการเคลื่อนไหว อาจบ่งถึงภาวะรุนแรงที่อาจเกิดอันตรายได้
  • การใช้โกฐน้ำเต้าติดต่อกันเป็นระยะเวลานานเกินกว่าที่กำหนดอาจทำให้ลำไส้เกิดความเคยชินได้


 

Tags : สมุนไพรโกฐน้ำเต้า

59

รูปแบบขนาดวิธีใช้ของเก๋ากี้[/url]
[/b]
สำหรับโรคที่พบเห็นบ่อยอย่างความดันโลหิตสูง อาจต้มเก๋ากี้ 15 กรัมกับน้ำ ดื่มแทนน้ำชา หรือผู้ที่เป็นโรคสายตาฝ้าฟางในตอนกลางคืน ความ อาจในการมองเสื่อม สามารถนำเก๋ากี้ 6 กรัม ไปต้มกับดอกเก๊กฮวยขาวใน ปริมาณเท่ากัน ดื่มแทนน้ำชา จะช่วยบรรเทาอาการดังกล่าวได้เป็นอย่างดี หรืออาจกินเก๋ากี้สด 20 - 30 เม็ดจะช่วยบรรเทาอาการสายตาฝ้าฟางและชะลอความแก่ เเล้วทั้งนี้จะต้องทานติดต่อกันเป็นเวลาระยะหนึ่ง จึงเกิดประสิทธิภาพ
เป็นที่ทราบกันดีว่า อาหารเสริมนานาชนิดไม่เหมาะที่จะรับประทานในจำนวนมากเกินความจำเป็น ในฐานะที่เป็นสมุนไพรบำรุงร่างกายชนิดหนึ่ง จึงมีประโยชน์สูงสุดต่อเมื่อรับประทานในคุณภาพที่พอเหมาะ โดยผู้ใหญ่สามารถรับประทานวันละ 20 กรัม เเล้วแต่หากต้องการนำไปใช้เป็นตัวยารักษาโรค อาจเพิ่มจำนวนเป็น 30 กรัมต่อวัน
การใช้ เป็นเครื่องปรุงอาหารได้ เช่น ตุ๋นกับเนื้อสัตว์เป็นอาหารบำรุง โดยทั่วไปใช้เก๋ากี้ประมาณครั้งละ 6-12 กรัม ต้มกินน้ำดื่มแทนน้ำชา ทำเป็นยาเม็ดลูกกลอน ดองเหล้า หรือต้มจนเปื่อยกรองเอากากออก ทำเป็นขนมกินเป็นของว่าง เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย ซึ่งในยุคนี้ มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม ใหม่ๆ สามารถเปลี่ยนเก๋ากี้ ให้กลายมาเป็นน้ำผลไม้สกัดเข้มข้น รสชาติอร่อย กลายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมที่อยู่ในรูปน้ำผลไม้เสริมสร้างและบำรุงสุขภาพ  ส่วนน้ำโกจิเบอร์รีก็ไม่ควรดื่มเกินวันละ 4 ออนซ์ (ประมาณ 118 มิลลิตร)
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา

  • เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยให้มีความสุข จากผลการศึกษาถูกตีพิมพ์ในวารสาร Alternative and Complementary Medicine เมื่อปี 2008 พบว่า อาสาสมัครที่ดื่มน้ำโกจิเบอร์รีเป็นประจำ นาน 15 วัน มีแนวโน้มสุขภาพแข็งแรงขึ้น อธิบายให้ชัดคือรู้สึกกระปรี้กระเปร่า มีพลังงานมากกว่าที่เคยเป็น เเละนอนหลับได้ดีขึ้น และมีความสุขมากขึ้นด้วย ซึ่งเมื่อค้นหาดื่มน้ำโกจิเบอร์รีต่อไปเรื่อย ๆ ก็ค้นหาว่า กลุ่มอาสาสมัครมีความเครียดน้อยลง ความอ่อนเพลียเหนื่อยล้าลดลง ระบบย่อยอาหารดีขึ้น และมีแนวโน้มความสุขสูงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเทียบกับกลุ่มวิจัยที่ไม่ได้ดื่มน้ำโกจิเบอร์รีเป็นประจำ
  • ปกป้องผิวจากรังสียูวี ผลการค้นคว้ากับหนูที่ถูกตีพิมพ์ในวารสาร Photochemical and Photobiological Sciences ปี 2010 พบว่า หนูที่กินน้ำโกจิเบอร์รีจะมีแนวโน้มต้านรังสียูวีและการอักเสบที่เกิดจากรังสียูวีแผดเผาได้มากกว่าหนูที่ไม่ได้กินน้ำโกจิเบอร์รี ทั้งนี้นักวิจัยได้อ้างผลการค้นคว้าไว้ว่า อาจเป็นเพราะสารต้านอนุมูลอิสระในผลโกจิเบอร์รี ที่มีส่วนช่วยปกป้องและรักษาผิวจากรังสียูวีได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • บำรุงสายตา โกจิเบอร์รีมีสารทัวรีน (Taurine) ซึ่งผลการวิจัยจาก Optometry and Vision Science เมื่อปี 2011 พบว่า สารทัวรีนมีสรรพคุณบำรุงสายตาให้แจ่มใส โดยเฉพาะสายตาของผู้สูงอายุและผู้ที่มีปัญหาสายตาอันสืบเนื่องมาจากโรคเบาหวาน
  • มีประโยชน์ต่อตับ และป้องกันอัลไซเมอร์ การค้นพบที่ตีพิมพ์ในวารสาร Ethnopharmacology พบว่า ผลโกจิเบอร์รีช่วยลดความเสียหายของตับในหนูทดลองที่ได้รับสารเคมีที่เป็นพิษลงได้ โดยนักวิจัยคาดว่าคุณสมบัติในการป้องกันนี้อาจเกี่ยวข้องกับคุณสมบัติของสารต้านอนุมูลอิสระในโกจิเบอร์รีนั่นเอง

    การศึกษาทางพิษวิทยา
    ผลการค้นหาทางการแพทย์ล่าสุดชี้ให้เห็นว่า เก๋ากี้เป็นสมุนไพรที่ปลอดสารพิษ อาจใช้ประกอบอาหารหรือสกัดเป็นตัวยาและใช้เป็นเวลานานโดยไม่เกิดผลข้างเคียงใดๆ  เเล้วยิ่งไปกว่านั้นเก๋ากี้ยังได้รับการขึ้นทะเบียนในหนังสือแพทย์แผนจีนร่วมสมัย The Pharmacopoeia of the People’s Republic of China ที่ออกโดยกระทรวงสาธารณสุขจีนและเป็นยอมรับว่าเป็นสมุนไพรที่ใช้เป็นยาบำรุงร่างกายในวงกว้าง
    ข้อแนะนำ/ข้อควรระวังของเก๋ากี้ 
    โกจิเบอร์รี่ลดการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดหยุดไหลช้า ดังนั้น จึงควรหยุดทานโกจิเบอร์รี่ในรูปผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 1 อาทิตย์ ก่อนการผ่าตัด หรือทำฟัน
    ทั้งนี้ก่อนกินโกจิเบอร์รีอาจต้องลองปรึกษาแพทย์ก่อนด้วย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต หรือผู้ที่รับประทานยาบางอย่างเป็นประจำ เพราะโกจิเบอร์รีอาจส่งผลกระทบโดยตรงกับตัวยาบางชนิดได้ เช่น ยาลดความดันโลหิตและยาขยายหลอดเลือด เป็นต้น
    แต่ใช่ว่าเก๋ากี้จะเหมาะกับคนทุกเพศทุกวัย เพราะตัวสมุนไพรมีฤทธิ์ร้อน ดังนั้นผู้ที่ป่วยเป็นไข้ตัวร้อน ปรากฏมีอาการอักเสบ หรือท้องเดินจึงไม่เหมาะที่จะรับประทานเพราะอาจทวีความรุนแรงให้กับโรคได้ เนื่องจากเป็นตัวยาที่กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวของเส้นประสาทจึงไม่เหมาะกับผู้ที่มีความต้องการทางเพศสูงเช่นกัน ในทางกลับกัน เก๋ากี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอและมีภูมิคุ้มกันต่ำ
     

60


การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัช / เภสัชวิทยา 
แอล์-คาร์นิทีน มีผลต่อการลดน้ำหนักโดยจาการศึกษากลุ่มตัวอย่างที่มีอายุระหว่าง 13 – 17 ปี ซึ่งได้รับ แอล- คาร์นิทีนจากอาหารและออกกำลังกายเหมือนกัน แต่กลุ่มทดลองจะได้รับแอล-คาร์นิทีน 2 กรัม ต่อวัน  เป็นประจำทุกวัน ซึ่งพบว่ากลุ่มทดลองมีน้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม และกลุ่มควบคุมลดลง 0.88 กิโลกรัมทั้งนี้เนื่องมาจากประโยชน์ของแอล-คาร์นิทีนที่มีบทบาทสำคัญในการเผาผลาญไขมันและมีสารที่สำคัญในการลดน้ำหนักเมื่อกินในปริมาณที่เหมาะสม สอดคล้องกับ Arsenian MA. ทำการศึกษาผู้ที่มีภาวะไขมันผิดปกติในร่างกายและโรคเบาหวานหลังจาก  4 เดือนพบว่าระดับคอเลสเตอรอลและไตกรีเซอร์ไรด์ลดลงตามลำดับ 20 เปอร์เซ็นต์และ 28 เปอร์เซ็นต์และความเข้มข้นของคอเลสเตอรอลที่ดี (HDL-C) เพิ่มขึ้น 12 เปอร์เซ็นต์
การศึกษาถึงผลการรับประทานแอล-คาร์นิทีน
ต่อระดับไขมันในเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดผิดปกติและเพื่อค้นคว้าผลการกินแอล-คาร์นิทีนเทียบกับการรับประทานแอล-คาร์นิทีนร่วมกับไนอาซิน ต่อระดับไขมันในเลือดในผู้ป่วยที่มีภาวะไขมันในเลือดไม่ปกติโดยค้นพบในอาสาสมัครจำนวน 43 คน แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มที่1 ให้กินยาหลอก กลุ่มที่2 ให้รับประทานแอล-คาร์นิทีน 3 กรัม/วัน กลุ่มที่ 3  ให้รับประทานแอล-คาร์นิทีน 3 กรัม ร่วมกับ ไนอาซิน 250 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลา 4 สัปดาห์ ทำการประเมินระดับ ไขมันในเลือดก่อนและหลังการทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ผลการวิจัยพบว่า การทานแอล-คาร์นิทีนนเพียงอย่างเดียว พบว่า ระดับของคลอเลสเตอรอลรวม ไตรกลีเซอไรด์และคลอเลสเตอรอลดีไม่เปลี่ยนแปลง แต่ระดับของคลอเลสเตอรอลไม่ดีสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่า 110.40±14.56 และ 128±16.50 (p =0.001) เนื่องมาจากงานวิจัยนี้ไม่ได้ให้ผู้ร่วมศึกษาควบคุมอาหาร ส่วนการรับประทานแอล-คาร์นิทีนร่วมกับไนอาซิน พบว่าระดับคลอเลสเตอรอลรวมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีค่า 225.80±25.46 และ 200.33±42.80 (p=0.015)สรุปได้ว่า การรับประทานแอล-คาร์นิทีนไม่ช่วยลดระดับไขมันในเลือด แต่ยังเพิ่มระดับคลอเลสเตอรอลไม่ดีในเลือด แต่การรับประทานแอล-คาร์นิทีนร่วมกับไนอาซิน สามารถลดระดับ       คลอเลสเตอรอลรวมในเลือดได
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังในการใช้แอล-คาร์นิทีน
หากทานเกินที่กำหนด อาจเกิดอาการบวม เป็นตะคริว หรือท้องเสียได้ เนื่องจากในอาหารที่เรากินมีส่วนผสมของแอล-คาร์นิทีน ผสมปะปนอยู่โดยธรรมชาติ  ส่วนอาการข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น มีความอยากอาหารเพิ่มขึ้น มีกลิ่นตัว และเกิดอาการผื่นแดง สำหรับคนที่มีอาการแพ้ต่ออาหารโปรตีน เช่น ไข่ นม หรือข้าวสาลี ไม่ควรทานผลิตภัณฑ์ที่เสริมแอล-คาร์นิทีนเป็นอันขาด รวมถึงคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับตับ และไต เด็กที่มีอายุยังไม่ถึง 2 ขวบ และสตรีมีครรภ์ก็ควรหลีกเลี่ยง  คนที่กินยากันชัก  จะสูญเสียคาร์นิทีนมาก  ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรับประทานคาร์นิทีน ในรูปของ แอลคาร์นิทีนเสริม  ไต ผลิตกรดอะมิโนคาร์นิทีน แต่หากไตเสื่อมจะขาดคาร์นิทีน จึงควรได้รับ คาร์นิทีนเสริม
ขนาดรับประทานแอล-คาร์นิทีน 
เนื่องจากแอล-คาร์นิทีน เป็นสารที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้เอง และพบได้ในอาหารหลายๆชนิด จาการทดสอบหาค่า ความเป็นพิษ Lathal dose (LD) ของแอล-คาร์นิทีน ในหนู พบว่ามีค่าเท่ากับ 8.9 – 9.1 กรัม / กิโลกรัมหรือเทียบเท่ากับขนาดในคนคือ 630 กรัม / วัน อย่างไรก็ตามการทานแอล-คาร์นิทีน ในขนาดมากกว่า 4 กรัม / วัน จะส่งผลให้เกิดอาการระคายเคืองในทางเดินอาหารได้ ดังนั้นปริมาณที่แนะนำให้บริโภคต่อวัน คือ 2 กรัม / วัน
            การทานแอล-คาร์นิทีน ในขนาดที่เหมาะสมคือ 2 กรัม / วัน จะช่วยให้กล้ามเนื้อมีประสิทธิภาพการทำงานและเกิดเมแทบอลิซึมโดยเฉพาะ fatty acid oxidation ได้เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการนำไปใช้ในระยะยาวเพื่อหวังผลในการเสริมสร้างกำลังของนักกีฬายังต้องมีการค้นคว้าต่อไป
 

หน้า: 1 2 3 [4] 5 6 ... 9