แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Topics - teareborn

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 9
61

สรรพคุณของคนทีสอ
คนทีสอมี สรรพคุณทางยาหลายอย่าง ทุกส่วนของลำต้น อาจนำมาใช้เป็นยาสมุนไพรได้หมด ไม่ว่าจะเป็นใบ ดอก ผล เมล็ด ราก ลำต้น กระพี้ รวมไปถึงเปลือกไม้ด้วย และคนทีสอยังเป็นสมุนไพรสำหรับ ผู้หญิงอีกด้วย เพราะมีคุณสมบัติช่วยทำให้เลือดลมเป็นปกติ แก้ปัญหาประจำเดือน สภาวะก่อนและหลังมีประจำเดือน แม้กระทั่งหลังคลอดบุตร สมุนไพรคนทีสอก็เป็นตัวช่วยขับเลือดเสีย ทำให้สดชื่นมีกำลัง และยังช่วยขับน้ำนมและบำรุงน้ำนมได้อีกด้วย
ตำรายาไทย ใบ รสร้อนสุขุมหอม บำรุงน้ำดี ขับเสมหะ บำรุงธาตุ รักษาโรคตับ ขับลม แก้ไอ แก้หืด ฆ่าพยาธิ แก้ริดสีดวงจมูก แก้ลำไส้พิการ ขับเหงื่อ แช่น้ำอาบแก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน รักษาอาการสาบคายในกาย แก้พิษฝีใหญ่ แก้พิษสำแลง และพิษต่างๆ ผสมกับเทียน ขมิ้น พริกไทย กินแก้วัณโรค รักษาโรคเกี่ยวกับลำไส้ แช่น้ำอาบแก้ผื่นคันโรคผิวหนัง โรคปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ เป็นยาไล่แมลง ดอก รสหอมฝาด แก้ไข้ แก้หืดไอ ฆ่าพยาธิ บำรุงครรภ์มารดา บำรุงน้ำนม ผล รสร้อนสุขุม แก้คลื่นเหียนอาเจียน แก้ลม ฆ่าพยาธิ แก้หืดไอ แก้ไข้ แก้ริดสีดวงจมูก คลายปวดตามเนื้อตามข้อ แก้ท้องมาน ขับเหงื่อ เมล็ด รสร้อนสุขุม ระงับปวด เจริญอาหาร ราก รสร้อนสุขุม แก้ไข้ แก้โรคตับ โรคตา ถ่ายน้ำเหลือง ขับเหงื่อ ขับปัสสาวะ รากและใบ ต้มกินแก้ไข้ ให้ ผู้หญิงหลังคลอดบุตรใหม่ๆ บริโภคเป็นยาขับปัสสาวะและขับเหงื่อ ต้น ขับลมในลำไส้ แก้จุกเสียดท้องอืด กระพี้ เยียวยาอาการคลื่นเหียนอาเจียน  รักษาระดูสตรี เปลือก ใช้ รักษาอาการไข้ซึ่งมีอาการกระทำให้เย็น เยียวยาอาการคลื่นเหียน เยียวยา สตรีระดูพิการ
ในต่างประเทศมีการนำคนทีสอมาใช้เป็นยาขับเหงื่อและปัสสาวะ ลดไข้ ส่วนของใบใช้เป็นยาลดความเจ็บปวด ใช้เป็นยาขับระดู ให้กินหลังการคลอดบุตรเพื่อป้องกันการจับไข้ ในบางประเทศใช้ใบบดกับกระเทียม พริกไทย ขมิ้นและข้าวสุกทำเป็นเม็ดกินแก้วัณโรค น้ำคั้นจากใบสดดื่มแก้ปวดหัว ใบนำไปหมักเอาน้ำ กินแก้เหน็บชา ใบนำไปตำพอกแก้เคล็ดขัดยอก รอยฟกช้ำ ไขข้ออักเสบและอัณฑะบวม ในส่วนของผลใช้บำรุงสมองและขับระดู โดยทำให้เป็นผง ใช้ผสมน้ำตาลป้ายลิ้น ผลแห้งนำมาต้ม ดื่มแก้หวัดธรรมดา ปวดหัว ตาแฉะและการอักเสบของหัวนมและเต้านม ส่วนของเปลือกด้านในเคี้ยวกินแก้ท้องเดิน ในประเทศอินโดนีเซียใช้ ใบ เป็นยาขับลม และผสมในตำรับยาไล่แมลงด้วย บางทีใช้ใบแห้งทำเป็นยาไล่แมลง หรือสกัดเอานำมันมาผลิตเป็นยากันยุง  ประเทศอินโดนีเซียใช้ ใบ เป็นยาขับลม และผสมในตำรับไล่แมลง  ในมาเลเซีย ใช้รากหรือใบต้มแก้ไข้ ใบแก้ปวดศีรษะ จีน ใช้เมล็ดระงับปวด ทำให้สงบ ไทย ใช้รากฝนทาแก้พิษแมงกะพรุน และเป็นยาขับเสมหะ บำรุงธาตุ ใบต้มน้ำอาบ รักษาโรคผิวหนัง ผลแก้หืดไอ และมองคร่อ  ด้วย
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ของคนทีสอ

62

องค์ประกอบทางเคมีของดอกคำฝอย
            สารในกลุ่มฟลาโวนอยด์กลับโคไซด์ (Flavonid Glycoside) ได้แก่ คาร์ทามิน (cartramin) ,    ซาฟโฟลมิน (safflomin) , ซาฟฟลอร์เยลโล่ (safflor yellow) , ไฮดรอกซีซาฟฟลอร์เยลโล่ (hydroxysafflor yellow) , ทิงค์ทอร์มีน (cartormin) , ซาโปจีนิน (sapogenin)     สารในกลุ่มฟลาโวน เช่นลูทีโอลิน (luteolin)   และอนุพันธ์
สรรพคุณของดอกคำฝอย[/url][/b]
ตามตำรายาไทย: ดอก ขับระดู บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต แก้ตกเลือด แก้ดีพิการ ขับเหงื่อ ระงับประสาท แก้ไข้ในเด็ก แก้ดีซ่าน แก้ไขข้ออักเสบ แก้หวัด น้ำมูกไหล แก้โรคฮิสทีเรีย อาการ รักษาอาการบวม รักษาท้องเป็นเถาดาน ใช้เป็นยาระบาย เยียวยาอาการไข้หลังคลอด ระงับอาการ ปวดในสตรีที่รอบเดือนมาไม่เป็นปกติ เป็นยาสามัญประจำบ้าน เจ็บ
อาการป่วยไข้ในเด็ก  บำรุงคนเป็นอัมพาต ดอกเป็นยาชงใช้ดื่มร้อนๆแก้ดีซ่าน โรคไขข้ออักเสบ เป็นหวัดน้ำมูกไหล ต้มอาบเวลาออกหัด รักษาอาการคันตามผิวหนัง เกสร บำรุงโลหิตระดู ขับระดู บำรุงหัวใจ บำรุงประสาท บำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้ปกติ แก้ดีพิการ แก้แสบร้อนตามผิวหนัง
ตำรายาพื้นบ้านของหลายประเทศ: กล่าวว่าเนื่องจากดอกคำฝอยมีสีแดง จึงมี คุณสมบัติบำบัดโรคที่เกี่ยวกับเลือด เช่น ระดู ขับเหงื่อ โดยทำเป็นยาชง ยาระบายพวกโลหิต
ต้านออกซิเดชั่น สารสกัดด้วยน้ำจากกลีบดอกคำฝอยมี คุณสมบัติในการต้านออกซิเดชั่น จับอนุมูลอิสระ และ อาจปกป้องการทำลายส่วนต่างๆของร่างกายจากอนุมูลอิสระ ได้แก่

  • ปกป้องสมองจากการทำลายของอนุมูลิอิสระ
  • ปกป้องเซลล์สร้างเนื้อกระดูก
  • ปกป้องเยื้อบุเซลล์เม็ดเลือดแดง
  • ปกป้องตับ
เพิ่มประสิทธิภาพระบบการไหลเวียนของเลือด  มี คุณสมบัติในการขยายหลอดเลือดแดง เพิ่มการไหลเวียนเลือด และการนำออกซิเจนเข้าสู่เนื้อเยื้อและยัง อาจยับยั้งการเกิดลิ่มเลือด รวมถึงละลายลิ่มเลือดได้อีกด้วย ซึ่ง คุณสมบัติเหล่านี้ อาจมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิต  รวมทั้งเป็น สรรพคุณในการป้องกันหรือ เยียวยาโรคหัวใจ  สารสีคาร์ทามินที่พบในดอกคำฝอย มี ลักษณะในการลดความข้นเหนียวของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้นเป็น สรรพคุณในการ เยียวยาโรคที่เกี่ยวข้องกับเลือดคั่ง เช่น โรคหลอดเลือดสมองแตก
ต้านอักเสบ บรรเทาปวด สารสกัดด้วยน้ำจากกลีบดอกคำฝอยมี ลักษณะในการต้านอักเสบโดยยับยั้งการผลิตไนตริกออกไซด์และพรอสตาแกลนดินซึ่งเป็นสารที่ทำให้เกิดการอักเสบ  พบ ชนิดต้านอักเสบในผู้ป่วยโรคหัวใจเฉียบพลัน นอกจากนี้ยังพบคุณสมบัติในการ คลายปวดซึ่ง สามารถนำไปพัฒนาสารที่ใช้ในการ บรรเทาปวดเพื่อทดแทนมอร์ฟีน  หรือยาแก้ปวดอื่นๆ ที่มีผลข้างเคียงต่างๆ
ลดคอลเลสเตอรอล  ลดระดับคอลเลสเตอรอลรวม และเพิ่มระดับคอลเลสเตอรรอลชนิดดี
ลดระดับน้ำตาลในเลือด  สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์และน้ำจากดอกคำฝอยมี ชนิดในการลดระดับน้ำตาลในเลือดซึ่งจะเป็น ประโยชน์ในการนำไป รักษาโรคเบาหวาน
มีคุณสมบัติของเอสโตรเจนที่ได้จากพืช(phytoestrogen)  ดอกคำฝอยมี ลักษณะคล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน จึงนิยมใช้ในการ รักษาโรคที่เกี่ยวกับผู้หญิง  เช่น  ประจำเดือนมา ผิดปกติ  หรือใช้ใน สตรี วัยหมดประจำเดือน
คุณค่าด้านอาหาร ในเมล็ดคำฝอย มีน้ำมันมาก สารในดอกคำฝอย พบว่าแก้อาการอักเสบ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อบางตัวได้ ในประเทศจีน ดอกคำฝอย เป็นยาเกี่ยวกับ สตรี  ตำรับยาที่ใช้ เยียวยา ผู้หญิง ที่ประจำเดือนคั่งค้าง ผิดเป็นปกติ หรืออาการปวดบวม ฟกช้ำดำเขียว มักจะใช้ดอกคำฝอยด้วยเสมอ โดยต้มน้ำแช่เหล้า หรือใช้วิธีตำพอก          ใช้ดอกคำฝอยแก่ มาชงน้ำร้อน กรอง จะได้น้ำสีเหลืองส้ม (สาร safflower yellow) ใช้แต่งสีอาหารที่ต้องการให้เป็นสีเหลือง
ประโยชน์ในด้านอื่นๆ

  • ตากแห้งสำหรับชงน้ำร้อนดื่มแทนชา หรือ ต้มผสมน้ำตาลเล็กน้อย ให้กลิ่นหอม
  • ตากให้แห้ง และบด เพื่อสกัดเป็นสีย้อมผ้าที่ได้จากสีเหลืองของสารคาร์ทามีดีน (carthamidine)สีแดงสารคาร์ทามีน (carthamine) สามารถย้อมติดได้ดีในเส้นใยฝ้ายหรือเส้นใยจากพืช
  • ใช้ผสมอาหาร อาทิ ผสมเนยแข็ง และปรุงอาหาร เป็นต้น
  • น้ำมันจากเมล็ดดอกคำฝอย และกลีบดอก อาจนำมา กินบำรุงเส้นผม บำรุงผิว เสริมสุขภาพ
  • ใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์เลี้ยง
  • ประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม
  • น้ำมันคำฝอยใช้เป็นวัตถุดิบผลิต Alkyd resins สำหรับเป็นสารตั้งต้นในการผลิตสี และกาวเหนียว
  • ใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่นในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมทอผ้า เป็นต้น
  • ใช้เป็นน้ำมันเคลือบผิววัสดุให้มีความมันเงา ป้องกันสนิม เช่น งานไม้ เฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น ในอินเดียใช้เคลือบ รักษาคุณภาพหนังสัตว์ เสื้อผ้าผลิตภัณฑ์เครื่องทอป้องกันการเปียก
  • กากของเมล็ด ใบ ลำต้นแห้ง ใช้หมักผสมกับมูลสัตว์เป็นปุ๋ยคอกหรือทำเป็นปุ๋ยพืชสด


ในประเทศจีนนิยมใช้น้ำมันจากเมล็ดหรือกลีบดอกคำฝอยสำหรับประกอบอาหาร เพราะ อาจให้กรดไขมันไม่อิ่มตัวสูง มากกว่า 90% และให้ชื่อน้ำมันคำฝอยว่า  king of the linoleic acid เพราะประกอบด้วยกรดไขมันลิโนเลอิกมากถึง 80% ที่มีบทบาทสำคัญต่อการลดการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจแข็ง (arteriosclerosis) และลดคลอเรสเตอรอล และไขมันไตรกลีเซอไรด์
รูปแบบขนาดวิธีการใช้ของดอกคำฝอย

  • การแพทย์แผนจีน ใช้ 3-9 กรัม ต้มเอาน้ำดื่ม
  • ลดไขมันในเส้นเลือด ป้องกันไขมันอุดตันในเส้นเลือด  ใช้ดอกคำฝอยแห้งประมาณ 2 หยิบมือ (2.5 กรัม) นำมาชงกับน้ำร้อนครึ่งถ้วยแล้วใช้ดื่ม
  • ลดความอ้วน ใช้ดอกคำฝอยประมาณ 5 กรัม นำมาชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว
  • เยียวยาตาปลา ใช้ดอกคำฝอยสดและตี้กู่ฝีในปริมาณที่เท่ากัน นำมาตำผสมรวมกัน แล้วใช้ปิดบริเวณที่เป็นตาปลา  โดยเปลี่ยนยาวันละ 2 ครั้ง
  • ป้องกันแผลกดทับ ใช้ดอกคำฝอยประมาณ  3 กรัมนำมาแช่กับน้ำพอประมาณจนน้ำเป็นสีแดง  แล้วนำมาถูบริเวณที่กดทับ  โดยถูครั้งละ 10 – 15 นาที  หากทำอย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยป้องกันแผลกดทับได้ถึง 100% โดยไม่มีผลข้างเคียง


 

63

สรรพคุณของตังกุย
แพทย์แผนจีนนิยมใช้ในตำรับยาเกี่ยวกับโรคทางนรีเวชเช่น ใช้เป็นยาขับระดู แก้รกตีขึ้น ขับรกและแก้ไข้ในเรือนไฟ แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ตกมูกเลือด และสตรีประจำเดือนมา ไม่ปกติ สำหรับแพทย์แผนไทยจะใช้แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ไอ แก้เสียดแทงสองราวข้าง
โดยความนิยมแล้วถือว่าตังกุยเป็นสมุนไพรที่ทรงคุณค่าสำหรับสตรี เนื่องจากเป็นตัวยาที่มีผลต่อมดลูกโดยตรง เพราะตังกุยให้สารที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงที่ชื่อเอสโตเจน (Estrogen like action) ช่วยบรรเทาอาการต่างๆ จากภาวะหมดประจำเดือน (Menopause) รักษาสมดุลของฮอร์โมนต่างๆในร่างกาย ช่วยเยียวยาสมดุลของการไหลเวียนโลหิตในผู้หญิง ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ แก้ปวดประจำเดือน ช่วยบรรเทาอาการปวดหัว ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว และเป็นยาระบายท้องอ่อนๆ ด้วย
ถ้าดูจากสรรพคุณดั้งเดิมที่ว่าตังกุยเป็นยาที่ใช้สำหรับบำรุงร่างกายทั่วๆ ไป และลดอาการปวดเมื่อยต่างๆ จึงใช้ได้ดีทั้งกับผู้หญิงและผู้ชาย โดยเฉพาะการมุ่งหวังผลเพื่อเป็นยาบำรุงร่างกายเพราะในรากตังกุยจะมีวิตามินบี 12 ในจำนวนที่มาก (0.25-0.4 ไมโครกรัม/100 กรัมของน้ำหนักรากแห้ง) รวมถึงมีสารโฟลิก (Folic) และไบโอติน (Biotin) ซึ่งมีผลต่อการสร้างปริมาณเม็ดเลือดในร่างกายจึงนิยมใช้เป็นยาบำรุงโลหิต
ต้านการอักเสบและลดการบวมโดยการทดลองทางชีวเคมีถึงขบวนการเกิดการอักเสบ พบว่าสารจากตังกุยอาจขัดขวางการเกิด 5-hydroxytryptamine (5-HT) และลดการส่งผ่านสารทางผนังเซลล์หัวใจ (coronary flow) และและผนังหลอดเลือด (peripheral blood flow) ได้โดยการทำให้หลอดเลือดขยายตัว (dilate vessel) มีผลต่อการเต้นของหัวใจทำให้ความดันล่างสูงขึ้น
เมื่อมดลูกอยู่ในภาวะตั้งครรภ์ จะมีความไวต่อภาวะความกดดันภายในโพรงมดลูก สารสกัดจากตังกุยจะลดการบีบตัวมดลูก และทำให้มดลูกตอบสนองต่อความกดกันภายในโพรงมดลูกน้อยลง (decreasing the myometrium sensitivity) ทำให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงมดลูกมากขึ้น ผลคือลดการแท้งบุตรได้ เป็นเหตุผลว่า ทำไมตังกุยจึงมีผลดีต่อผู้หญิง ตั้งครรภ์
ส่วนสตรีทั่วไปและสตรีหลังคลอด การรับประทานตังกุยจะทำให้รอบเดือนมาปกติลดปวดประจำเดือนได้ เเละในตำรับยาจีนมักผสมตังกุยกับหัวแห้วหมู (cyperusrotundas), โกฐจุฬาลำเภาจีน (Artemisiaargyi), เปลือกลูกพรุน ( Prunes persica) และดอกคำฝอย (carthamus tinctorius) เพื่อใช้รักษาอาการประจำเดือนมาไม่ปกติ ในสตรีหลังคลอดจะช่วยขับน้ำคาวปลา ทำให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น
ในสตรีวัยหมดประจำเดือน มีการทดลองใช้ตังกุยร่วมกับตัวยาอื่นอีก 5 ชนิด ในคนไข้ 43 ราย พบว่าส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้น คือ อาการร้อนวูบวาบ มึนงง ตาพร่า, อาการไม่สบายในช่องท้อง จะลดลงประมาณร้อยละ 70
นอกจากนี้บัญชียาจากสมุนไพร: ที่มีการใช้ตามองค์ความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา ปรากฏการใช้โกฐเชียงในยาเยียวยาอาการโรคในระบบต่างๆของร่างกาย ได้แก่
                1.ยารักษากลุ่มอาการทางระบบไหลเวียนโลหิต (แก้ลม) ปรากฏตำรับ”ยาหอมเทพจิตร” และตำรับ ”ยาหอมนวโกฐ” มีส่วนประกอบของโกฐเชียงอยู่ในพิกัดโกฐทั้ง 9 ร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ มีสรรพคุณในการแก้ลมวิงเวียน แก้อาการหน้ามืด ตาลาย ใจสั่น คลื่นเหียน อาเจียน แก้ลมจุกแน่นในท้อง
                2.ยารักษากลุ่มอาการทางระบบอาหาร ปรากฏตำรับ “ยาธาตุบรรจบ” มีส่วนประกอบของโกฐเชียงร่วมกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ ในตำรับ ใช้ลดอาการท้องอืดเฟ้อ อาการอุจจาระธาตุพิการ ท้องเสียอย่างที่ไม่เกิดจากการติดเชื้อ
โกฐเชียงเป็นสมุนไพรที่มีการนำมาใช้ในตำรับยาแผนโบราณของไทยหลายตำรับ พืชอย่างนี้ปลูกมากในประเทศจีน โดยเฉพาะในป่าดิบตามภูเขาสูงของมณฑลไต้หวัน มณฑลส่านซี และมณฑลยูนนาน และได้มีการนำมาใช้ในเครื่องยาไทย ที่เรียกว่า “พิกัดโกฐ” โกฐเชียงจัดอยู่ใน โกฐทั้งห้า(เบญจโกฐ) สรรพคุณโดยรวม ของยาที่ใช้ในพิกัดโกฐ คือ แก้ไข้ แก้ไข้ร่วมกับมีเสมหะ แก้หืดไอ แก้หอบ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง ขับลม แก้สะอึก บำรุงเลือด บำรุงกระดูก
เครื่องยา“พิกัดโกฐ” ประกอบด้วย “พิกัดโกฐทั้ง 5” ได้แก่ โกฐหัวบัว โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลำพา มีสรรพคุณแก้ไข้เพื่อเสมหะ หืดไอ แก้โรคปอด โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต “พิกัดโกฐทั้ง 7” (มีโกฐกระดูก และโกฐก้านพร้าว เพิ่มเข้ามา) สรรพคุณ แก้ไข้จับสั่น แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคในปอด แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก “พิกัดโกฐทั้ง 9”  (มีโกฐพุงปลา และโกฐชฎามังษี เพิ่มเข้ามา) สรรพคุณแก้ไข้จับ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปากคอ แก้ลมในกองธาตุ ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบ แก้สะอึก บำรุงกระดูก แก้ไข้ในกองธาตุอติสาร แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับระดูร้าย
ในตำรับยาพระโอสถพระนารายณ์: มีตำรับ “ยาทรงนัตถุ์” ขนานหนึ่งประกอบด้วยสมุนไพร 15 ชนิด รวมทั้งโกฐเชียงด้วย โดยนำตัวยาทั้งหมดบดเป็นผงละเอียดรวมกัน ใช้สำหรับนัตถุ์ ใช้ดมแก้ปวดหัว แก้วิงเวียน แก้สลบ แก้ริดสีดวงจมูก คอ และตา
 

64
ต้นไม้ สัตว์เลี้ยง / ที่พบเเละที่มาของ
« เมื่อ: มิถุนายน 09, 2017, 06:35:50 PM »

แอล-คาร์นิทิน

คือ  แอลคานิทีน  (L-carnitine)  หรือ                                                                         คาร์นิทีน (carnitine) ได้มาจากภาษาละติน แปลว่า เนื้อสด                                                                    เนื่องจากครั้งแรกสกัดได้  และจากกล้ามเนื้อของหมูคาร์นิทีน                                                                                มีโครงสร้างเป็น quaternary amine เป็นสารที่สร้างในตับ                                                                    และไตของคนเรา  คาร์นิทิน เป็นสารประกอบจตุรภูมิของ                             (L-carnitine)                       แอมโมเนียมที่สังเคราะห์ได้จากกรดอะมิโนสองชนิด คือ ไลซีนและเมธไทโอนีน  ในการสังเคราะห์คาร์นิ-ทีน ภายในร่างการอาศัย cofactor ได้แก่ วิตามินซี,  ไนอะซิน, วิตามินบี และเหล็ก โดยอาจใช้พลังงานจาก fatty acid oxidation ได้ทั้งนี้    คาร์นิทีน   และจะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ   และน้ำดี คาร์นิทีนมีอยู่  2 stereoisomers : Active firm คือ  L-carnitine ขณะที่ inactive form คือ D-carnitine เดิมคาร์นิทีน  ยังพบว่าเป็นปัจจัยในการเจริญเติบโตของหนอนนก  และมีอยู่บนฉลากวิตามินบีB
แอลคานิทิน  ประกอบด้วย คาร์นิทิน เป็นกรดอะมิโนจำเป็น (Essential Amino Acids) ที่ร่างกายสร้างขึ้นจากการสังเคราะห์  กรดอะมีโน 2 ตัว คือ ไลซีน (Lysine) และเมทไธโอนีน (Methionone) โดยกรดอะมิโนทั้ง 2 ชนิดนี้ มีสาระสำคัญดังนี้

  • ไลซีน (Lysine) คือ  กรดอะมิโน ชนิดหนึ่ง ซึ่งจัดเป็น กรดอะมิโนจำเป็น ซึ่งร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้ จึงจำเป็นต้องได้รับจากสารอาหารอื่นๆ ไลซีน ยังมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดในการสร้างโปรตีนที่สำคัญต่อร่างกาย โดยร่างกายต้องการไลซีนเพื่อการเจริญเติบโต การซ่อมแซมเนื้อเยื่อ การสร้างภูมิต้านทาน ฮอร์โมน รวมถึงเอนไซม์ต่างๆ

    ประโยชน์ของกรดอะมิโนไลซีน ที่มีต่อร่างกาย

  • ช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกายและยังมีมีส่วนในการช่อยซ่อมแซมเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย
  • เสริมสร้างภูมิต้านทาน มีฮอร์โมน และเอนไซม์ต่างๆ ในร่างกาย
  • กำจัดโรคต่างๆ ที่เกิดจากเชื้อไวรัส เช่น โรคเริม (Herpes) , โรคติดเชื้อไวรัสเอ็มสไตบาร์ โรคติดเชื้ออีบีวี (Epstein-Barr virus infection) ,โรคงูสวัด (Shingles)
  • ช่วยเสริมสร้างสมาธิให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
  • ช่วยให้ร่างกายนำกรดไขมันมาใช้เผาผลาญให้เป็นพลังงาน
  • ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม ยังป้องกันและรักษาโรคกระเพาะ
  • ป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน
  • ช่วยบรรเทาปัญหาด้านการสืบพันธุ์บางประการ
  • ช่วยรักษาเด็กส่าไข้
  • ช่วยปรับสมดุลของระดับไนโตรเจนและช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง
  • ช่วยรักษาอาการที่มีจากหัวใจขาดเลือด
อาการที่บ่งบอกถึงภาวการณ์ขาดกรดอะมิโนไลซีน หากคุณรู้สึกเหนื่อยง่าย ไม่มีสมาธิ ตาแดงเพราะเส้นเลือดฝอยแตก คลื่นไส้ วิงเวียน ผมร่วงยังมีภาวะโลหิตจางและสำหรับผู้เป็นมังสวิรัติอาจมีความเสี่ยงที่ร่างกายจะขาดไลซีนได้หาร่างกายได้รับไลซีนไม่เพียงพอเราอาจรับรู้ถึงสัญญาณบางอย่างของการขาดไลซีน อย่างเช่น การเป็นโรคโลหิตจาง และยังอาการเมื่อยล้า และเบื่ออาหารคลื่นไส้  ยังอาจทำให้เกิดโรคนิ่วในไต  คนสูงอายุโดยเฉพาะในเพศชาย  จะต้องการ ไลซีน มากกว่าคนอายุน้อย แต่อายุต่ำกว่า 10 ขวบ ไม่ควรรับประทานไลซีนเสริม หากคุณเป็นโรคเริ่ม แนะนำให้ทานไลซีนเสริมในขนาด 3 – 6 กรัมต่อวัน ร่วมกับอาหารที่มีไลซีนสูง ใช้สำหรับตุ่มน้ำใสหรือแผลพุพอที่ปาก  แนะนำให้ทานไลซีนเสริม 500 – 1000 มล.ต่อวัน จะป้องกันอาการกำเริบได้ดีมาก
แหล่งที่มีพบกรดอะมิโนไลซีน ในธรรมชาติ ไข่ นม ชีส ยีสต์ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และอาหาร ที่มีโปรตีนสูงทุกชนิด

  • เมทไธโอนีน (Methionone) จัดอยู่ในกลุ่ม กรดอะมิโนจำเป็น (essential amino acids) เนื่องจากร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์เองได้จึงจำเป็นต้องได้รับจากอาหาร
  • เมไธโอนีน เป็นกรดอะมิโนที่ช่วยในการย่อยสลายไขมัน และยังมีบทบาทสำคัญในการช่วยป้องกันการสะสมของไขมันในตับยังช่วยป้องกันการเกิดโรคซึมเศร้า และยังจัดเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงพลัง เช่นเดียวกับซีสทีนและยังช่วยป้องกันร่างกายจากสารพิษยังช่วยรักษาอาการของผู้ป่วยโรคจิตเภทบางราย โดยจะช่วยลดระดับของสารฮีสตามีนในเลือดซึ่งอีสตามีนเป็นตัวการที่ทำให้สมองส่งผ่านสื่อประสาทที่ผิดไปจากความเป็นจริง
  • เมไธโอนีน ยังมีประโยชน์ต่อผู้หญิงที่ทานยาคุมกำเนิด เนื่องจาก  และยังช่วยเพิ่มการขับเอสโทรเจนส่วนเกินออกจากร่างกายได้ เมทไธโอนี ยังเป็นผู้ให้ เมธิน ที่เรียกว่ากลุ่มเมธิล ที่ให้ความหลากหลายทางเคมีและปฏิกิริยาการเผาผลาญภายในร่างกาย
  • หน้าที่สำคัญของเมไธโอนีน คือ เป็นแหล่งที่ให้ซัลเฟอร์ (Sulfur) หรือที่เราเรียกว่ากำมะถัน และสารประกอบอื่นๆ ที่จำเป็นแกร่างกาย โดยร่างกายจะใช้กำมะถันสำหรับการเผาผลาญและการเจริญเติบโตตามปกติ และหากร่างกายขาดหรือมีปริมาณของกำมะถันที่ไม่เพียงพอ และร่างกายจะไม่สามารถสร้างสารต้านอนุมูลอิสระและไม่สามารถนำสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้รับมาจากแหล่งต่างๆ มาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อีกด้วย
  • เมทไธโอนีน จะถูกนำไปใช้สร้างเป็นกรดอะมิโน ซีสตีน (cysteine) ซึ่งหากร่างกายได้รับกรดอะมิโนเมทไธโอนีนไม่เพียงพอจะมีผลให้เกิดอาการซึมเศร้า ระบบภูมิต้านทานอ่อนแอ ทำให้เกิดการติดเชื้อได้ง่าย และผิวหนังที่เป็นแผลจะหายช้ากว่าปกติ
  • นอกจากนี้ เมไธโอนีน ยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับการเกิด โฮโมซีสเทอีน ซึ่งเป็น กรดอะมิโนที่ประกอบไปด้วยซัลเฟอร์ (Sulfur) เป็นการเผาผลาญของกรดอะมิโนเมไธโอนีน ในช่วงระหว่างการเผาผลาญปกติภายในร่างกาย และมันจะถูกย่อยให้อยู่ในรูปของ โฮโมซีสเทอีน โดยจะถูกย่อย และถูกเปลี่ยนเป็น ซีสเทอีน อีกครั้งหนึ่ง (ไม่ก่อให้เกิดอันตราย) และมันจะถูกเปลี่ยนกลับเป็น เมไธโอนีน ในขั้นตอนนี้เอนไซม์ต้องการวิตามินบี 12 และกรดโฟลิก เป็นผู้ช่วยในการเปลี่ยนสสสารชนิดนี้กลับไปเป็น เมไธโอนีน อีกครั้งหนึ่ง
  • ระดับของโฮโมซีสเทอีน ที่เพิ่มสูงขึ้น ยังจะส่งผลต่อความเป็นพิษโดยตรง และเกิดผลแห่งการอักเสบบริเวณเยื่อบุผิดของหลอดเลือด  จึงเป็นผลให้กลุ่มคนที่มีโฮโมซีสเทอีน สูงมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจสูงถึง 3 เท่า ยิ่งระดับของ โฮโมซีสเทอีนยิ่งมาก ก็จะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหบอดเลือกสมองตีบ จากผลการศึกษาพบว่า ผู้ที่มีระดับโฮโมซีสเทอีนสูง มีการขาดแคลน วิตามินบี6, วิตามินบี12 และกรดโฟลิก
  • เมทไธโอนีน สามารถเปลี่ยนไปเป็น SAMe (S-Adenosyl Methionine) ซึ่งเป็นสารเคมีธรรมชาติที่มีอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย และช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดจากโรคข้ออังเสบด้วยการเพิ่มระดับสารโปรทีโอไกลแคน (proteglycan) ในเลือด โปรทีโอไกลแคน ยังมีบทบาทสำคัญในการปกป้องกระดูกอ่อน โดยสามารถรักษาสภาพกระดูกอ่อน และเพิ่มจำนวนออกซิเจนในข้อ มีงานวิจัยพบว่า SAM-e มีประสิทธิภาพบรรเทาอาการเจ็บจากข้ออักเสบได้เท่ากับยาไอบูโพรเฟน
  • เมทไธโอนีน เป็นสารต้านอีสตามีน (anti-histamine) เนื่องจากฮิสตามีนเป็นสารเคมีตัวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาการแพ้ต่างๆ เมทไธโอนีน จึงช่วยลดอาการแพ้ต่างๆ ยังยับยั้งการหลั่งสารก่อภูมิแพ้ฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้ฮีสตามีนและสารก่อภูมิแพ้อื่นๆจากการบริโภคอาหารที่มีระดับของฮีสตามีน (Histamine) สูง สารก่อภูมิแพ้ (allergen) ได้แก่ สารต่างๆทั้งที่มีอยู่เองตามธรรมชาติ หรือสารที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น โดยทั่วไปคนที่เป็นโรคภูมิแพ้สารต่อไปนี้ คือ ละอองเกสรดอกไม้ ขนสัตว์ พิษแมลง อาหาร (เช่นไข่ นม ปลา อาหารทะเล)
  • เมทไธโอนีน เสริมประสิทธิภาพการทำงานของตับอ่อน จึงช่วยแก้ปัญหาระบบการย่อยอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น


แหล่งที่พบ / แหล่งที่มาของแอลคานิทีน  ของแอลคาเนทินในธรรมชาติ
อาหาร   แหล่งของคาร์นิทีนที่มีมากพบในเนื้อแดง และผลิตภัณฑ์จากนม คาร์นิทีนจากแหล่งธรรมชาติอื่นๆ ประกอบด้วยถั่วและเมล็ดพืช (เช่น ฟักทอง ทานตะวัน งา) พืชตระกูลถั่วหรือเมล็ดถั่ว (ถั่วเหลือง, ถั่วเขียว, ถั่วแขก, ถั่วลิสง) ผัก (อาร์ติโชค, หน่อไม้ฝรั่ง, หัวผักกาดเขียว, บร็อคโคลี่, กะหล่ำดาว, ผักคอลลาร์ด, กระเทียม, ผักกาดเขียวปลี, กระเจี๊ยบมอญ, พาสลี่ย์, คะน้า) ผลไม้ (แอปปริคอท, กล้วย) ธัญพืช ( บัควีท(buckwheat), ข้าวโพด, ลูกเดือย, ข้าวโอ๊ต, รำข้าว, ข้าวไรย์, ข้าวสาลี, รำข้าวสาลี, จมูกข้าวสาลี) และอื่นๆที่เป็นอาหารน้ำส้มสุขภาพ (ละอองเกสรดอกไม้, ยีสต์ที่ใช้หมักสุรา, carob)
 
โดยทั่วไป 20 ถึง 200 มิลลิกรัมคือปริมาณของคาร์นิทีนที่ควรได้รับต่อวัน ด้วยเหตุนี้ผู้ที่เคร่งครัดในการรับประทานมังสวิรัติจะกินเพียง 1 มก.ต่อวัน ไม่มีประโยชน์เกิดขึ้นถ้ารับประทานคาร์นิทีนมากกว่า 2 กรัมภายในครั้งเดียว เพราะว่าร่างกายสามารถดูดซึมได้สูงสุดได้เพียง 2 กรัม
แหล่งที่มาอื่นๆ โดยทั่วไปร่างกายได้รับคาร์นิทีนจากอาหารและปริมาณร้อยละ 75 ที่เหลือจึงได้จากการสังเคราะห์ภายในร่างกาย แหล่งคาร์นิทีนอื่น ที่พบได้อยู่ในวิตามิน, เครื่องดื่มชูกำลังและผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลากหลาย
 

Tags : เเอลคานิทีน

65

สรรพคุณของกระเทียม
ตำรายาไทยใช้หัวกระเทียมเป็นยาขับลม แก้ลมจุกเสียด แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้ธาตุพิการ  อาหารไม่ย่อย ขับเสมหะ ขับเหงื่อ ลดไขมัน เยียวยาปอด แก้ปอดพิการ  แก้อุจจาระเป็นมูกเลือด  บำรุงธาตุ  กระจายโลหิต  ขับปัสสาวะ แก้บวมพุพอง  ขับพยาธิ  แก้ตาปลา  แก้ตาแดง น้ำตาไหล  ตาฟาง รักษาโรคลักปิดลักเปิด  เยียวยามะเร็งคุด   เยียวยาริดสีดวง แก้ไอ  คุมกำเนิด แก้สะอึก  บำบัดโรคในอก แก้พรรดึก เยียวยาฟันเป็นรำมะนาด  แก้หูอื้อ แก้อัมพาต  ลมเข้าข้อ  แก้อาการชักกระตุกของเด็ก พอกหัวเหน่าแก้ขัดเบา เยียวยาวัณโรค  แก้โรคประสาท แก้หืด แก้ปวดมวนในท้อง บำรุงสุขภาพทางกามคุณ  ขับโลหิตระดู  บำรุงเส้นประสาท   แก้ไข้   แก้ฟกช้ำ   แก้ปวดกระบอกตา แก้โรคในปาก แก้หวัดคัดจมูก   แก้ไข้เพื่อเสมหะ ทำให้ผมเงางาม  บำรุงเส้นผมให้ดกดำ ใช้ภายนอก เยียวยาแผลเรื้อรัง รักษากลากเกลื้อน แก้โรคผิวหนัง  ทาภายนอก บรรเทาอาการปวดบวมตามข้อเพราะเป็นยาพอกให้ร้อน ใช้พอกตรงที่ถูกแมลง ตะขาบ แมงป่องต่อยเป็นส่วนประกอบในตำรับยาเหลืองปิดสมุทร(แก้ท้องเสีย), ยาประสะไพล(ขับน้ำคาวปลา ในสตรี หลังคลอด), ยาธาตุบรรจบ (แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ  ท้องเสีย ใช้กระเทียม 3 กลีบ ทุบชงน้ำร้อน ใช้เป็นน้ำกระสายยา สำหรับยาผง)

  • ท้องเสียเนื่องจากกินอาหารทะเล : ใช้กระเทียมต้มน้ำ กิน
  • เลือดกำเดาออกไม่หยุด : กระเทียม 1 หัว แกะเปลือกออก ตำให้ละเอียด ทำเป็นแผ่นกลมใหญ่และหนา ขนาดเหรียญหนึ่งบาท ถ้าเลือดกำเดาออกทางรูจมูกซ้าย ให้แปะบริเวณกลางฝ่าเท้าซ้าย ถ้าเลือดกำเดาออกทางรูจมูกขวา ให้แปะบริเวณกลางฝ่าเท้าขวา ถ้าออกทั้ง 2 รู ก็ให้แปะทั้งสองข้าง
  • ตะขาบต่อย : ใช้กระเทียมหัวโทน ตำให้แหลกพอกบริเวณที่ถูกกัด
  • กลาก, เกลื้อน : ใช้ไม้ไผ่บางๆ หรือมีดที่สะอาดขูดผิวหนังบริเวณที่เป็น แล้วใช้กระเทียมทา
  • ต้านอนุมูลอิสระ สารสกัดกระเทียมและสารประกอบใน กลุ่มออร์แกโนซัลเฟอร์ อาจกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ช่วยต้านอนุมูล อิสระในตับ เช่น กลูทาไธโอนเปอร์-ออกซิเดส (Glutathione Peroxidase) คะตาเลส (Catalase)ซูเปอร์ออกไซด์ดิสมิวเตส (Superoxide Dismutase) ซึ่งผลจากการ วิจัยในสัตว์พบว่า กระเทียม อาจลดอาการข้างเคียงของยาไซโคลสปอริน ที่มีฤทธิ์กดภูมิคุ้มกันของผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และทำให้เกิดพิษต่อไตและตับ
  • ป้องกันไข้หวัด กระเทียมช่วยป้องกันการเกิดไข้หวัดและ ช่วยลดอาการของไข้หวัด จากการ ค้นหาเปรียบเทียบพบว่า ผู้ ทานกระเทียมที่มี สารอัลลิซิน 180 มิลลิกรัมต่อวันเป็นเวลานาน 12 สัปดาห์ จะมีจำนวนวันที่เป็นไข้ น้อยกว่าผู้ที่ไม่ได้ รับประทานกระเทียม แต่จำนวนวันที่หายขาดจากอาการไข้หวัดนั้น ไม่แตกต่างกัน
  • การเทียมกับโรคเบาหวาน กระเทียมรูปแบบต่างๆ เช่น น้ำมันกระเทียม สกัดผงแห้ง และกระเทียมสด ต่างก็มีผลต่อการลดระดับน้ำตาลกลูโคส ในเลือด เนื่องจากสาร เอส-อัลลิล-แอล-ซีสเทอีน ในกระเทียมจะช่วยกระตุ้นการหลั่ง ฮอร์โมนอินซูลินจากตับอ่อนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยเพิ่มความ สามารถในการควบคุม ระดับน้ำตาลกลูโคสในเลือดได้ดียิ่งขึ้น
  • แก้อาการอ่อนล้า อ่อนเพลีย กระเทียมกระตุ้นให้ระบบไหล เวียนโลหิตเพิ่มการขนส่งสารอาหารสู่อวัยวะต่างๆ ที่ทำงานหนักและอ่อนล้า โดย เฉพาะสมอง ปอด กล้ามเนื้อ และหัวใจ โดยกระเทียมช่วยกระตุ้นให้กล้ามเนื้อขจัดของ เสียที่เกิดขึ้นจากใช้งานหนักเป็นเวลานาน ช่วยทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว ทำให้ร่างกาย รู้สึกผ่อนคลาย ช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายเมื่อเกิดอาการอ่อนล้า
  • ลดความดันโลหิต จากการรวบรวมงาย ศึกษาพบว่า เมื่อผู้ ป่วยโรคความดันโลหิตสูง กินกระเทียมทั้งในรูปสารสกัดผงแห้ง และน้ำมัน กระเทียม ขนาดตั้งแต่ 600-2,400 มก.ต่อวัน ต่อเนื่องอย่างน้อย 12 สัปดาห์ พบ ว่ามีค่าความดันซิสโตลิก (Systolic Blood Pressure) ลดลงเฉลี่ย 8.6 มิลลิเมตร- ปรอท และค่าความดันไดแอสโตลิก (Diatolic Blood Pressure) ลดลงเฉลี่ย 7.3 มม.ปรอท เมื่อเทียบกับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง ที่ไม่ได้ รับประทาน กระเทียม
  • ลดระดับไขมันในเลือด จากการ วิจัยพบว่า การ กินกระเทียมติดต่อกันอย่างน้อย 4 สัปดาห์ จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลและ ไตรกลีเซอไรด์ในเลือด อย่างไรก็ตาม เพื่อลดระดับคอเลสเตอรอลได้อย่างมี ประสิทธิภาพจำเป็นต้องควบคุมอาหารและการออกกำลังกายร่วมกันเป็นประจำ
  • ป้องกันการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด เอนไซม์ไซโคล ออกซีจีเนส (Cyclooxygenase) ในกระเทียม ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่มีบทบาทใน การสังคราะห์พรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) จะทำหน้าที่กระตุ้นให้เกิดการ เกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด
  • กระเทียมกับโฮโมซีสเทอีน หากร่างกายมีระดับโฮโมซี สเทอีน (Homocysteine) ในเลือดที่สูงเกินไปจะเป็นสาเหตุทำให้หลอดเลือดได้รับ ความเสียหายและเกิดก้อนเลือดอุดตันในหลอดเลือด เพิ่มโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะ หลอดเลือดในสมองแตก (Brain Stroke) ทั้งนี้การ กินกระเทียมจะช่วยลด ระดับโฮโมซีสเทอีนในเลือดได้ในภาวะการขาดโฟลิก หาก กินกระเทียมเป็น ประจำช่วยชะลอการเกิดภาวะแคลเซียมสะสมในหลอดเลือดหัวใจ ซึ่งภาวะนี้เป็นปัจจัย หนึ่งที่ทำให้หลอดเลือดแดงหัวใจแข็ง
รูปแบบ/วิธีการใช้ของกระเทียม
ปริมาณการทานกระเทียมที่เหมาะสมต่อวัน ผู้ใหญ่ควร รับประทานกระเทียมสด 4 กรัมต่อวัน หากเป็นผงกระเทียมแห้งหรือแบบสกัด ควร กินประมาณ 300 มิลลิกรัม เป็นเวลา 2-3 ครั้งต่อวัน
ตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข (สาธารณสุขมูลฐาน)
การใช้กระเทียม รับประทานอาการแน่นจุกเสียด

  • ก.นำกระเทียม 5-7 กลีบ บดให้ละเอียด เติมน้ำส้มสายชู 2 ช้อนโต๊ะ เกลือและน้ำตาลนิดหน่อย ผสมให้เข้ากัน กรองเอาเฉพาะน้ำดื่ม
  • นำกระเทียมมาปอกเปลือก นำเฉพาะเนื้อใน 5 กลีบมาซอยให้ละเอียด ทานกับน้ำหลังอาหารทุกมื้อ แก้ปวดท้อง อาหารไม่ย่อย
การใช้กระเทียม กินกลาก เกลื้อน

  • นำกระเทียมมาขูดให้เป็นชิ้นเล็กๆ หรือบดให้แหลก พอกที่ผิวหนัง แล้วปิดด้วยผ้าพันแผลไว้นานอย่างน้อย 20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำซ้ำเช้าเย็นเป็นประจำทุกวัน
  • ขูดผิวหนังส่วนที่เป็นเกลื้อนให้พอเลือดซึมด้วยใบมีด แล้วใช้กระเทียมสดทา ทำเช่นนี้ทุกวัน 10 วันก็จะหาย
กระเทียมแก้ปวดฟัน

  • นำหัวกระเทียม 1 กลีบ ปอกเปลือกออกแล้วนำมาตำจนละเอียด ขณะที่ตำให้ใส่เหลือไปด้วยสักเล็กน้อย แล้วนำไปพอกหรืออุดไว้บริเวณฟันที่ปวด
บิด

  • นำหัวกระเทียม 12-15 กลีบ ปอกเปลือก ทานดิบๆ วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารอาจใช้น้ำผึ้งหรือน้ำตาลอ้อย ช่วยกลบรสเผ็ดของกระเทียมก็ได้
เยียวยาแผลที่เน่าเปื่อยและเป็นหนอง

  • นำหัวกระเทียม 1 หัว มาปอกเปลือกแล้วตำให้ละเอียด พอกบริเวณที่เป็นแผล โดยพอกทิ้งเอาไว้ประมาณ 30 นาที จึงเอาออกแล้วทำความสะอาดแผลหรือจะนำกระเทียมที่ตำแล้วไปแช่ในน้ำอุ่นและปิดฝาทิ้งเอาไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง จึงกรองเอาน้ำมาใช้ล้างแผล ก็ได้ผลดีเช่นกัน
ลดไขมันในเส้นเลือด ลดความดันโลหิตหรือเพื่อ เยียวยาโรคเส้นเลือดหัวใจและสมองตีบตัน

  • กินกระเทียมสดครั้งละ 5 กรัม โดยสับหรือบดตวงได้ราว 1 ช้อนชาพูน กินพร้อมอาหารวันละ 3 เวลา อย่ากินกระเทียมตอนท้องว่าง เพราะจะระคายเคืองต่อกระเพาะ ลำไส้
ในกรณีต้องการกินเป็นประจำ เพื่อป้องกันเบาหวาน และขจัดพิษสารตะกั่ว

  • นำกระเทียมกลีบใหญ่ ๆ เพียง 3 กลีบ ทุบให้แตก กลืนกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ทุก ๆ เช้าหลังตื่นนอน น้ำอุ่นจะช่วยไม่ให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะ
ขนาดและวิธีใช้สำหรับแก้ไอ

  • นำกระเทียม และขิงสดอย่างละเท่ากันตำละเอียด ละลายน้ำอ้อยสด คั้นเอาน้ำจิบแก้ไอ กัดเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง ตำรายาไทยบางตำรับให้คั้นกระเทียมกับน้ำมะนาวเติมเกลือใช้จิบหรือกวาดคอ


ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยากรกะเทียม
มีหลักฐานการวิจัยอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับกระเทียมและการป้องกันมะเร็งหรือไม่
มีการ ลองอย่างเป็นระบบ 3 การ วิจัยทำการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการ อุปโภคกระเทียมและความเสี่ยงต่อการป่วยเป็น มะเร็งกระเพาะอาหาร การ ทดลองแรกเป็นการ วิจัยอย่างเป็นระบบในชาวจีน 5,000 คน ที่เสี่ยงต่อการป่วยเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร  ทำ วิจัยโดยการแบ่งกลุ่มผู้เข้าร่วมการ วิจัยเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกให้ กินสารอัลลิทริดินสังเคราะห์ (synthetic allitridin) ซึ่ง เป็นสารสกัดจากกระเทียมที่มีใช้กันมานานในประเทศจีน คุณภาพ 200 มก.ต่อวัน ร่วมกับ ทานซิลิเนียม (selenium)  ปริมาณ 100 ไมโครกรัมวันเว้นวัน เทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก โดยคณะผู้วิจัยทำการติดตามผลเป็นเวลา 5 ปี พบว่ากลุ่มที่ได้รับ สารสกัดอัลลิทริดินและซิลิเนียม มีความเสี่ยงต่อการเกิดเนื้องอกในกระเพาะอาหารลดลง 33% และมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง หลอดอาหารลดลงถึง 52% เมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก การ ค้นพบอย่างเป็นระบบอีกการวิจัยหนึ่งแสดงผลการ วิจัยที่ขัดแย้งกัน โดยแสดงให้เห็นว่าการรับประทานสารสกัดจากกระเทียม ปริมาณ 800 มิลลิกรัมร่วมกับน้ำมันกระเทียมเป็นประจำทุกวันไม่ลดความชุกของรอยโรคก่อนเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร  (precancerous gastric lesion) และไม่ลดอุบัติการณ์เกิดโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร การวิจัยอย่างเป็นระบบในประเทศญี่ปุ่น เปรียบเทียบผลการ กินกระเทียมสกัด บริโภคสูง (2.4 มล.) เทียบกับการบริโภค ใน จำนวนที่น้อยกว่า (0.16 มล.) ในกลุ่มผู้ป่วยเนื้องอกลำไส้ชนิดอดีโนมา (colorectal adenomas) และทำการติดตามผลที่ 6 และ 12 เดือน พบว่ากลุ่มที่ กินกระเทียมเสริม คุณภาพสูงมีโอกาสเกิดเนื้องอกใหม่น้อยกว่ากลุ่มที่ บริโภคกระเทียมสกัดใน ปริมาณที่น้อยกว่า ได้แก่ 47 และ 67% ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีผลการ ค้นพบพบว่าการใช้สารสกัดกระเทียมทามะเร็งผิวหนังชนิดเบซัล (basal cell carcinoma) พบว่าผู้ป่วย 21 รายที่เข้าร่วมการ ค้นคว้ามีก้อนมะเร็งยุบลงหลังทากระเทียมสกัด
ฤทธิ์ต้านจุลชีพ : กระเทียมมีฤทธิ์ต้านจุลชีพหลาย คุณสมบัติ ทั้งเชื้อแบคทีเรียและเชื้อรา ได้แก่ เชื้อที่ทำให้เกิดอาการท้องเสีย Shigella sonnei , Escherichia coli , Bacillus sp. , Staphylococus aureus , Streptococcus faecalis , Pseudomonas aeruginosa เป็นต้น เชื้อวัณโรค Mycobacterium tuberculosis และเชื้อรา Candida spp. , Aspergillus niger และTrichosporon pullulans เป็นต้น สารสำคัญที่ออกฤทธิ์คือ allicin , ajoene , และ diallyl trisulfide
ฤทธิ์ต้านไวรัส : สารสกัดหัวกระเทียมความเข้มข้น 0.15 มก./ มล. ต้านเชื้อไวรัส Influenza B (LEE) อย่างมีนัยสำคัญ P<0.001 แต่ในความเข้มข้น 1.5 มก./ มล. ไม่ต้านเชื้อไวรัส Coxsackie B1 เมื่อกรอกสารสกัดน้ำผสมแอลกอฮอล์จาก aged bulb เข้ากระเพาะอาหารหนูถีบจักร ขนาด 0.1 มล. /ตัว พบว่าสามารถต้านเชื้อไวรัส Influenza ในเลือดของหนู และมีการทดสอบเนื้อกระเทียมขนาด 1,000 มก./ มล. ในจานเพาะเชื้อ แสดงฤทธิ์อย่างอ่อนต่อเชื้อ Parainfluenza type 3
ฤทธิ์ต้านการบีบเกร็ง : สารสกัดน้ำ หรือสารสกัดเอทานอล หรือน้ำคั้น มีฤทธิ์ต้านการบีบเกร็งในหนูขาวและหนูตะเภา
ฤทธิ์ลดระดับไขมัน : กระเทียมในรูปสด สารสกัด น้ำมันหอมระเหย และน้ำคั้น มีฤทธิ์ลดไขมันได้เฉพาะคอเลสเตอรอล ทั้งในการค้นพบในสัตว์และหลอดทดลอง พบว่าสาร allicin และ ajoene มีฤทธิ์ยับยั้งกระบวนการสร้างคอเลสเตอรอล และมีฤทธิ์ต้านการเกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือด
ฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด : สารสกัดน้ำ สารสกัดคลอโรฟอร์ม สารสกัดเมทานอล และน้ำมันหอมระเหย มีฤทธิ์ต้านการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือดทั้งการวิจัยในหลอดทดลองและสัตว์ทดลอง สารสำคัญคือ adenosine , alliin , allicin , ajoenes , vinyldithiinsและมีฤทธิ์ดีกว่าสาร allicin 10 เท่า
ฤทธิ์กระตุ้นการทำลาย fibrin (fibrinolysis)กระเทียมแห้ง สารสกัดน้ำ สารสกัดแอลกอฮอล์ และน้ำมันกระเทียม มีฤทธิ์กระตุ้นการสลายตัวของ fibrin (fibrinolysis)
ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือด : สารสกัดน้ำ สารสกัดเอทานอล สารสกัดปิโตรเลียมอีเทอร์ สารสกัดคลอโรฟอร์มและน้ำมันหอมระเหย สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดหนูและกระต่าย สารสำคัญคือ allicin
ฤทธิ์ต้านออกซิเดชัน : สารกลุ่ม thiosulfiates มีฤทธิ์ต้านออกซิดัน โดยยับยั้ง lipid peroxidation
ฤทธิ์ลดความดันโลหิต : สารสกัดน้ำ และสาร ajoene สารกลุ่ม ?-glutamylpeptides , scordinins , steroids , triterpenoids , flavovoids มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต
ฤทธิ์ลดการอักเสบ :  สารสกัดกระเทียมด้วยน้ำ 2 ก/นน.ตัว 1 กก. มีฤทธิ์ลดการอักเสบอย่างอ่อนๆ ในหนูขาวที่ทำให้อุ้งเท้าบวมโดยใช้ formalin มีผู้พบว่าเมื่อใช้สารสกัดด้วย น้ำ : แอลกอฮอล์ 1:1 แก่หนูขาวทางช่องท้อง พบว่าลดการอักเสบที่เกิดจากคาราจีแนนและเมื่อให้สารสกัดเอทานอลทางสายยางเข้ากระเพาะอาหารหนูขาวเพศผู้ขนาด 100 มิลลิกรัม/กก. พบว่าอาจลดอาการอักเสบอุ้งเท้าที่ถูกทำให้อักเสบด้วยคาราจีแนนได้ 23% เมื่อทาสารสกัดเอทิลแอลกอฮอล์     เฮกเซนและเมทานอจากหัวกระเทียมให้หนูถีบจักร ขนาด 20 มคล./ตัว ในการเยียวยาหูที่อักเสบ ผลไม่แน่นอน
ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและต้านการเกิดออกซิเดชัน :            สารสกัดกระเทียมด้วยเมทานอลมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ  สารสกัดกระเทียมมีฤทธิ์ลดการออกซิเดชันของไขมัน และกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase  สาร diallyl sulfide มีฤทธิ์ต้านการเกิดออกซิเดชันโดยกระตุ้นการทำงานของเอนไซม์ที่ต้านการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน ได้แก่ superoxide dismutase, catalase และ glutathione peroxidase ในเนื้อเยื่อปอด และเพิ่มระดับ glutathione ซึ่งเป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในร่างกายตามธรรมชาติ นอกจากนี้ยังสามารถกระตุ้นการสร้างเอนไซม์ที่ต้านการเกิด oxidative stress ได้แก่ heme oxygenase-1 (HO-1) และ ยับยั้ง CYP2E1 ซึ่งเกี่ยวข้องกับการสร้างอนุมูลอิสระ
ฤทธิ์สมานแผล :   เมื่อทาสารสกัดกระเทียมบนผิวหนังไก่ จะทำให้แผลหายเร็วขึ้น โดยพบว่ามีการสร้างเนื้อเยื่อบุผิวและคอลลาเจนใหม่ มีการเจริญของมัดเส้นใยคอลลาเจน และมีการสร้างเส้นเลือดใหม่
ฤทธิ์ในการยับยั้งฟันกัส (Fun-gus) : สารออกฤทธิ์ในกระเทียมหรือน้ำจากการแช่กระเทียม หรือกระเทียมที่ตำจนแหลกละเอียด จากการลองทำนอกร่างกายพบว่า มีฤทธิ์ยับยั้งและทำลายฟันกัส (fun-gus) หลายอย่างรวมทั้งแคนตินา อัลบิแคนส์ (Candida albicans)
ฤทธิ์ในการยับยั้งโปรโตซัว (Protozoa) : ผลจากการทดลองนอกร่างกาย น้ำที่ได้จากการแช่กระเทียมมีฤทธิ์ทำลาย Amebic protozoon กระเทียมเปลือกสีม่วงจะมีฤทธิ์แรงกว่ากระเทียมเปลือกขาว หรือเมื่อใช้กับผู้ป่วยที่เป็นบิดจากอะมีบาก็ได้ผลดีเช่นกัน นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ในการทำลายเชื้อในโรค Trichomonas vaginalis
ฤทธิ์ต่อหลอดเลือดหัวใจ : Ailfid ในกระเทียมมีพิษน้อยมาก จะทำให้การเต้นของหัวใจช้าลง และเพิ่มการบีบและคลายตัวของหัวใจ ขยายหลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้ปัสสาวะมากขึ้น และในบางคลินิกได้ผลดีมาก สำหรับผู้ป่วยที่มีความดันสูง และหลอดเลือดแข็งตัว
สำหรับกระต่ายที่เลี้ยงด้วยอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมาก น้ำมันกระเทียม (Garlic oil) อาจยับยั้งการแข็งตัวของหลอดเลือด
           กระเทียมอาจช่วยบรรเทาอาการอักเสบจึงช่วยเยียวยาแผลในกระเพาะอาหาร อันจะเป็นผลช่วยลดการแน่นจุกเสียดในผู้ป่วยที่เป็นแผลในโรคกระเพาะอาหาร โดยต้านการสังเคราะห์ prostaglandinและมีผู้ค้นคว้าพบว่าสารสกัดกระเทียมมีผลยับยั้งการสร้าง IL-12และเพิ่มการสร้าง IL-10 และtumor necrosis factor(?-INF) , IL-1? , IL-6 ,L-8 และT-cell interferon-gamma (IFN-gamma , IL-2 จึงมีผลช่วยลดอาการอักเสบในผู้ป่วยลำไส้อักเสบ    ได้มีผู้ลองพบฤทธิ์ในการต้านโรคไขข้ออักเสบ เมื่อให้สารสกัดด้วยน้ำในขนาด 100 มก./กิโลกรัมเป็นเวลา 10 วัน และเมื่อกรอกน้ำมันหอมระเหยจากเมล็ด(seed oil)เข้ากระเพาะอาหารหนูขาว ขนาด 0.0025 มก./กก.พบว่า ลดอาการอักเสบจากอาการข้ออักเสบที่เกิดจากฟอร์มาลดีไฮด์ได้
 

66


รูปแบบและขนาดวิธีใช้ของเกล็ดหอย

  • บำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง บำรุงกำลังและเส้นเอ็น ลดระดับน้ำตาล กระตุ้นการหลั่งอิสซูลิน ลดระดับคอเลสเตอรอล แก้ลมวิงเวียน ให้นำเมล็ดแก่แห้งมาแช่ในน้ำให้พองตัว แล้ว ดื่มขนาดที่ใช้ประมาณ 7.5 กรัม
  • แก้ลมขึ้นเบื้องสูง ขับเสมหะ แก้บิดเรื้อรัง ผู้ใหญ่ให้ใช้เมล็ดครั้งละ 5 – 10 กรัม วันละ 3 ครั้ง ส่วนเด็กให้ใช้เมล็ดเพียงครั้งละ 3 กรัม วันละ 3 ครั้ง โดยนำมาแช่ในน้ำอุ่นให้เมล็ดพองตัวเต็มที่ก่อนแล้วจึงค่อย ทาน
ฤทธิ์ทางเภสัชศึกษาของเกล็ดหอย
ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่พบ ได้แก่ ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดในผู้ป่วยเบาหวาน ลดคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ลดไขมันในเลือด เเละลดการอุดตันของหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ต้านการเกิดมะเร็ง ช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกัน เป็นยาระบายแบบเพิ่มกาก แก้ท้องเสีย ต้านการอักเสบของลำไส้ เพิ่มการหลั่งน้ำดี กระตุ้นการสังเคราะห์น้ำดี ต้านเชื้อแบคทีเรีย
เมื่อปี ค.ศ.2006 ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการ ศึกษาโดยใช้อาหารที่มี pantethines และเทียนเกล็ดหอยหรือสารสกัดจากเทียนเกล็ดหอย ในขนาด 1-2,000 มิลลิกรัมต่อวัน และ 10-50,000 มก.ต่อวัน (ตามน้ำหนักของเทียนเกล็ดหอย) ตามลำดับ โดยทำการ ลองใช้ในกระต่ายที่ได้รับอาหารที่มีไขมันสูงร่วมกับ 0.5% pantethines และ 20% ผิวของเมล็ดเทียนเกล็ดหอยที่บดให้เป็นผงเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ภายหลังการ ทดลองพบว่าคอเลสเตอรอลในเลือดมีระดับลดลง[1]
เมื่อปี ค.ศ.2006 ที่ประเทศสเปน ได้ทำการ ลองทำในหนูอ้วน 2 กลุ่ม โดยกลุ่มแรกให้อาหารควบคุม และกลุ่มที่ 2 ให้อาหารร่วมกับ 3.5% เทียนเกล็ดหอย เป็นระยะเวลา 25 สัปดาห์ ทำการวัดน้ำหนักทุกสัปดาห์ วัด systolic blood pressure (SBP) เดือนละ 1 ครั้ง เมื่อจบการ วิจัย ทำการวัดระดับ triglycerndes, total cholesterol, FFAs, glucose, insulin, adiponectin และ tumor necrosis factor ≥ (TNF≥) พบว่าหนูที่ได้อาหารที่มีเทียนเกล็ดหอย มีน้ำหนักลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับอาหารควบคุม และหนูกลุ่มควบคุมจะมีค่า SBP, triglycerndes, total cholesterol, FFAs, glucose, insulin และ TNF≥ สูงกว่ากลุ่มที่ 2 อย่างมีนัยสำคัญ จึงสรุปได้ว่าการ กินอาหารที่มีเทียนเกล็ดหอย จะช่วยป้องกันภาวะเซลล์บุผิวหลอดเลือดทำงาน ไม่ปกติ ความดันโลหิตสูง โรคอ้วน ภาวการณ์มีระดับไขมันในเลือด ผิดปกติ และการมีระดับ adiponectin และ TNF≥ ในเลือด ผิดปกติในหนูอ้วน
การวิจัยผู้ป่วยที่มีระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดสูงเล็กน้อยถึงปานกลางและมีอาการท้องผูกจำนวน 62 คน มีประวัติการเยียวยาคงที่ ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอาหารหรือยาที่ได้อย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนการค้นพบโดยให้ผู้ป่วยกินผลิตภัณฑ์จากเปลือกเมล็ดเทียนเกล็ดหอย 100% ครั้งละขนาด 3.5 กรัม วันละ 3 ครั้ง ผสมในอาหาร เช่นโยเกิร์ตหรือของเหลวซึ่งปราศจากกรดคาร์บอนิคหรือแอลกอฮอล์อย่างน้อย 100 มล. และกินก่อนหรือหลังกินยาชนิดอื่น 1-2 ชม. นาน 3 สัปดาห์
พบว่ามีผู้ป่วยที่ร่วมการทดลองจนสิ้นสุดการวิจัย 54 คน เป็นเพศสตรีอายุเฉลี่ย 60 ปี มีระดับคลอเรสเตอรอลในเลือดลดลงจากเดิม 252 ± 39 mg/dl เป็น 239 ± 37 mg/dl และค่า LDL-cholesterol ในเลือดลดลงจากเดิม 174 ± 34 mg/dl เป็น 162 ± 31 mg/dl แต่ระดับ Triglycerides และค่า HDL- cholesterol ในเลือดไม่เปลี่ยนแปลง ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการท้องผูกลดลง และผู้ป่วยบางคนมีอาการข้างเคียงในระบบทางเดินอาหาร เช่น ท้องอืด เจ็บท้อง รู้สึกไม่สบายท้อง คลื่นไส้ อาเจียน แสบร้อนหน้าอก และมีอาการหดเกร็งของกระเพาะอาหาร แต่อาการจะลดลงเรื่อยๆ
การศึกษาทางคลินิกเกล็ดหอย
กรณีผู้ป่วยที่มีระดับไขมันในเลือดสูง: เทียนเกล็ดหอยเป็น non-systemic cholesterol lowering agent ที่มีข้อมูลทางคลินิกสนับสนุน โดยสามารถลดได้ทั้งคอเลสเตอรอลรวม, LDLและLDL/HDL ratio ลดลงได้อย่างมีนัยสำคัญในเวลา 8สัปดาห์
           กรณีผู้ป่วยท้องผูกเรื้อรัง: เทียนเกล็ดหอยใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการท้องผูกเรื้อรัง ผู้ป่วยโรค irritable bowel syndrome (IBS) และผู้ป่วยโรคริดสีดวงทวาร
           กรณีผู้ป่วยท้องเสีย: เทียนเกล็ดหอยใช้เยียวยาผุ้ป่วยที่มีอาการท้องเสีย โดยเฉพาะผู้ป่วยที่ให้อาหารทางสาย เทียนเกล็ดหอยจะช่วยลดอาการท้องเสียและอุจจาระที่เป็นไขมัน

67

การศึกษาทางพิษวิทยาทับทิม

  • การทดสอบความเป็นพิษสารสกัดจากทับทิม และน้ำทับทิม ไม่พบว่าเป็นพิษเมื่อให้ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดตีบรับประทานติดต่อกันเป็นเวลา 3 ปี   ในลองความเป็นพิษเฉียบพลันพบว่าสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 จากส่วนเหนือดิน สารสกัดด้วยน้ำ สารสกัดด้วยอัลกอฮอล์จากราก และสารสกัดด้วยอัลกอฮอล์จากผล มีความเป็นพิษปานกลางถึงมาก เมื่อฉีดเข้าทางช่องท้องหนูเม้าส์ ส่วนสารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 จากดอก ไม่เป็นพิษต่อหนูเม้าส์เมื่อให้โดยการฉีดเข้าช่องท้องขนาด 1 กรัม/กก. ในขณะที่สารสกัดผลทับทิมที่มี punicalagin ซึ่งเป็น ellagitannin ร้อยละ 30 มีความเป็นพิษเล็กน้อยเมื่อให้หนูแรททางปาก แต่มีความเป็นพิษมากเมื่อฉีดเข้าช่องท้อง

                     จากการวิจัยความเป็นพิษกึ่งเรื้อรังของสารสกัดดังกล่าว ไม่พบความเป็นพิษต่อหนูแรทเมื่อป้อนสารสกัดขนาด 600 มก./กิโลกรัม/วัน เป็นเวลา 90 วัน และไม่พบความเป็นพิษเมื่อให้หนูแรททานอาหารที่มีสาร punicalagin ผสมอยู่ร้อยละ 6 เป็นเวลา 37 วัน เพียงแต่ทำให้ความอยากอาหารลดลง  กรดแทนนิกและสาร pelletierine มีความเป็นพิษเมื่อให้กระต่ายทางปากในขนาด 1 กรัม/กิโลกรัม เป็นเวลา 40 วัน  สารสกัดเปลือกทับทิมด้วยน้ำอาจทำให้นกกระจอกตัวผู้ตายเมื่อให้ในขนาด 0.4มล./วัน   

  • ความเป็นพิษต่อตับ สารสกัดจากเปลือกผลส่วนที่มี gallotannin ความเข้มข้นร้อยละ5 เมื่อฉีดเข้าช่องท้องหนูเม้าส์วันละ 20 มล./มก.เป็นเวลา 2 วัน พบว่าตับถูกทำลายอย่างรุนแรง
  • พิษต่อระบบสืบพันธุ์ เปลือกผลทับทิมมีฤทธิ์คุมกำเนิดเมื่อให้หนูทั้ง 2 เพศกินในขนาด 18 กรัม/กิโลกรัม โดยผสมในอาหาร  สารสกัดด้วยน้ำร้อนไม่ระบุส่วนและขนาดที่ให้มีฤทธิ์คุมกำเนิดเมื่อทดลองในหนูแรทเพศเมีย  สารสกัดด้วยน้ำและเอทานอลขนาด82 กรัม/กิโลกรัมเมื่อให้ทางกระเพาะอาหารแก่หนูแรท พบว่ามีผลยับยั้งการฝังตัวของตัวอ่อนเช่นกัน  อย่างไรก็ตาม สารสกัดด้วยเอทานอลจากผล และราก เมื่อให้หนูแรทกินในขนาด 200 มิลลิกรัม/กก. พบว่าไม่ทำให้แท้ง สารสกัดด้วยเอทานอลจากผล สารสกัดด้วยอะซีโตน สารสกัดด้วยเมทานอล สารสกัดด้วยเอทานอลร้อยละ 50 จากทั้งต้น ให้ในขนาด 200 มิลลิกรัม/กิโลกรัม และสารสกัดด้วยอะซีโตน สารสกัดด้วยน้ำร้อน สารสกัดด้วยเมทานอลจากราก ในขนาด 150 มก./กิโลกรัมไม่พบความเป็นพิษต่อตัวอ่อนของหนูแรท  ในขณะที่เมื่อฉีดสารสกัดจากผลไม่ระบุขนาดเข้าช่องท้องหนูแรทเพศเมีย และให้หนูกินสารสกัดด้วยเอทานอล ขนาด 200 มิลลิกรัม/กก.หรือให้สารสกัดด้วยบิวทานอล สารสกัดน้ำจากผล ขนาด 1.82 กรัม/กก. ทางกระเพาะอาหารแก่หนูแรทพบว่าไม่มีผล
  • ทำให้แพ้ มีรายงานการแพ้ในคนที่กินผลสดของทับทิม โดยจะเกิดผื่นลมพิษ การบวมที่ลิ้น ริมฝีปาก มือ แขน ใบหน้า คันตา ตาแดง ระคายเคืองจมูก หายใจลำบาก และเกิดภาวะแพ้รุนแรง(anaphylactic) เป็นต้น และยังมีรายงานว่าเด็กที่รับประทานเมล็ดทับทิมแล้วเกิดอาการหอบหืดจำพวกที่เกี่ยวข้องกับ IgE ขึ้น นอกจากนี้การทดสอบการแพ้ทางผิวหนังของผลสด พบว่ามีอาการแพ้   

    ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง

  • อาจมีอาการข้างเคียง คือ วิงเวียน ตาพร้า อ่อนเพลีย  ควรหยุดใช้
  • สารขับพยาธิ ในเปลือกต้น เปลือกราก คือ สารเพลเลททิเทอรีน สลายตัวได้ง่าย จึงควรใช้เปลือกสดและเตรียมไม่นาน
  • การใช้ในขนาดสูงมากทำให้ม่านตาขยาย ปวดศีรษะ  คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย  ง่วงซึม
  • สำหรับสตรีมีครรภ์และให้นมลูก น้ำทับทิมนั้นอาจจะไม่มีผลกระทบใดๆ แต่การกินสารสกัดจากทับทิมนั้นควรปรึกษาแพทย์ที่ท่านฝากครรภ์ก่อน
  • ผู้ที่มีความดันต่ำ การดื่มน้ำทับทิมอาจจะทำให้เกิดความเสี่ยงได้ เพราะน้ำทับทิมจะทำให้ความดันของท่านต่ำลงกว่าเดิม
  • คนที่แพ้พืช สำหรับคนแพ้พืชก็อาจจะมีแนวโน้มในการแพ้น้ำทับทิม และสารสกัดจากทับทิมได้สูงมาก
  • การผ่าตัด เนื่องด้วยน้ำทับทิมหรือสารสกัดจากทับทิมมีผลการควบคุมความดันโลหิต ท่านควรหยุดรับประทาน 2 สัปดาห์ก่อนการผ่าตัด
เมื่อคุณต้องกินร่วมกับยา

  • ยาที่ใช้เกี่ยวกับตับ (Cytochrome P450 2D6 (CYP2D6) substrates) จะมีปฏิกิริยากับทับทิม
  • ในกรณีที่คุณต้องทานยาเกี่ยวกับการรักษาโรคเกี่ยวกับตับ พร้อมกับกินสารสกัดจากทับทิมคุณควรปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญตัวอย่างเช่นยาพวก Amitriptyline (Elavil), โคเดอีน desipramine (Norpramin) flecainide (Tambocor) fluoxetine (Prozac) ondansetron (Zofran) Tramadol (Ultram) และอื่น ๆ
  • ยาสำหรับความดันโลหิตสูง ( ACE inhibitors) จะมีปฏิกิริยากับทับทิม น้ำทับทิมดูเหมือนว่าจะลดความดันโลหิต แต่การดื่มน้ำทับทิมพร้อมกับยาสำหรับความดันโลหิตสูงอาจทำให้เกิดความดันโลหิตของคุณจะต่ำเกินไป เช่นยาพวก captopril (Capoten) enalapril (Vasotec) lisinopril (Prinivil, Zestril) ramipril (Altace) และอื่น ๆ
ผลข้างเคียงและความปลอดภัย  ยังไม่พบว่ามีผลข้างเคียงจากการกินน้ำทับทิมสด แต่ก็อาจจะมีบางคนเท่านั้นที่แพ้น้ำทับทิม  สารสกัดจากทับทิมที่ใช้กินหรือทา อาจจะทำให้บางคนแพ้ อาจจะเกิดอาการคัน บวม น้ำมูกไหล และหายใจลำบากได้  ไม่ควรกินรากทับทิมในปริมาณมาก เพราะรากทับทิมนั้นมีพิษ
 

Tags : ทับทิม

68

การขยายพันธุ์ของกระบองเพชร
เนื่องจากกระบองเพชร Hoodia gordonii นั้น เป็นพืชที่มีถิ่นที่อยู่ในทวีปแอฟริกา จึงไม่ได้นิยมนำมาปลูกในไทย เพระเนื่องจากสภาพแวดล้อมไม่เอื้ออำนวย และข้อมูลการขยายพันธุ์และการดูแลรักษา นั้นยังไม่เป็นที่แพร่หลาย
องค์ประกอบทางเคมี
พืชชนิดนี้สามารถ ให้สารอาหารประเภทเส้นใย (fiber) สารต้านอนุมูลอิสระ และ Sterol glycosides

สรรพคุณ/ประโยชน์ของกระบองเพชร
ชาว San Bushman ก็ได้มีการกินพืชนี้มานานนับพันปีมาแล้ว ทั้งในรูปสดและนำไปตากแดดจนแห้ง  แต่พวกเขาจะไม่บริโภคส่วนที่เป็นดอกและราก  ชาว San Bushman เล่าว่าพวกเขาจะพกกระบองเพชรนี้ไปด้วยถ้าต้องออกล่าสัตว์หรือเดินทางไกลใน ทะเลทราย   
            เนื่องจากเป็นพืชที่ให้ปริมาณไฟเบอร์สูงมาก  และจึงมีส่วนสำคัญในการช่วย ควบคุมอาการอยากอาหาร (Appetite Control) และยังมีคุณสมบัติพิเศษ  ที่จะเข้าไปจับกับโมเลกุลไขมันที่ลอยตัวอยู่เหนือกระเพาะอาหาร ทำให้ไขมันไม่อาจดูดซับเข้าไปทางผนังลำไส้เล็กได้  และจะถูกกำจัดออกจากร่างกาย โดย การขับถ่าย  นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้เป็นปกติ โดยมีกลไกที่ทำให้อาหาร ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ช้าลง จึงช่วยป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้

  • ช่วยลดการดูดซึมไขมันเข้าสู่ร่างกาย
  • ช่วยสลายไขมันเก่า
  • ไฟเบอร์คุณภาพสูง
  • กรดอะมิโน , บี3 , ไฟเบอร์ และช่วยลดโคเลสเตอรอล LDL , ไตรกลีเซอไรด์ ต่อต้านอนุมูลอิสระ
  • อุดมด้วยวิตามิน ซี , เอ ลดระดับน้ำตาล
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด
  • กรดอะมิโนที่จำเป็นลดการดูดซึมน้ำตาลเข้าสู่เซลล์
กลไกการทำงานกระบองเพรช
สาร Sterol glycoside  นักวิทยาศาสตร์ยังตั้งข้อสงสัยว่า เป็นสาร Sterol glycoside  หรือไม่ที่มีผลลดความอยากอาหาร จึงตั้งสมมุติฐานไว้ว่า สาร Sterol glycoside  นี้อาจส่งสัญญาณไปหลอกสมองส่วน Hypothalamus ว่าน้ำตาลในเลือดสูงพอแล้วไม่ต้องกินอะไรเพิ่มอีกแล้ว เพื่อสนับสนุนสมมุติฐานนี้ นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการลองโดยน้ำสารสกัดจากกระบองเพชร Hoodia gordonii (ซึ่งสารสกัดนี้ผลิตโดยบริษัท Phytopharm PLC ตั้งชื่อรหัสสารสกัดว่า P57AS3) ฉีดใส่ในสมองของหนูทดลอง แล้วตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในสมอง ที่สุดก็พบว่ามีการเพิ่มขึ้นของระดับพลังงาน (ATP) ในสมองของส่วน Hypothalamus ถึง 150% นี่อาจเป็นสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกความเพียงพอในระดับพลังงานที่สมองต้องการ ในขณะเดียวกันก็พบว่าหนูมีความต้องการทานอาหารลดลงถึง 60% จึงสรุปในเบื้องต้นว่า Sterol glycoside  และนี่แหละน่าจะเป็นสาระสำคัญที่ควบคุมความหิวได้
 

69

รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้คนทีสอ
แพทย์แผนไทยจะนำใบคนทีสอมาใช้ต้มร่วมกับใบเสนียด ใบเปล้าใหญ่ ใบหนาด เหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย ไพล ใบมะกรูด เปลือกมังคุด และใบว่านสาวหลง จากนั้น นำมาผสมกับน้ำสะอาด 10 ขัน แล้วนำไปอาบ จะช่วยให้กล้ามเนื้อคลายตัว บรรเทาอาการปวดเมื่อย และรูขุมขนบริเวณผิวหนังเปิด ทำให้หลอดเลือดไหลเวียนดี หายใจสะดวก ขณะเดียวกัน กลิ่นหอมของสมุนไพรช่วยให้สดชื่น ผ่อนคลายความตึงเครียดด้วย

  • น้ำมันหอมระเหยจากใบ และดอก ใช้ผสมในครีมทาผิวหรือทาร่วมกับครีมทาผิว ช่วยป้องกันยุง
  • น้ำมันหอมระเหยใช้ทานวดตามข้อ กล้ามเนื้อ บรรเทาอาการปวดเมื่อย แก้อาการเหน็บชา แก้เส้นเอ็นพลิก อัมพฤกษ์ อัมพาต
  • แก่นนำมาเหลาขนาดเท่านิ้วชี้ ก่อนใช้ถูหรือแปรงฟัน ช่วยระงับอาการปวดฟัน แก้โรคเหงือกอักเสบ รวมถึงใบ และดอก นำมาเคี้ยวทำความสะอาดฟันแทนยาสีฟัน
  • ใบนำมามัดรวมกัน ใช้สุมบนกองไฟให้เกิดควัน ช่วยไล่ยุงได้ดี
  • รากคนทีสอ ต้มน้ำดื่มเป็นยาขับปัสสาวะ แก้ไอ และขับเสมหะ(คนเมือง)
  • ใบคนทีสอใช้ผสมกับขมิ้น พริกไทย เทียน ทาน รักษาวัณโรค
  • ช่วย บรรเทาอาการปวดศีรษะ ด้วยการใช้ใบขยี้กับน้ำแล้วนำมาลูบหัว หรือจะใช้ใบนำไปอังกับไฟแล้วชงกับน้ำ กินแก้อาการก็ได้เช่นกัน
  • ช่วยแก้อาการหวัด น้ำมูกไหล ด้วยการใช้เมล็ดหรือใบคนทีสอ ผสมกับกับขิงและน้ำตาลเล็กน้อย ชงกับน้ำร้อน ทานแก้อาการ
  • ใบสดนำมาตำละเอียดใช้พอกบริเวณแผลที่ถูกตะขาบกัดหรือแมลงสัตว์กัดต่อยได้
  • ช่วยแก้เอ็นตึง เอ็นอักเสบ ด้วยการใช้ใบคนทีสอประมาณ 30-40 ใบ นำมาต้มกับน้ำ 3 แก้ว เคี่ยวจนเหลือ 1 แก้ว นำมา ดื่มครั้งละครึ่งแก้ว วันละ 2 เวลา
  • ก่อนแปรงฟัน หากได้เคี้ยวใบคนทีสอสด ๆ ก็จะช่วยทำให้ฟันแข็งแรงขึ้น และยังระงับกลิ่นปากได้อีกด้วย
  • คนทีสอคือสมุนไพรที่เป็นตัวยาหลักในตำรับยาต่าง ๆ เช่น ยาประคบ อบ อาบ ย่าง พอก โดยใช้เพื่อ รักษาอาการปวดเมื่อยตามตัว เส้นขัด เอ็นขัด เหน็บชา อัมพฤกษ์ อัมพาต แก้ลม กระดูกหัก หกล้ม ตกต้นไม้ อาการเจ็บปวดในเอ็นและผิวหนัง
การศึกษาทางเภสัชวิทยาของคนทีสอ
ในทางเภสัชวิทยา พบว่าคนทีสอมีฤทธิ์ยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ขับปัสสาวะ แก้แพ้ ต้านเชื้อแบคทีเรีย ยับยั้งเนื้องอก ฆ่ายุง ฆ่าแมลง ต้านเชื้อ น้ำมันหอมระเหยจาก ใบ เมื่อเตรียมเป็นโลชัน พบว่ามีประสิทธิภาพในการป้องกันการกัดของยุงก้นปล่อง ได้นาน 8 ชั่วโมง ยุงรำคาญ 7 ชั่วโมงครึ่ง ยุงลายสวน  8 ชั่วโมง
หนูแรทตัดรังไข่ที่ได้รับสารสกัดจากใบคนทีสอขนาด 1000 มก.ต่อ กิโลกรัม ทำให้น้ำหนักตัวลดลง โดยเป็นที่ทราบกันดีว่าหนูที่ถูกตัดรังไข่จะทำให้มีการบริโภคอาหารเพิ่มขึ้นอันเป็นผลเนื่องมาจากการขาดแคลนฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ในการไปควบคุมการบริโภคอาหาร ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าสารสกัดจากใบคนทีสอขนาด 1000 มก. มีการแสดงฤทธิ์การเป็นเอสโตรเจนจึงช่วยควบคุมการบริโภคอาหารของหนูแรทตัดรังไข่ และสารสกัดจากใบคนทีสอขนาด 1000 มิลลิกรัม/กก.ทำให้น้ำหนักของช่องคลอดเพิ่มขึ้นเล็กน้อย  แต่ไม่มีผลต่อการเพิ่มของน้ำหนักมดลูก ซึ่งให้ผลการทดลองที่แตกต่างจากการค้นหาของวิลาวัณย์ พร้อมพรม  ที่ได้ค้นหาถึงสารสกัดจากเมล็ดและเปลือกทับทิมในหนูแรทตัดรังไข่พบว่าทำให้มดลูกมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น และผลการวิจัยของ ศจีรา คุปพิทยานันท์ ได้ทำการศึกษาผลของสารสกัดจากเอื้องหมายนาต่อระบบสืบพันธุ์ในหนูแรทตัดรังไข่  ที่ป้อนด้วยสารสกัดจากเอื้องหมายนา ในขนาด 500 และ 1000  มก./กิโลกรัมน้ำหนักตัว อาจเพิ่มน้ำหนักมดลูกได้ทั้งนี้ อาจเป็นไปได้ว่าสารสกัดจากใบคนทีสออาจแสดงฤทธิ์การเป็นเอสโตรเจนอย่างอ่อนถึงไม่ส่งผลต่อน้ำหนักและเนื้อเยื่อมดลูกได้
ทั้งนี้ จากการค้นคว้าค้นคว้าหาข้อมูล "คนทีสอ" จากต่างประเทศเพิ่มเติม ยังพบว่า เมล็ดของคนทีสอ มีฤทธิ์ในการควบคุมการหลั่งฮอร์โมนของต่อมใต้สมอง ที่ควบคุมการทำงานของฮอร์โมนเพศหญิงด้วย ในต่างประเทศจึงนิยมนำ "คนทีสอ" มาใช้เยียวยาความผิดปกติในสตรีโดยผลิตเป็นแคปซูล และกล่าวอ้างประโยชน์ว่า "คนทีสอ" อาจเยียวยาภาวะเป็นหมันในผู้หญิง (antifertility) ได้ เพราะจะไปช่วยปรับวงรอบการตกไข่ให้เป็นปกติ อีกทั้งยังเป็นยาบำรุงที่จะช่วยให้สตรีดูอ่อนเยาว์กว่าวัยด้วย
การศึกษาทางพิษวิทยาของคนทีสอ
ไม่มีข้อมูลการค้นพบทางพิษวิทยา
 

70

ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาของตังกุย
กระตุ้นการบีบตัวของกล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ และมดลูก    ปกป้องตับ    เเละปกป้องสมองและไขสันหลัง เพิ่มการไหลเวียนของเลือด เเละป้องกันการแข็งตัวของเลือด  กระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดง ต้านเนื้องอกและยับยั้งเซลล์มะเร็ง ต้านอนุมูลอิสระ ลดความกังวล กระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูก  ป้องกันการถูกทำลายโดยรังสี มีฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจน   
มีรายงานจาการ ค้นคว้าพบว่า สารสกัดจากตังกุย จะมี ประโยชน์ทำให้กล้ามเนื้อของมดลูกคลายตัวได้ แต่สำหรับในเชิงเภสัชวิทยาจะเกิดผลใน 2 กรณี คือ
ประการแรก คือเมื่ออยู่ในภาวะตั้งครรภ์ มดลูกจะมีความไวต่อภาวะความกดดันในโพรงมดลูกสูง สารสกัดจากรากตังกุยจะมีผลลดการบีบตัวของมดลูก เเละทำให้การตอบสนองต่อความกดดันในโพรงมดลูกน้อยลง (Decreasing the myometrial sensitivity) และมีผลให้เลือดไปเลี้ยงบริเวณมดลูกมากขึ้นโดยการขยายหลอดเลือดผลก็คือลดโอกาสในการแท้งบุตรได้
ประการที่สอง คือสำหรับ ผู้หญิง ทั่วไปและ ผู้หญิง ภายหลังการคลอดบุตร ตังกุยจะมีผลต่อระบบประจำเดือน คือช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติ แก้ปวดประจำเดือน เเล้วมีรายงานว่าในสารสกัดของตังกุย มี คุณสมบัติในการกระตุ้นการหดตัวของกล้ามเนื้อมดลูกได้ดี (คือเพิ่มการบีบตัวของมดลูก) จึงนิยมใช้ตังกุยเป็นยาช่วยในการขับน้ำคาวปลา และช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น สำหรับการ รักษาอาการหลังหมดประจำเดือน มีการ ลองทำใช้ตังกุยร่วมกับตัวยาอื่นอีก 5 อย่างพบว่าส่วนใหญ่มีอาการดีขึ้นคือ มีอาการร้อนวูบ มึนงง ตาพร่า และอาการไม่สบายในช่องท้องจะลดลงประมาณ 70%
เมื่อให้สารสกัดตังกุยครั้งละ 5 มล. วันละ 3 ครั้ง ติดต่อกันนาน 1 สัปดาห์ พบว่า สามารถช่วยลดอาการปวดประจำเดือน เเล้วช่วยขับประจำเดือน มีฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อเรียบของมดลูก ลดความหนืดของเลือดในสตรี และพบว่าเมื่อฉีดสารสกัดน้ำเข้าหลอดเลือดดำในผู้ป่วยจำนวน 40 ราย ในขนาด 240 มล.ต่อคนต่อวัน ติดต่อกันเป็นเวลา 30 วัน ก็ไม่ผลอาการ ผิดปกติใด ๆ
การศึกษาทางพิษวิทยาของตังกุย
โดยทั่วไปแล้ว ตังกุยก็เช่นเดียวกับสมุนไพรชนิดอื่นๆ คือ ถ้าใช้ใน ปริมาณที่ปกติก็ไม่พบอันตรายอย่างไร แม้ในบางคน ที่ได้รับตังกุยแล้วเกิดอาการ ไม่ปกติ เมื่อหยุดยาอาการดังกล่าวก็มักจะหายไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยเสียเลยทีเดียว ถ้าร่างกายได้รับสารมาก ส่วนจะมากเท่าใดนั้นคงยากที่จะตอบ แต่จากการ ลองในสัตว์ โดยใช้สารสกัดน้ำปริมาณ 0.3-0.9 กรัมต่อน้ำหนักตัว 10 กรัม ฉีดเข้าสู่กระเพาะ จะมีผลให้การเต้นของหัวใจช้าลง ความดันโลหิตลดลง และกดการหายใจ และเมื่อได้รับสารมากขึ้นก็จะแสดงอาการมากขึ้น แต่จวบจนปัจจุบันก็ยังไม่พบว่ามีผู้ใดได้รับอันตรายร้ายแรง จากการ ทานตังกุยเลย
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวัง
ไม่ควรใช้ใน สตรี มีครรภ์ ผู้ที่มีระบบขับถ่ายไม่ดี ท้องเสียบ่อย ร้อนใน หรือเคยอาเจียนเป็นเลือด และไม่ควร กินหากมีประจำเดือนมามาก นอกจากจะได้รับคำแนะนำให้ รับประทานจากแพทย์แผนตะวันออกที่มีความรู้ในด้านโภชนาการ
 

71

การศึกษาทางคลินิกของเถาวัลย์
            ลดอาการปวดหลังส่วนล่าง  การเปรียบเทียบ ประโยชน์ของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงกับยาไดโคลฟีแนค ในการเป็นยา บรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่าง พบว่าเมื่อให้ผู้ป่วย รับประทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียงบรรจุแคปซูลขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน เปรียบเทียบกับผู้ป่วยกลุ่มที่ อุปโภคยาไดโคลฟีแนคขนาด 25 มิลลิกรัม  วันละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 7 วัน ผลพบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงสามารถลดอาการปวดหลังส่วนล่างได้ไม่แตกต่างจากการใช้ยาไดโคลฟีแนค
           กระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย   การค้นพบประสิทธิผลของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี เมื่อได้กินสารสกัดเถาวัลย์เปรียงทีสกัดด้วย 50% เอทานอล ขนาดวันละ 400 มก. นาน 2 เดือน ไม่พบความไม่ปกติของระบบต่างๆของร่างกาย และพบว่าสารสกัดเพิ่มการหลั่งของ IL-2 และ gamma–IFN แสดงว่าสารสกัดมีฤทธิ์เสริมการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้
             การค้นคว้าประสิทธิผล และความปลอดภัยของสารสกัดเถาวัลย์เปรียงในการรักษาอาการอักเสบจากข้อเข่าเสื่อมนั้น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ได้ร่วมการลองทางคลินิกกับคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โดยมีผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมเข้าร่วมโครงการจำนวน 125 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ กลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาแผนปัจจุบันนาโพรเซน (Naproxen) ขนาด 250 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ และกลุ่มผู้ป่วยที่ได้รับยาสารสกัดเถาวัลย์เปรียงขนาด 400 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง นาน 4 สัปดาห์ ผลการค้นหาพบว่า ยาแผนปัจจุบันนาโพรเซนและสารสกัดเถาวัลย์เปรียงมีประสิทธิผลและความปลอดภัยไม่แตกต่างกัน และผู้ป่วยที่ได้รับยาทั้ง 2 กลุ่มมีความพึงพอใจต่อการรักษาร้อยละ80การค้นคว้าความปลอดภัยของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสถาบันลองสมุนไกรมวิทยาศาสการแพทย์ได้ค้นคว้าความปลอดภัยของสสารสกัดเอทานอล 50 % ของเถาวัลย์เปรียงในอาสาสมัครสุขภาพดี จำนวน 12 ราย โดยให้กินแคปซูลสารสกัดขนาด 200 มิลลิกรัม/แคปซูล ครั้งละ 1 แคปซูล วันละ 2 ครั้ง เช้า – เย็น เป็นเวลา 8 สัปดาห์ และเจาะเลือดทุก 2 สัปดาห์ พบว่าไม่มีอาการไม่ปกติใดๆ ระหว่างรับประทานสารสกัดเถาวัลย์เปรียง และเมื่อเทียบกับก่อนได้รับสารสกัด  ค่าทางโลหิตวิทยาบางค่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ เช่น ค่าร้อยละของเม็ดเลือดขาวคุณสมบัติ basophil เพิ่มขึ้น ค่า hemoglobin และค่าร้อยละของ hematocrit ลดลงในบางสัปดาห์
การศึกษาทางพิษวิทยาของเถาวัลย์ 
             สำหรับด้านความเป็นพิษของสารสสกัดเถาวัลย์เปรียงนั้นจากการศึกษาสารสกัดเอธานอล 50% โดยป้องให้หนูขาวในขนาดสูงถึงวันละ 600 มก.น้ำหนักตัว 1 กก. ซึ่งเท่ากับ 75 – 100 เท่าของขนาดที่ใช้ในคนต่อวัน เป็นเวลา 6 เดือน ไม่พบอาการแสดงความเป็นพิษต่ออวัยวะและการทำงานไม่ปกติของระบบต่างๆ ของหนูขาวเลย
             การลองพิษเฉียบพลัน  ของสารสกัดลำต้นด้วยเอทานอล 50% โดยให้หนูกินในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม (คิดเป็น 6,250 เท่า เปรียบเทียบกับขนาดรักษาในคน) และให้โดยการฉีดเข้าใต้ผิวหนังหนู ในขนาด 10 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ตรวจไม่พบอาการเป็นพิษ
             มีรายงานการค้นคว้าพิษเรื้อรัง ( 6 เดือน ) ของสารสกัด 50 % เอทานอลของเถาวัลย์เปรียงในหนูขาว 4 กลุ่มๆ ละ 20 ตัว/เพศ  กลุ่มควบคุมได้รับน้ำ 10 มล. / กก. / วัน กลุ่มลองได้รับสารสกัดขนาด 6 , 60 และ 600 มิลลิกรัม/ กิโลกรัม / วัน หรือ เทียบเท่าผงเถาวัลย์เปรียง 0.03 , 0.3 และ 3 กรัม / กก. / วัน หรือ 1 , 10 และ 100 เท่าของขนาดใช้ในคนต่อวัน  พบว่าสารสกัดเถาวัลย์เปรียงไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของค่าทางโลหิตวิทยา  ชีวเคมีของเซรั่ม หรือจุลพยาธิวิทยาของอวัยวะภายใน ที่มีความสัมพันธ์กับขนาดของสารสกัด และไม่พบความผิดปกติใดๆ
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : ประโยชน์ของเถาวัลย์

72
คอมพิวเตอร์ / สรรพคุณของชะพลูมีเเต่ของดีๆ
« เมื่อ: มิถุนายน 05, 2017, 10:55:03 AM »
สรรพคุณของชะพลู
            ด้านการใช้เป็นอาหาร  ใบชะพลูมีรสหวาน เย็น และกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ จึง นิยมนำมาปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู  บทบาทของชะพลูในจานอาหารครัวเรือนพื้นบ้านมีมากมาย  เริ่มตั้งแต่เป็นผักสดที่ ชอบ บริโภคกับอาหารรสแซบทั้งหลาย เช่น ลาบ ก้อย น้ำตก เนื้อย่าง ปลาย่าง ตลอดจนน้ำพริกต่างๆ ชะพลูเป็นเครื่องปรุงที่ขาดไม่ได้ในอาหารจานพื้นบ้านต่างๆ แกงแคของภาคเหนือซึ่งถึงกับเรียกใบชะพลูว่า”ใบผักแค” เลยทีเดียว หรือไม่ก็เป็นเพราะใช้ใบชะพลูเป็นเครื่องปรุงเฉพาะตัว จึงเรียกแกงนั้นว่าแกงแค เป็นไปได้อย่างเดียวกัน  ส่วนภาคอีสาร ชอบใส่ในแกงอ่อมต่างๆ แกงขนุนอ่อน แกงหัวปลี  ภาคใต้ใช้แกงกะทิใบชะพลูกับหอยแครง  ส่วนภาคกลาง นิยมใส่แกงคั่วหอยขม  นิยมนำมา บริโภคร่วมกับข้าวมันส้มตำ  คุณสมบัติที่เรียกว่าถ้าขาดใบชะพลู  รสชาติของข้าวมันส้มตำก็อร่อยไปเลย  รสชาติใบชะพลูขณะที่กัดและเคี้ยวกินจะมีกลิ่นหอมในปาก  รสจัด  เคี้ยวนานๆ จะได้รสเผ็ดอ่อนๆ ใบชะพลูขนาดกำลังอร่อยจะต้องเป็นใบที่ไม่อ่อนและไม่แก่จนเกินไป  ใบจึงจะนุ่ม  หอม  และเผ็ดกำลังดี อย่างไรก็ตาม  ใบชะพลู ทานได้ทุกขนาดอายุของมัน  แม้แก่มากก็ทานได้ เพราะเส้นใยไม่ถึงกับเหนียวจนกัดไม่ขาด  เพียงแต่ใบจะหยาบสักนิด  และกลิ่นจะฉุดเล็กน้อย
ในใบชะพลูมีสารบีตา-แคโรทีนสูงมาก ใบนำมา บริโภคกับเมี่ยงคำ นำมาแกงใส่กะทิ ข้าวยำ ห่อหมก หรือเป็นผักจิ้มน้ำพริก ทางภาคใต้ใส่ในแกงกะทิหอยขม แกงคั่วปู[4]ในจังหวัดจันทบุรีใส่ในแกงป่าปลา

คุณค่าทางอาหาร (ในน้ำหนักแห้ง 100 กรัม)
– พลังงาน                                 101.00                         กิโลแคลอรี่
– โปรตีน                                      5.40                           กรัม
– ไขมัน                                                   2.50                           กรัม
– คาร์โบไฮเดรต                           14.20                          กรัม
– แคลเซียม                               298.00                                     มิลลิกรัม
– ฟอสฟอรัส                               30.00                          มิลลิกรัม
– เหล็ก                                        4.63                           กรัม
– วิตามินบี1                                 0.09                           กรัม
– วิตามินบี2                                 0.23                           กรัม
– ไนอาซีน                                     3.40                          กรัม
– วิตามินซี                                 22.00                           กรัม
– เบต้า แคโรทีน                         414.45                                     ไมโครกรัม
– ใยอาหาร                                  6.90                           กรัม
            ด้านการใช้เป็นยาสมุนไพร ชะพลูเป็นพืชที่มี คุณสมบัติทางยา ดอกทำให้เสมหะแห้ง ช่วยขับลมในลำไส้ รากขับเสมหะให้ออกมาทางระบบขับถ่าย ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง ต้นขับเสมหะในทรวงอก ใบมีรสเผ็ดร้อน ทำให้เจริญอาหาร ขับเสมหะ ใบ ต้น และดอกใช้ขับเสมหะ รากใช้ขับลม น้ำต้มทั้งต้นช่วยลดน้ำตาลในเลือดของกระต่ายที่เป็นเบาหวานได้
ประโยชน์ทางยา
            ใบชะพลู  รสเผ็ดร้อน อาจช่วยเจริญอาหาร ขับเสมหะ  ทำเสมหะให้งวด ทำให้เลือดลมซ่าน แก้ธาตุพิการ เบาหวาน ทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตดี
            ดอก (ลูก)ชะพลู  รสเผ็ดร้อน แก้ศอเสมหะ (เสมหะในลำคอ) ทำให้เสมหะแห้ง ช่วยย่อยอาหาร ขับลมในลำไส้
            รากชะพลู รสเผ็ดร้อน แก้คูถเสมหะ ขับเสมหะให้ตกทางทวารหนัก บำรุงธาตุ ขับลมในลำไส้ ทำให้เสมหะแห้ง แก้เบาเหลือง ขัดเบา ปวดเอ็น
            ต้นชะพลู  รสเผ็ดร้อน แก้เสมหะในทรวงอก ขับเสมหะ ทำให้เสมหะแห้ง แก้ปวดท้องแน่นจุกเสียด แก้ไข้ดีซ่าน ดีกระตุก บำรุงน้ำดี รักษาโรคบิด
            ผลพลู เป็นส่วนผสมของยา เยียวยาโรค หืด แก้บิด ขับเสมหะ ย่อยอาหาร
            จากการ ค้นคว้าพบว่าชะพลูมีฤทธิ์ด้านการเกาะกลุ่มของเกล็ดเลือด ต้านเชื้อจุลชิพ ยับยั้งการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดการบีบตัวของลำไส้เล็ก  ปัจจุบันได้มีการพัฒนาสมุนไพร เยียวยาเบาหวาน
 

73

รูปแบบ ขนาดวิธีใช้ของเถาวัลย์
บัญชียาหลักแห่งชาติ บัญชียาจากสมุนไพร 2556 ยาพัฒนาจากสมุนไพร กลุ่มยา เยียวยากลุ่มอาการทางกล้ามเนื้อและกระดูก ระบุรูปแบบและขนาดวิธีใช้ยาดังนี้

  • ขับโลหิตเสียของ ผู้หญิง ด้วยการใช้เถาวัลย์เปรียงทั้งห้าแบบสด ๆ นำมาต้มกับน้ำ แล้วนำน้ำที่ได้มาใช้ กินต่างน้ำ (ทั้งห้า)
  • ทำให้มดลูกเข้าอู่ ด้วยการใช้เถาสดนำมาทุบให้ยุ่ย แล้ววางทาบลงบนหน้าท้อง แล้วนำหม้อเกลือที่ร้อนมานาบลงไปบนเถาวัลย์เปรียง จะช่วยทำให้มดลูกเข้าอู่ได้เร็วขึ้น
  • ใช้เถานำมาหั่นตากแห้งคั่วชงน้ำ กินต่างน้ำชาเป็นยาทำให้เส้นหย่อน แก้อาการเมื่อยขบตามร่างกาย แก้อาการปวดเมื่อย แก้เหน็บชา (เถา)
  • ใช้เถาเพื่อ รักษาโรคอัมพฤกษ์และกระดูกหัก โดยการนำเถามาตำให้เป็นผงผสมกับน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันหัวครำ แล้วใช้เป็นยาทานวดบริเวณที่เป็นทุกวันจนหาย (เถา)
ยาเถาวัลย์เปรียง  ยาแคปซูล (รพ.)
ข้อบ่งใช้ : บรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ
ขนาดและวิธีใช้ : อุปโภคครั้งละ 500 มก. – 1 กรัม วันละ 3 ครั้ง หลังอาหารทันที
ข้อห้ามใช้ : ห้ามใช้ใน สตรีตั้งครรภ์
ยาสารสกัดจากเถาวัลย์[/url]เปรียง   ยาแคปซูล[/i]
ข้อบ่งใช้ : ลดอาการปวดหลังส่วนล่าง (low back pain) และอาการปวดจากข้อเข่าเสื่อม (Knee Osteoarthritis)
             ขนาดและวิธีใช้ : ทานครั้งละ 400 มิลลิกรัมวันละ 2 ครั้ง หลังอาหารทันที
             ข้อห้ามใช้ : ห้ามใช้กับผู้หญิงตั้งครรภ์
ยาเถาวัลย์เปรียง(แคปซูล) 400 mg (บัญชีร่วม รพสต.)
             ข้อบ่งใช้ : แก้ข้ออักเสบ ลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อเกร็ง OA
             ขนาดและวิธีใช้ : กินครั้งละ 2*3PC (500Mg.– 1g.) วันละ 4 ครั้ง หลังอาหารทันที
             ข้อห้ามใช้ : ห้ามใช้ใน สตรีตั้งครรภ์
 
ฤทธิ์ทางเภสัช
             สารสกัดน้ำจากเถามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ (ยับยั้งการสร้าง leukotriene B, ลดการหลั่ง myeloperoxide, ลดการสร้าง eicosanoid), ลดการอักเสบที่อุ้งเท้าหนู, สารสกัดน้ำมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ,สารสกัดบิวทานอล และสารประกอบประเภท rhamnosyl-(1,6)-glucosylisoflavone มีฤทธิ์ลดความดันโลหิต, สารสกัดด้วย 50% เอทานอล มีฤทธิ์กระตุ้นภูมิคุ้มกัน, ฤทธิ์ต้านเชื้อจุลินทรีย์, ฤทธิ์ต้านเชื้อรา
ข้อแนะนำ / ข้อควรระวังเถาวัลย์

  • เถามีสารที่มีฤทธิ์เช่นเดียวกับฮอร์โมนเพศผู้หญิง จึงควรระวังถ้าจะอุปโภคติดต่อกันเป็นเวลานาน
  • ห้ามใช้ในผู้หญิง มีครรภ์
  • ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคแผลเปื่อยเปปติก เนื่องจากเถาวัลย์เปรียงออกฤทธิ์คล้ายยาแก้ปวดกลุ่มยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (Nonsteroidal Anti-lnflammatory Drugs, NSAIDs)
  • อาการไม่พึงประสงค์ ปวดท้อง  ท้องผูก  ปัสสาวะบ่อย  คอแห้ง  ใจสั่น
  • อาการไม่พึงประสงค์ของการใช้สารสกัดจากเถาวัลย์เปรียงที่สกัดด้วย 50 % เอทิลแอลกอฮอล์ คือ มีอาการเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ และอุจจาระเหลว


 

Tags : สมุนไพรเถาวัลย์

74

กลไกการทำงานในร่างกายมนุษย์  เมื่อรับประทานคาร์นิทีนแล้วเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เมื่อรับประทานคาร์นิทีน ซึ่งปกติในปริมาณ 24-81 มิลลิกรัมต่อวันก็เพียงพอต่อการทำงานของผู้ใหญ่ คาร์นิทีนจะดูดซึมจากลำไส้เล็กเข้าสู่ร่างกาย และการดูดกลับที่ไต เกิดขึ้นโดยอาศัย Organic cation transporters (OCTNs) ซึ่ง transporter หลักที่เกี่ยวข้องคือ OCTN2 เมื่อเข้าสู่ร่างกายคาร์นิทีน จะกระจาย (distribution) ไปอยู่ในเนื้อเยื่อมากกว่าในเลือด โดยเฉพาะกล้ามเนื้อลาย และกล้ามเนื้อหัวใจ
นอกจากนี้ปริมาณคาร์นิทีนในร่างกาย แตกต่างกันขึ้นอยู่กับอายุและเพศ โดยเพศชายจะมีปริมาณคาร์นิทีนมากกว่าเพศหญิง เนื่องจากฮอร์โมนเพศชายมีผลต่อระดับคาร์นิทีนในเลือด อีกทั้งยังพบว่ามีฮอร์โมนอีกหลายชนิดที่มีผลเพิ่มปริมาณคาร์นิทีนในเนื้อเยื่อ เช่น thyroxin, pituitary hormones, Insulin และ glucagon
คาร์นิทีนทำงานอะไรในร่างกาย
เมแทบอลิซึมของคาร์โบไฮเดรต (CHO) และไขมัน ซึ่งมีการใช้คาร์นิทีนในการขนส่งกรดไขมัน (Long-chain fatty acid, LCFA) เข้าสู่ไมโตคอนเดรีย (คัดลอกรูปจาก J Physiol 589.7(2011)pp.1510.)
หน้าที่หลักของคาร์นิทีน คือ ขนส่งกรดไขมัน ผ่าน mitochondrial membrane จากการทำงานของเอนไซม์ คือ carnithine palmitoyltransferase I (CPT-I) และ CPT-II เมื่อกรดไขมันเข้าสู่ภายใน ไมโตคอนเดรียแล้วจะเกิดการเผาผลาญไขมัน ได้พลังงานจากการที่ได้ acetyl CoA จาก TCA cycle
ในขณะที่ร่างกายออกกำลังกายมากๆ และร่างกายจะมีการผลิต acetyl CoA ในปริมาณสูงขึ้น ในขณะเดียวกัน acetyl CoA จะยับยั้งการทำงานของ pyruvate dehydrogenase complex (PDC) ลดการผ่านของ PDC เข้าไมโตคอนเดรีย แล้วทำให้การสลาย pyruvate เป็น lactate เพิ่มขึ้น ซึ่ง lactate เป็นสารที่ทำให้กล้ามเนื้อมีอาการเมื่อยล้า อีกด้านหนึ่งเมื่อ acetyl CoA มีปริมาณสูงขึ้น คาร์นิทีนจะจับกับ acetyl CoA ทำให้เกิดสมดุลของ Acetyl-CoA (CoASH) / Coenzyme A (CoA) ratio ในไมโตคอนเดรีย ไม่ให้เกิดการยับยั้ง PDC มากเกินไป และจะช่วยทำให้การเปลี่ยนแปลง pyruvate เป็น lactate เกิดขึ้นได้น้อยลง
ประโยชน์ / สรรพคุณ ของแอลคานีทีน
แอล-คาร์นาทีนเป็นกรดอะมิโนที่ช่วยเปลี่ยนไขมันที่สะสมอยู่ในส่วนต่างๆ ของร่างกายให้กลายเป็นพลังงาน แอล-คาร์นิทีนจึงมีฤทธิ์เป็นตัวเผาผลาญไขมัน (Fat Burner) โดยจะไปลดระดับของโคเลสเตอรอล(Cholesterol) และไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride) ซึ่งเป็นไขมันอันตราย      ที่จะไปอุดตันทางเดินของเลือดในเส้นเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเส้นเลือดในสมอง และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ อันเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตจากเส้นเลือดในสมองแตก และเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจอุดตันดังนั้นแอล-คาร์นิทีน จึงอาจ เพิ่มประสิทธิ ภาพในการทำงานของหัวใจ(Cardiac Performance) ได้เป็นอย่างดี และสามารถเพิ่มผลสําเร็จของการแข็งขันกีฬา(Athletic Performance) ได้เป็นอย่างดีอีกด้วย
การขาดแอล-คาร์นิทีนอาจทําให้เกิดความผิดปกติของร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน โรคโลหิตเป็นพิษ โรคกล้ามเนื้อหัวใจ    โรคขาดสารอาหารโรคตับแข็งและโรคระบบต่อมไร้ท่อต่างๆ การเสริมอาหารทางโภชนา ด้วยแอล-คาร์นิทีน จะช่วยบรรเทาอาการในผู้ป่วย และสามารถนํามาบรรเทาอาการเจ็บของระบบประสาท นอกจากนี้ ยังเป็นภูมิคุ้มกันในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ขาดแอล์-คาร์นิทีน ส่วนทางด้านคลินิกได้นำ                แอล-คาร์นิทีนมาใช้ ในผู้ป่วยที่มี ความผิดปกติของระบบประสาท เช่น โรคความจําเสื่อม โรคสมองจากตับ      ( ภาวะที่ผู้ป่วยเกิดมีอาการทางสมอง  ได้แก่   สับสนซึมและโคมาซึ่งเป็นผลจากภาวะตับวาย )    และ      แอล-คาร์นิทีนได้รับการยอมรับ ว่าเป็นอาหารเสริมในผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจ  และมีหลักฐานเพิ่มว่าการเสริมด้วย    แอล-คาร์นิทีนอาจเป็นประโยชน์
ในการเยียวโรคอ้วนอีกด้วย อีกทั้ง Joaquin A, Juan C,Rubio MA, Martin, Yolanda Campos.6ได้ทําการวิจัยกับผู้สูงอายุพบว่าแอล-คาร์นิทีนมีความอาจป้องกันอันตราย ที่เกิดจากอนุมูลอิสระภายในเซลล์ทั้งนี้ เนื่องจากแอล-คาร์นิทีนมีบทบาทสำคัญในการปกป้องร่างกายและไมโทคอนเดรียจาก อนุมูลอิสระนอกจากนี้ยังช่วยเสริมระบบภูมิคุ้มกันร่างกายของผู้สูงอายุมากขึ้นความสามารถในการสร้างแอล-คาร์นิทีนของร่างกายจะลดลง ประกอบกับผู้สูงอายุมักจะรับประทานเนื้อสัตว์น้อย ทําให้ได้รับแอล-คาร์นิทีนไม่เพียงพอ นอกจากนั้นผู้สูงอายุยังมีอัตราการเผาผลาญไขมันในร่างกายช้า และสูญเสียโปรตีนในกล้ามเนื้อเป็น จำนวนมากทำให้มวลกล้ามเนื้อลดลงในขณะที่ปริมาณไขมันสะสมมีมากขึ้น แอล-คาร์นิทีนจะ {และ|ยัง|และยัง|ทําหน้าที่ช่วยเผาผลาญไขมันดังกล่าว ให้กลายเป็นพลังงานแอล-คาร์นิทีน จึงเป็นสารอาหารที่สําคัญ สําหรับสุขภาพของผู้สูงอายุ ซึ่งสอดคล้องกับ Bai YY,Sun L,Liu JH, Sun RT7ที่ระบุประโยชน์ ของแอล-คาร์นิทีนกับโรคที่เกิดจากหัวใจ เพราะหัวใจเป็นอวัยวะที่มีความสําคัญของร่างกาย พลังงานที่หัวใจได้รับนั้น ได้มาจากกรดไขมันร้อยละ 70 หัวใจจึงเป็นอวัยวะที่มีปริมาณแอล-คาร์นิทีนสูงที่สุด เนื่องจากหัวใจไม่อาจสร้าง แอล-คาร์นิทีนได้ เองต้องรับจากกระแสเลือด แอล-คาร์นิทีนจึงเป็นสารอาหารสําคัญ ที่ช่วยสร้างพลังงานให้กับหัวใจ      นอกจากนี้แอล-คาร์นิทีนไม่ได้จํากัดเฉพาะการช่วยให้หัวใจมีสุขภาพดีทํางานเป็นปกติ และจะช่วยรักษาระดับไขมันโคเลสเตอรอลในร่างกายให้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี นั่นหมายความว่าความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอุดตันลดลงอีกทั้งสามารถให้ผลเช่นเดียวกันสําหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ และหลอดเลือดอุดตันลดลงอีกทั้งสามารถให้ผลเช่นเดียวกันสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ เช่น กล้ามเนื้อหัวใจ ไขมันในหัวใจและหัวใจเต้นไม่ปกติแต่อย่างไรก็ตามการกินแอล-คาร์นิทีนเสริมนั้นไม่สามารถทดแทนการรับประทานยาได้
จาการทบทวนวรรณกรรมที่ผ่านมาพบว่า แอล-คาร์นิทีนในร่างกายของมนุษย์ได้ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกายจาการกินอาหาร ซึ่งในการแข่งขันของนักกีฬาต้องใช้ความอดทนในการเล่นที่รุนแรง และถ้าร่างกายขาดแอล-คาร์นิทีนกล้ามเนื้อของนักกีฬา จะได้รับการบาดเจ็บจึงจำเป็นต้องมีการเสริมเพื่อเพิ่มแอล-คาร์นิทีนให้กับร่างกาย สอดคล้องกับ Natali A พบว่าแอล-คาร์นิทีนมีคุณสมบัติในการบำรุงร่างกายนอกจากนี้ Orer GE ได้ทำการค้นคว้าผลของแอล-คาร์นิทีนในนักกีฬาฟุตบอลมืออาชีพ พบว่านักกีฬาที่เสริมด้วยแอล-คาร์นิทีนในปริมาณ 3 กรัม และ 4 กรัม มีความเร็วในการวิ่งดีกว่ากลุ่มทดลองที่ใช้ยาหลอก และทำให้อัตราการเต้นของหัวใจลดลงอีกทั้ง Trappe SW, Costill DL, Goopaster B, Vukovich MD, Fink WJ; Huang A, Owen K.ทำการศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพของแอล-คาร์นิทีน ค้นคว้าพบว่าช่วยเสริมสร้างความสามารถของนักกีฬา
ผลการต้านอนุมูลอิสระ  คาร์นิทีนก่อให้เกิดสารต่อต้านสารอนุมูลอิสระที่สำคัญ โดยป้องกันต่อต้าน lipid peroxidation ของเยื่อหุ้มเซลล์ phospholipid และต่อต้านภาวะเครียดออกซิเดชันที่จะเกิดขึ้นที่กล้ามเนื้อหัวใจและระดับเซลล์เยื่อบุ  คาร์นิทีนจะใช้ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของหัวใจ การทดลองทางการแพทย์หลายตัวแสดงให้เห็นว่า L-carnitine และ propionyl-L-carnitine สามารถใช้เยียวยาทั่วไปในอาการปวดหัวใจ เพื่อลดความต้องการยาและบำบัดให้ผู้ที่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบออกกำลังกายแล้วไม่มีอาการเจ็บหน้าอก
ผลกระทบของภาวะไม่เจริญพันธุ์ของเพศชาย  การใช้คาร์นิทีนจะแสดงบางอาการในการทดลองควบคุมในกรณีค้นพบภาวะไม่เจริญพันธุ์ในเพศชาย โดยการปรับปรุงคุณภาพของอสุจิ การเสริม L-Carnitine แสดงให้เห็นถึงผลที่มีประโยชน์ในการเยียวยาโรค varicocele (หลอดเลือดอัณฑะขอด)
เพื่อบรรเทาความเมื่อยล้าจากการทำเคมีบำบัดโรคมะเร็งโดยใช้ ifosfamide  การใช้ยา ifosfamide ที่สูงในการทำเคมีบำบัด จะเป็นสาเหตุให้เกิดการสูญเสียคาร์นิทีนทางปัสสาวะ งานค้นคว้าชิ้นหนึ่งกล่าวว่า มันมีความจำเป็นในการสร้างพลังงานโดยไมโทคอนเดรีย L-carnitine มีบทบาทในการลดความเมื่อยล้าจากการใช้ยา ifosfamide ด้วย
 
คำค้นหาที่เกี่ยวข้อง : สรรพคุณของแอลคานีทีน

75

สรรพคุณของกำลังเสือโคร่ง
มีกลิ่นหอมคล้ายการบูร  ใช้ต้มน้ำเป็นยาบำรุงธาตุ บำรุงกำลัง  เจริญอาหาร ขับลมในลำไส้ บำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง ลดปวดเมื่อยตามร่างกาย  เป็นยาอายุวัฒนะ  ช่วยชำระล้างไตให้สะอาด บำรุงกองธาตุให้เป็นปกติ  แก้อาการท้องร่วง ใช้บำบัดอาการผู้ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับมดลูกของผู้หญิงไม่สมบูรณ์ มดลูกชอกช้ำอักเสบเนื่องจาการกระทบกระเทือน แท้งบุตร  มดลูกไม่แข็งแรงให้หายเป็นปกติ  ช่วยบำรุงเลือด  ช่วยเยียวยาโรคริดสีดวงทวาร  เปลือกต้นมีกลิ่นหอม  ใช้ดมแก้อาการหน้ามืดตาลายได้
รูปแบบ/ขนาดวิธีใช้กำลังเสือโคร่ง
ลำต้น เข้าสูตรยา บำรุงกำลัง (ลั๊วะ)

  • ราก ต้มน้ำกินร่วมกับรากโด่ไม่รู้ล้ม (เกดสะดุด) เป็นยาแก้อาการปวดเมื่อย, เปลือกต้น ดองเหล้ากินเป็นยาบำรุงกำลัง(ลั้วะ)
  • เปลือกต้น มีกลิ่นหอม ดมแก้อาการหน้ามืดตาลาย(กะเหรี่ยงแม่ฮ่องสอน)
  • เปลือกต้น นำไปตากแห้งผสมกับ ลำต้นฮ่อสะพายควาย ม้า กระทืบโรง จะค่าน ตานเหลือง มะตันขอ ข้าวหลามดง หัว ยาข้าวเย็น แก่นฝาง ไม้มะดูก และโด่ไม่รู้ล้ม ต้มน้ำกินเป็นยาบำรุงกำลัง บรรเทาอาการปวดเมื่อย(คนเมือง)
  • เปลือกต้น ถากออกเป็นแผ่นแล้วนำมาเผาไฟ นำผงถ่านที่ได้มาทาบริเวณฟันผุ แก้อาการปวดฟัน(ลั้วะ)
  • เปลือกต้น ถากออกจากลำต้น พอประมาณตามความต้องการ ใส่ภาชนะหรือกาน้ำ ต้มน้ำให้เดือนเคี่ยวไฟอ่อนๆ น้ำสมุนไพรจะเป็นสีแดง (ถ้าปรุงรสให้หอมหวานใช้ชะเอมพอสมควรกับน้ำตาลกรวด)ให้กินขณะน้ำสมุนไพรอุ่นๆ จะมีคุณภาพดียิ่งขึ้น
  • ถ้าใช้ดองกับสุรา สีจะแดงเข้ม (ถ้าจะปรุงรสและกลิ่นให้เติมน้ำผึ้ง-โสมตังกุย) คุณสมบัติจะแรงขึ้นทวีคูณ ต้นดองกับสุราได้ถึง 3-4 ครั้ง จนกว่าจะหมดสีของสมุนไพร
  • เปลือกต้น ทำให้แห้ง แล้วใช้ดมทำให้เส้นเอ็นแข็งแรง
ฤทธิ์ทางเภสัช ไม่มีข้อมูลการศึกษาทางเภสัชวิทยา
การศึกษาทางพิษวิทยาของกำลังเสือโคร่ง  ไม่มีข้อมูลการค้นคว้าทางพิษวิทยา
ข้อแนะนำ/ข้อควรระวังกำลังเสือโคร่ง[/url]  เปลือกต้นที่นำมาใช้เป็นสมุนไพรนั้นควรเป็นเปลือกต้นที่มีอายุ 10 ปีขึ้นไป[/b]

หน้า: 1 ... 3 4 [5] 6 7 ... 9