ผู้เขียน หัวข้อ: พิกัดโกษฐ์ มีสรรพคุณเเละประโยชน์ที่น่าทึ่ง  (อ่าน 7 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ teareborn

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 124
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

พิกัดโกษฐ์
โกรธเป็นพิกัดเครื่องยาหมู่หนึ่งที่ใช้มากในไทย ตำราโบราณเขียนชื่อพิกัดยาพวกนี้ต่างกันออกไปหลายแบบ ในแผ่นจารึกแบบเรียนที่วัดราชลูกชายสาราม ซึ่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (แต่ว่าครั้งท่านยังทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นพระผู้เป็นเจ้าลูกยาคุณ กรมหมื่นเจษฎาบดินทร์) ได้โปรดเกล้าให้จารึกไว้เป็นวิทยาทานพิกัดโกษฐ์ เมื่อทรงซ่อมแซมวัดนี้ใน พ.ศ. ๒๓๖๔ ถวายเป็นพระราชบุญกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ปรากฏชื่อพิกัดเครื่องยาไทยเดี๋ยวนี้เป็น โกด ทั้งหมดทั้งปวง อาทิเช่น (พิมพ์ตาอักษรที่ปรากฏในศิลาจารึก) หากบุคคลคนใดกันแน่จับไข้เพื่อเสมหะ ปิตะ วาตะ สมุถานก็ดีแล้ว ทำให้หิวโหยหาแรงมิได้ ให้ระลอตเตอรี่ไป ให้ใจขุ่นหมองไม่ได้ชื่น ให้สวิงสวายหากำลังไม่ได้ ถ้าหากจะเอายานี้แก้ ยาชื่อมหาสมมิตร เอาโกดอีกทั้งห้า เทียรทั้งยังห้า ตรีผลา จันทังสอง ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ กระวาน กานพูล ขิงแห้ง ดีปลี หญ้าแห้วหมู ไคร้เครือ เกษรบัวหลวง เกษรสารภี เกษรบัวเผื่อน เกษรบัวขม ดอกคำ ดอกผักตบ ดอกพิกุน เกสรบุนนาค ดอกสลิด สักขี ชลูด อบเชย ชะเอม ปริศนา ชะมดเชียง พิมเสน เอาเท่าเทียมกันทำเป็นจุณ เอาดีงูงูเหลือม เเช่น้ำดอกไม้ประสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำดอกไม้ก็ได้ น้ำตาลก็ได้ น้ำค้างคืนก็ได้ รับประทานแก้โกลาหลแลดับพิษไข้ทั้งหมด ทำให้บ้าให้เพ้อให้เชื่อมให้มัว แก้ลิ้นแข็งกระด้างคางแข็ง แลบำรุงกำลังยิ่งนักฯ
ส่วนศิลาจารึกหนังสือเรียนที่วัดพระเชเหม็นตุพนสะอาดมังคลาราม(วัดโพธิ์) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯให้จารึกไว้เพื่อเป็นวิทยาทาน คราวที่ทรงบูรณะแก้ไขฟื้นฟูใหญ่เมื่อปี พุทธศักราช ๒๓๗๕ และก็คณะอาจารย์สถานศึกษาแพทย์แผนโบราณได้รวบรวมพิมพ์เป็นเล่มเมื่อ พุทธศักราช ๒๕๐๕ ในแบบเรียนยาฯนี้บันทึกชื่อเครื่องยาในพักนี้เป็น โกฐ ทั้งหมด ดังเช่นแผ่นจารึกที่ศาลา ๗ เสา ๖ แผ่น ๔ ดังนี้ปุนะจะปะรัง ลำดับนี้จะกล่าวด้วยนัยหนึ่งใหม่ ว่าด้วยลักษณะสันนิบาตอันเกิดขึ้นเพื่อดีรั่วนั้นเป็นคำรบ ๔ เมื่อจะเกิดขึ้นแก่บุคคลใดก็ดี ก็ทำให้ลงดุจกินยารุ มูลนั้นเหลืองดังน้ำขมิ้นสด ให้เคลิบเคลิ้มไปพบสติมิได้ แลให้หิวโหยนัก บริโภคของกินไม่อยู่ท้อง ให้สวิงสวาย ให้แน่นหน้าอกเป็นกำลัง ให้อุทธรลั่นอยู่เป็นนิจมิได้ขาด ถ้าเเลลักษณะเป็นดังที่กล่าวถึงมาแล้วมานี้ ฯ ถ้าเกิดจะแก้เอาสมออีกทั้ง ๓ มะขามป้อม ผลจู๋ม จันทน์ทั้งยัง ๒ โกญสอ โกฐเฉมา โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกญน้ำเต้า กฤษณา กระลำพัก แก่นสน กรักขี แก่นประดู่ รากขี้กาอีกทั้ง ๒ ใบสันพร้ามอน ใบคนทีสอ รากกระทแขนก รากทิ้งถ่อน รากผักหวาน ว่านน้ำ ไคร้หอม เท่าเทียมต้มตามวิธีให้รับประทาน แก้สันนิบาตอันบังเกิดเพื่อปิตตะสมุฏฐานโรค กล่าวอีกนัยหนึ่งดีรั่วนั้นหายยอดเยี่ยมนักฯสำหรับ คัมภีร์หมอแผนไทยแผนโบราณ ซึ่งสะสมโดยขุนโสภิตบรรณรักษ์ (อำพัน คำเล่าลือแผ่กว้าง) เขียนชื่อพักนี้เป็น โกฏ ทั้งสิ้น เช่นยาแก้คอแห้งในหนังสือเล่ม ๓ ตอนที่ว่าด้วยเสลดพิการและก็ยาแก้ ดังนี้ ยาแก้คอแห้งผาก แก้เสมหะเหนียว แก้อาเจียน เอาโกฏทั้ง ๕ เทียนทั้ง ๕ ลูกจันทน์ ดอกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู หว้านน้ำ พรมมิ ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง ลูกราชดัด ขิง พริกไทย บดละลายน้ำท่าแทรกเกลือกิน แก้อ้วกละลายน้ำลูกยอต้มกิน
ส่วนในหนังสือศาสตร์วัณ์ณทุ่งนา – แบบเรียนแพทย์แบบเก่า
ซึ่งเรียบเรียงโดยนายสุ่ม วรกิจพิศาล ตามตำราของพระยาวิเศษศาสตร์ดำรง(หนู) ผู้เป็นบิดา บันทึกชื่อเครื่องยาหมู่นี้เป็น โกฏฐ์ ทั้งผอง ตัวอย่างเช่น ยาเทวดานิมิตรในเล่ม ๔ ดังต่อไปนี้ ถ้าเกิดจะเอายาชื่อเทวดานิมิตต์ขนานนี้ ท่านให้เอาโกฏฐ์สอ ๑ โกฏฐ์เชียง ๑ โกฏฐ์เขมา ๑ โกฏฐ์น้ำเต้า ๑ สมุลแว้ง ๑ อบเชย ๑ ขมิ้นเครือ ๑ แก่นสน ๑ สักขี ๑ กระวาน ๑ กานพลู ๑ สิ่งละ ๒ ส่วน ดอกลำดวน ๑ กระดังงา ๑ ดอกจำปา ๑ สิ่งละ ๓ ส่วน จันทน์ทั้งยัง ๒ กฤษณา ๑ กระลำพัก ๑ ขอนดอก ๑ แก่นพรม ๑ ชะเอมเทศ ๑ หวายตะค้า ๑ ดอกคำฝอย ๑ เลือดแรด ๑ สารส้ม ๑ สิ่งละ ๔ ส่วน การบูร ๑ พริกไทย ๑ สิ่งละ ๕ ส่วน แก่นแสมสมุทร ๑๖ ส่วน เบ็ญจข้าล ตามพิกัด ทำเป็นผงแล้วเอาแห้วหมูเป็นน้ำกระสาย บดทำแท่งไว้ละลายน้ำเนื้อไม้ต้มแทรกพิมเสนให้กิน แก้โลหิตปกติโทษอันเกิดขึ้นแต่กระดูกนั้นหายยอดเยี่ยมนักแล
จึงเห็นได้ว่าหนังสือเรียนยาโบราณของไทยใช้ชื่อเครื่องในหมูนี้เป็น โกด โกฐ โกฏ หรือ โกฏฐ์ แตกต่างกันไปตามแต่จะเขียน เรื่องยาพิกัดนี้ทุกประเภทเป็นของที่มีพิกัดโกษฐ์กำเนิดในเมืองนอก รวมทั้งมีพ่อค้าฝรั่งนำเข้ามาขายในประเทศไทยเป็นเวลายาวนานแล้ว อย่างน้อยก็ก่อนยุคสมเด็จพระทุ่งนารายณ์มหาราช (พุทธศักราช ๒๑๗๕ – ๒๒๓๑) เนื่องจากว่าในหนังสือเรียนแพทย์แผนไทยซึ่ง หนังสือเรียนพระยารักษาโรคพระนารายณ์ได้อ้างถึง ๒ เล่ม คือตำราโรคนิทาน แล้วก็คัมภีร์มหาโชตรัต มียาที่เข้าเข้าพิกัดนี้จำนวนมากหลายขนาน และใหหลายขนานในตำราเรียนพระยาพระนารายณ์เอง แต่ว่าชื่อเครื่องยาหมู่นี้ควรเขียนเป็นเยี่ยงไร มีที่มาและก็ความหมายยังไง นอกนั้นเครื่องยาหมู่นี้บางประเภทเป็นอย่างไร มีที่มาที่ไปยังไงอย่างเป็นข้อแย้งที่ยังหาผลสรุปไม่ได้
สาเหตุของคำ โกษฐ์
โกษฐ์ พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถานพ.ศ . ๒๕๔๒ เลือกเก็บคำ โกฐ ไว้โดยนิยามดังต่อไปนี้ โกฐ (โกด) น. ชื่อยาสมุนไพรชนิดหนึ่ง ได้จากส่วนต่างๆของพืช มีหลายแบบ ตำราเรียนยาแผนโบราณเขียนเป็น โกฎ โกฏ โกฏฐ์ โกด หรือ โกษฐ์ ก็มี (เปรียญโกฏฐ) คำ โกฐ ที่ราชบัณฑิตยสถาน (โดยนักปราชญ์ทางบาลี-สันสกฤต) เลือกเก็บไว้นั้น มีในภาษาสันสกฤตจริง แต่ว่าเป็นชื่อที่ใช้เรียกสมุนไพรชนิดหนึ่งซึ่งแพทย์แผนไทยเรียกโกฐกระดูก (kut หรือ kuth ) จึงน่าจะเป็นสาเหตุของการเลือกเก็บคำ โกฐ ของราชบัณฑิตยสถาน อย่างไรก็แล้วแต่ คำ โกฐ นี้มีความหมายว่าโรคเรื้อน ส่วนคำ โกฏฐ ในภาษาบาลีแปลว่า ลำไส้ พุง คำทั้งยัง ๒ คำนี้ ไม่น่าจะเป็นชื่อพิกัดเครื่องยาสมุนไพร นอกนั้น คำที่อ่านออกเสียงว่า โกด เขียนได้อีกหลายแบบ แต่ก็บอกคำจำกัดความที่แตกต่าง ดังเช่นโกส แปลว่า ผอบ; แสดงว่าผอมบางมาตราวัดความยาวเท่ากับ ๕๐๐ ชั่วธนู
โกฏิ มีความหมายว่า ๑๐ ล้าน
โกษ แสดงว่า อัณฑะ
โกศ แสดงว่า ที่ใส่ศพนั่ง , ที่ใส่กระดูกผี ฝัก , กระพุ้ง, คลังเก็บของ คำที่ออกเสียง โกด ที่ใช้เรียกชื่อและก็พิกัดเครื่องยาสมุนไพรควรจะเขียนอย่างไรนั้น คงจะสืบสวนหาต้นเหตุของคำนี้ แล้วเขียนให้ถูกต้อง ให้ตรงหรือใกล้เคียงกับคำในภาษาเดิมให้สูงที่สุด เพื่อให้คงความหมายเดิมให้สูงที่สุด น่าสังเกตว่า เรื่องยาสมุนไพรพิกัดมีทั้งปวงเป็นเครื่องยาเทศหรือเครื่องยาจีน เป็นสมุนไพรที่รู้จักกันว่าเป็นของดีรวมทั้งใช้กันมาในประเทศถิ่นเกิดและก็ประเทศใกล้เคียง แล้วก็คำที่ออกเสียงแบบนี้ในภาษาไทยไม่มีคำไหนที่สื่อความหมายเกี่ยวกับยาหรือการบำบัดรักษาเลย คำนี้จึงน่าจะเป็นคำในภาษาอื่น อาจเป็นภาษาจีนหรือภาษาแขก เพราะเหตุว่าอายุรเวทซึ่งปรับปรุงขึ้นในชมพูทวีปและการแพทย์แผนจีนทรงอิทธิพลอย่างมากในการพัฒนาการแพทย์ทางด้านการแพทย์และเภสัชกรรมแผนหมอแผนไทยมาแม้กระนั้นโบราณ แม้กระนั้นคำที่ออกเสียงตัวสะกดแม่กดนั้นไม่มีใช้ในภาษาจีน เพราะฉะนั้น คำที่ออกเสียง โกด จึงน่าจะมีที่มาจากภาษาพื้นเมืองใดในประเทศอินเดียหรือเปอร์เซียในคัมภีร์อายุรเวทของประเทศอินเดีย มีคำ kuth หรือ kuth root เป็นชื่อเครื่องยาประเภทหนึ่งในภาษาถิ่นของประเทศกัษไม่ระ และตำราฯว่ามีรากศัพท์มาจากคำ kusta ในภาษาประเทศอิหร่านหรืออิหร่าน ส่วนภาษาสันสกฤตเป็น kushta ภาษาฮินดีแล้วก็เบงกาลีเป็น kut ภาษาร้ายกาจเป็น kostum หรือ goshtam ตำรายาไทยเรียกเครื่องยาชนิดนี้ว่า โกษฐ์กระดูก (costus) จึงได้ข้อยุติในในขั้นแรกว่าคำ โกษฐ์ นี้น่าจะมาจากภาษาเปอร์เซีย รวมทั้งคำนี้สื่อความหมายอย่างไร
ความหมายของคำ โกษฐ์
เมื่อคำ โกษฐ์ เป็นคำในภาษาเปอร์เซีย ก็เลยจำต้องค้นหาความหมายของคำในภาษาอิหร่าน โดยยิ่งไปกว่านั้นคำในภาษาดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วที่ใช้กับยาบำบัดโรคในคู่มืออูนานิ (Unani) แพทย์โอนามิภายหลังที่ได้อุตสาหะค้นหาความหมายของคำนี้มาเป็นระยะเวลานานหลายสิบปี เร็วๆนี้เองก็เลยได้พบคำนี้ในหนังสือเก่าชื่อ ตำรายาที่การแพทย์ทิศตะวันออกของแฮมดาร์ด (Hamdard Pharmacopoeia of Eastern Medicine) เรียบเรียงข้อแนะนำของสภาที่ปรึกษาทางเภสัชศาสตร์แห่งแฮมดาร์ด (The Pharmaceutical Advisory Council of Hamdard) มีนาย ฮะกิม อับดุล ฮาเมด (Hakim Abdul Hamed) เป็นประธาน และนายฮากิม โมฮัมเมด ซาเหนื่อย (Hakim Mohammed Said) เป็นบรรณาธิการ (หนังสือมิได้กำหนดปีที่พิมพ์และสำนักพิมพ์) ในตำราเรียนดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ๒๒๒ มียาหมวดหนึ่งเรียก kushta เขียนไว้ดังนี้
kushta is the past participle of kushtan (Persian for to kill) kushta therefore means killed or conquered In the Tibbi terminology kushta is employed for a medicine that used in small quantities and one that is immediately effective A kushta is a blend of metallic oxides , non-metals and their compounds, or minerals The ingredients are oxidized through the action of heat-a process that is rather specialized.The preparation of kushta results in the efficacy of a medicine and, after effecting its entry into the body the kushta discharges its curative role promptly and effectively.
ก็เลยสรุปได้ว่า คำนี้เป็นคำในภาษาเปอร์เซีย แสดงว่า ฆ่า ปราบ กำจัด ทําให้หายไป เทียบเสียงเป็น kushta และควรเทียบเคียงเป็นภาษาไทยว่า โกษฐ์ จึงจะตรงกับคำในภาษาเดิมเยอะที่สุด และก็บอกคำจำกัดความที่ไม่อาจเป็นอย่างอื่นได้ คำ โกษฐ์ นี้อาจจะเข้ามาสู่อาณาจักรประเทศไทยพร้อมๆกับวัฒนธรรมอื่นๆของอิหร่าน รวมทั้งการแพทย์โบราณที่ประเทศไทยคงจะยืมคำนี้มาใช้เรียกเครื่องยาหลายชนิด ซึ่งแม้ว่าจะใช้เพลงจำนวนนิดหน่อย แต่ก็ทรงพลังสำหรับเพื่อการบรรเทาโรคในช่วงช่วงเวลาสั้นๆ
โกษฐ์ที่ใช้ในยาไทย
แพทย์แผนไทยรู้จักในเครื่องยาจีนและก็เครื่องยาเทศหลายแบบในยาไทย การแสดงให้มองเห็นภูมิปัญญาอันฉลาดหลักแหลมปราดเปรื่องพิกัดโกษฐ์ของบรรพบุรุษไทยที่รู้จักใช้ของดีๆของต่างประเทศในยาไทย เครื่องยาพวกนี้หลายชนิดเรียก โกษฐ์ โดยจัดเป็นพิกัดตัวยาเป็น โกษฐ์ทั้ง ๕ โกษฐ์ อีกทั้ง ๗ โกษฐ์ อีกทั้ง ๙ แล้วก็โกษฐ์พิเศษ ยิ่งกว่านั้นยังมีกดอีกหลายอย่างที่มิได้จะเข้าไว้ในพิกัดตัวยาเรียกโกษฐ์นอกพิกัด
ตารางที่๒ เครื่องยาในพิกัดโกษฐ์
เครื่องยา
ชื่อพฤษศาสตร์ของที่มาที่ไป สกุล             ส่วนของพืช
โกษฐ์เชียง              Angelica sinensis (Oliv.) Diels      Umbelliferae     รากแห้ง
โกษฐ์สอ Angelica dahurica (Fisch. Ex Hoffm.)
Benth. Hook.f. ex France&Sav.
Umbelliferae     รากแห้ง
โกษฐ์หัวบัว            Ligusticum sinense Oliv. cv. Chuanxiong                Umbelliferae     เหง้าแห้ง
โกษฐ์เฉมา    Atractylodes lancea (Thunb.) DC.              Compositae        เหง้าแห้ง
โกษฐ์จุฬาลัมพา    Artemisia annua L.           Compositae        ใบรวมทั้งเรือนยอดที่-มีดอก
โกษฐ์ก้านพร้าว     Picrorhiza kurrooa Royle ex Benh.            Scrophulariaceae             เหง้าแห้ง
โกษฐ์กระดูก          Saussurea lappa Clarke  Compositae        เหง้าแห้ง
โกษฐ์พุงปลา         Terminalia chebula Retz.               Combretaceae  ปุ่มหูดที่กิ่งอ่อนรวมทั้งใบ
โกษฐ์ชฎามังษี       Nardistachys grandiflora DC.       Valerianaceae   รากแล้วก็เหง้าแห้ง
โกษฐ์กะเกลือก        Strychnos nux-vomica L.               Loganiaceae       เมล็ดแก่จัดเหง้าแห้ง
โกษฐ์กรักกรา        Pistacia chinensis Bunge spp. Integerrima (Stew. Ex Brandis) Rech.f. Anacardiaceae         ปุ่มหูดที่กิ่งอ่อน
โกษฐ์น้ำเต้า           Rheum officinale Baill. หรือ R.palmatum L. หรือ R. tanguticum (Maxim.) Maxim. Ex Regel  Polyganaceae    รากรวมทั้งเหง้าแห้ง
โกฐทั้งยัง ๕ (เบญจโกษฐ์) เป็นพิกัดเครื่องยาไทยตัวอย่างเช่น โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เฉมา แล้วก็โกษฐ์จุฬาลัมพา ตำราเรียนคุณประโยชน์ยาโบราณว่ายาหมู่นี้มีคุณประโยชน์โดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก ชูกำลัง บำรุงโลหิต รวมทั้งแก้ลมในกองธาตุ โกษฐ์ทั้งยัง ๕ นี้เป็นเครื่องยาจีนที่มีขายในประเทศไทยมาแต่โบราณ ยิ่งกว่านั้นยังเป็นเครื่องยาที่ใช้มากมายทั้งในสมัยก่อนรวมทั้งยาไทย
โกษฐ์ อีกทั้ง ๗ (สัตตโกษฐ์) เป็นพิกัดตัวยา ประกอบด้วยเรื่องยา ๗ จำพวก คือโกษฐ์อีกทั้ง (โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เขมา และโกษฐ์จุฬาลัมพา ) โกษฐ์ก้านพร้าว และ โกษฐ์กระดูกอีก ๒ ชนิด แบบเรียนโมคุณประโยชน์ยาโบราณว่ายาหมู่นี้มีสรรพคุณโดยรวมแก้ไข้ แก้ไข้เพื่อเสมหะ แก้หืดไอ แก้โรคปอด แก้โรคในปาก ชูกำลัง บำรุงโลหิต แก้ลมในกองธาตุ แก้ไข้เรื้อรัง แก้หอบสะอึก และบำรุงกระดูกโกษฐ์ทั้ง ๙ (เนาวโกษฐ์)
เป็นพิกัดตัวยา ประกอบด้วยโกษฐ์ทั้งยัง๗ (โกษฐ์เชียง โกษฐ์สอ โกษฐ์หัวบัว โกษฐ์เขมา และโกษฐ์จุฬาลัมพา โกษฐ์ก้านพร้าว โกษฐ์กระดูก) กับ โกษฐ์ชฎามังษีและโกษฐ์พุงปลาอีก ๒ จำพวก ตำราเรียนสรรพคุณยาโบราณว่าย่าโมนี้มีคุณประโยชน์โดยรวมแก้ไข้ แก้โรคหืดหอบไอ แก้ไข้จับสั่น แก้พิษร้อน แก้อารมณ์เสียดแทงชายโครง กระจัดกระจายลมในกองริดสีดวง แก้ลมในกองเสมหะ แก้สะอึก แก้ไข้ในกองอติเตียนสาร แก้โรคในปาก กระจายหนอง ฆ่าพยาธิ แก้ไส้ด้วนไส้ลาม ขับโลหิตร้ายอันเกิดแต่ว่ากองปิตตะสมุฏฐาน
โกษฐ์พิเศษ
มีเครื่องยา ๓ ชนิด ตัวอย่างเช่น โกษฐ์กะเกลือก โกษฐ์กักกรา และโกษฐ์น้ำเต้า พิกัดโกษฐ์นี้มีคุณประโยชน์โดยรวมแก้โรคในปากในคอ ขับพยาธิ แก้พิษสัตว์กัดต่อย แก้ในกองอว่ากล่าวสาร แก้ริดสีดวงทวาร ขับลมในไส้ แก้หนองใน ขับเมนส์ร้าย เพื่อช่วยทำให้นักเรียนวิชาการปรุงยาแผนไทยจำชื่อโกษฐ์ทั้งหมดทั้งปวงได้ มหากัน สิกขรชาติ ได้เขียนกลอนช่วยกันจำเกี่ยวกับโกษฐ์จำพวกต่างๆในพิกัดยาไทยเรียงตามลำดับดังนี้
เชียงสอขอหัวบัว เฉมาเลวทรามลักจุฬา
ก้านพร้าวเผากระดูก พุงปลาปลูกภายในชฎา
กะกลิ้งแล้วก็กรักกรา โกษฐ์น้ําเต้าตามสาเหตุ
โกษฐ์เชียง
โกษฐ์เชียงเป็นรากแห้งของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Angelica sinensis (Oliv.) Diels วงศ์ Umbelliferae คำว่า เชียง แปลได้หลายสิ่งหลายอย่าง อย่างเช่น หมายความว่าผู้ที่มาจากเมือง หรือเมือง (ที่อยู่ริมน้ำ) ก็ได้ แต่ว่าในที่นี้หมายความว่า (มาจาก) ที่สูง มีชื่อพ้อง Angelica polymorpha Maxim. var. sinensis Oliv.จีนเรียกเครื่องยานี้ว่า ตังกุย มีชื่อสามัญว่า Chinese angelica พืชที่ให้โกษฐ์เชียงเป็นไม้ล้มลุกอายุยาวนานหลายปีสูง ๔๐-๑๐๐ เซนติเมตร ร่างอวบดก รูปทรงกระบอก แยกเป็นรากกิ่งก้านสาขาหลายราก มีกลิ่นหอมสดชื่นแรงเฉพาะ ลำต้นตั้งตรง สีเขียวอมม่วง ใบหยักลึกแบบขนสามชั้น รูปไข่ (ตามแนวเส้นรอบนอก) ขนาดกว้าง ๒๕ เซนติเมตร ยาว ๓๐ เซนติเมตร แฉกใบมีก้านเห็นได้ชัดเจน
รูปไข่ถึงรูปใบหอก ปนรูปไข่ กว้าง ๐.๘-๒.๕ ซม. ยาว ๒-๒.๓ เซนติเมตร ขอบหยักฟันเลื่อยแบบไม่สม่ำเสมอ มักแยกเป็นแฉกย่อย ๒-๓ แฉก แผ่นใบเรียบ (ละเว้นรอบๆเส้นใบ) ก้านใบยาว ๕-๒๐ เซนติเมตร โคนแผ่นเป็นกาบแคบๆสีอมม่วง ดอกออกเป็นช่อซี่ร่ม ออกตามปลายกิ่งหรือออกด้านข้างตามซอกใบ ก้านช่อยาว ๘-๑๐ เซนติเมตร ใบตกแต่งมี ๐-๒ ใบ รูปแถบ มีช่อซี่ร่มย่อยขนาดแตกต่างกัน ๑๐-๓๐ ช่อ ใบประดับย่อยมี ๒-๔ ใบ รูปแถบ ยาวได้ถึง ๕ มม. ช่อซี่ร่มมีดอกย่อยสีขาว (บางคราวสีแดงอมม่วง) ๑๓-๓๕ ดอก กลีบเลี้ยงฝ่อ รูปไข่กลับ ปลายเว้าตื้น ฐานก้านเกสรเพศเมียกลมแบน ขอบแผลปีกยื่นออก ผลได้ผลสำเร็จแบบผักชี ข้างล่างแบนข้าง รูปขอบขนานปนรูปรีถึงรูปไข่กลับ กว้าง ๓-๔ ไม่ลลิเมคร ยาว ๔-๖ มม. สันด้านล่างครึ้มแคบ ด้านข้างมีปีกบาง กว้างราวความกว้างของผล มีท่อน้ำมัน ๑ ท่อต่อ ๑ ร่อง แต่มี ๒ ท่อตรงแนวเชื่อม พืชจำพวกนี้มีเขตการกระจายประเภทในป่าดิบ ตามเทือกเขาสูงทางภาคกลางของเมืองจีน คือรอบๆบริเวณกานซู หูเปย์ ซานซี ซื่อชักชวน (เสฉวน) รวมทั้งหยุยงนหนาน (ยูนนาน) เจอขึ้นในที่สูงจากระดับน้ำทะเล ๒๕๐๐-๓๐๐๐ เมตร มีดอกในมิถานายนถึงก.ค. สำเร็จในเดือนกรกฎาคมถึงกันคุณยายน พืชประเภทนี้ถูกปรับปรุงสายพันธุ์เป็นพืชพืชปลูกภายในเมืองจีนมานานนับพันปีแล้ว ปัจจุบันนี้ปลูกเป็นพืชอาสินในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น เกาหลี รวมทั้งเวียดนาม
โกษฐ์เชียงเป็นรากแห้ง แบบอย่างทรงกระบอก ปลายแยกเป็นกิ้งก้าน ๓-๕ แขนง หรือมากกว่า ยาว ๑๕-๒๕ เซนติเมตร ผิวนอกสีน้ำตาลอมเหลืองถึงสีน้ำตาล มีรอยย่นตามแนวยาว รอยช่องอากาศตามแนวขวาง ผิวไม่เรียบ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑.๕-๔ เซนติเมตร มีแอนนูลัส ปลายมนรวมทั้งกลม มีร่องรอยส่วนโคนต้นแล้วก็จากใบสีม่วงหรือสีเขียวอมเหลือง รากกิ้งก้าน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางสูงสุด ๐.๓-๑ ซม. ตอนบนดกตอนล่างเรียวเล็ก ส่วนใหญ่บิด มีแผลที่เกิดขึ้นมาจากรากฝอย เนื้อเหนียว รอยหักสีขาวหรือสีน้ำตาลอมเหลือง เปลือกรากหนา มีร่องแลกจุดหลายชิ้น ส่วนเนื้อรากสีจางกว่า มีวงแคมเบียมสีน้ำตาลอมเหลือง มีกลิ่นหอมสดชื่นแรง รสหวาน ฉุน รวมทั้งขมเล็กน้อย
ชาวจีนนิยมใช้ โกษฐ์เชียง เป็นเครื่องยาในยาขนาดต่างๆไม่น้อยเลยทีเดียว ด้อยกว่าก็แม้กระนั้นชะเอม (licorice) เพียงแค่นั้น จีนใช้ขวดเชียงไม่เหมือนกันคือ รากหลักที่จีนเรียก (ตัง) กุยเท้า (สำเนียงแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยาบำรุงกำลัง ส่วนรากแขนงน้ำจีนเรียก (ตัง) กุยบ๊วย (สำเนียงแต้จิ๋ว) ใช้เป็นยาขับระดู แพทย์แผนจีนใช้เครื่องยาจำพวกนี้ในยาเกี่ยวกับโรคเฉพาะสตรี เช่น ยาขับระดู ยาโรคตีขึ้น แก้ไข้บนกระดานไฟ เกี่ยวกับอาการเลือดออกทุกหมวดหมู่ แก้หวัด แก้ท้องเฟ้อ ท้องอืดท้องเฟ้อ ตกมูกเลือด ขนาดที่ใช้คือ ๓-๙ กรัม สตรีจีนนิยมใช้โกษฐ์เชียงเป็นยากระตุ้น ของลับ เพื่อปฏิบัติผัวได้ดีรวมทั้งเมื่อมีให้มีลูกดก โกษฐ์เชียงที่ขายตามร้านขายยาเครื่องยาสมุนไพรมักเป็น(ตัง) กุยบ๊วย หนังสือเรียนสมบูรณ์ยาโบราณว่าโกษฐ์เชียงมีกลิ่นหอมยวนใจ รสหวานขม แก้ไข้ แก้สะอึก แก้ทิ่มแทงสองราวข้าง โกษฐ์นี้เป็นโกษฐ์ประเภทหนึ่งในพิกัดโกษฐ์[/url]อีกทั้ง ๕ โกษฐ์ทั้ง ๗ และโกษฐ์ทั้งยัง ๙ โกษฐ์เชียงน้ำมันระเหยง่ายอยู่ราวร้อยละ ๐.๑-๐.๓ ในน้ำมันระเหยง่ายมีสารเชฟโรล (safrole) สารไอโซเซฟโรล (isosafrole) สารคาร์วาครอล (carvacrol) ฯลฯ นอกจากน้ำมันระเหยง่ายแล้วยังมีสารอื่นๆอีกหลายชนิด ดังเช่นว่า สาร ไลกัสติไลค์ (ligustilide) กรดเฟรูลิก (ferulic acid) กรด เอ็น-วาเลอโรฟีโนน-โอ-คาร์บอกสิลิก(n-valerophenone-O-carboxylic acid)
โกษฐ์สอ
เป็นรากแห้งของพืชอันมีชื่อพฤกษศาสตร์ว่า Angelica dahurica (Fisch ex Hoffm.) Benth & Hook.f. ex Franch , Sav. ในสกุล Umbelliferaeมีชื่อพ้องหลายชื่อ ตัวอย่างเช่น Callisace dahurica Franch & Sav., Angelica macrocarpa H.Wolff, Angelica porphyrocaulis Nakai &Kitag.,Angelica tschiliensis H.Wolff คำ สอ เป็นภาษาเขมรแปลว่าขาว หนังสือเรียนโบราณลางเล่มเรียกเครื่องยานี้ว่า โกษฐ์สอจีน จีนเรียก พ่อยจื่อ (สำเนียงแมนดาริน) เปะจี้ (สำเนียงแต้จิ๋ว) มีชื่อสามัญว่า Dahurain angelica พืชที่ให้โกษฐ์สอเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี สูง ๑.-๒.๕๐ เมตร รากอ้วนใหญ่ เนื้อแข็ง รูปกรวยยาว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๓-๕ เซนติเมตร บางทีอาจยาวได้ถึง ๓๐ ซม. หรือมากกว่า อาจแยกกิ่งก้านสาขาตรงปลาย มีกลิ่นหอมแรงเฉพาะ ลำต้นตั้งชัน อ้วนสั้น โคนต้นมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒-๕ เซนติเมตร (หรือมากยิ่งกว่า) มีสีม่วงแต้มเล็กน้อย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก หรือหยักลึกแบบขน ๓ ชั้น แผ่นใบรูปไข่แกมรูปสามเหลี่ยม (ตามแนวเส้นรอบนอก) กว้างถึง ๔๐ เซนติเมตร ยาวถึง ๕๐ ซม. แฉกใบไม่มีก้าน รูปรีแคบถึงรูปใบหอกแกมรูปขอบขนาน กว้าง ๑-๔ ซม. ยาว ๔-๑๐ ซม. ปลายแหลม โคนเป็นครีบน้อย ขอบหยักฟันเลื่อยห่างๆก้านใบยาว โคนแผ่เป็นปีก ใบด้านบนรถรูปเหลือเพียงกาบที่เกือบจะไม่มีแผ่นใบ ดอกเป็นดอกช่อซี่ร่มย่อยขนาดใหญ่ เส้นผ่าศูนย์กลาง ๑๐-๓๐ เซนติเมตร สีขาว ใบประดับประดามี ๐-๒ ใบ คล้ายกาบ ป่องออกหุ้มห่อช่อดอกเมื่อยังอ่อนอยู่ มีซี่ร่มย่อย ๑๘-๔๐ (หรือบางโอกาสถึง ๗๐) มีขนสั้นๆใบตกแต่งย่อยมี ๑๔- ๑๖ ใบ รูปใบหอกแกมรูปแถบ ยาวเกือบจะเท่าดอกย่อย กลีบเลี้ยงฝ่อ กลีบดอกไม้มี ๕ กลีบ รูปไข่กลับ ขนาดเล็ก ปลายเว้าตื้น ฐานก้านเกสรเพศเมียกลมแบน ขอบแผลปีกยื่นออก ผลสำเร็จแผนผักชี ด้านล่างแบนราบ รูปรีกว้าง กว้างถึง ๔-๖ ซม. ยาว ๔-๗ เซความกำหนัดเมตร สันด้านล่างครึ้มกว่าร่อง สันข้างๆแผ่เป็นปีกกว้าง มีท่อน้ำมัน ๑ ท่อต่อ ๑ ร่อง แต่ว่ามี ๒ ท่อ ตรงแนวเชื่อม ดอกบานราวเดือนกรกฎาคมอาจจะถึงสิงหาคม รวมทั้งได้ผลสำเร็จราวเดือนสิงหาคมถึงกันคุณยายน พืชนี้มีเขต ผู้กระทำระจายชนิดในประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี แล้วก็รัสเซีย (ไซบีเรีย) พันธุ์ที่พบทางภาคอีสานของประเทศจีนเป็นชนิด A. dahurica (Fisch. ex Hoffm.) Benth. & Hook.f. ex Franch. & Sav. var dahurica มากขึ้นจากภูเขาสูงแล้วก็ชื้น ในซอกเขา ชายน้ำ และป่าเขา โดยยิ่งไปกว่านั้นบริเวณเหอเปย์ เฮย์หลงเจียง จี๋หลิน เหนียวหนิง และระเบียงซี พันธุ์นี้ได้รับการพัฒนาเป็นพืชปลูก ที่นิยมกันมากมาย สายพันธุ์ เป็น สายพันธุ์ A dahurica cv.Oibaizhi (ปลูกมากที่บริเวณเหอหนาน)
ส่วนจำพวกที่เจอทางภาคเหนือของเกาะไต้หวันเป็น A.dahurica (Fisch. ex Hoffm.)Benth. & Hook.f. ex Franch. & Sav. var. formosana (H. Boissieu) ชนิดนี้รังไข่และผลมีขน ซึ่งจะต่างจากจำพวกทางภาคเหนือ ประเภทนี้กฌได้รับการพะฒทุ่งนาเป็นพิชปลูกเหมือนกัน และก็ที่นิยมนำมาปลูกกันมากมายมี ๒ สายพันธุ์เป็น สายพันธุ์ A. dahurica cv. Hangbaizhi (ปลูกมากที่มณฑลฝูเจี้ยนหรือฮกเกี้ยน เจียงซู เจ้อเจียง และก็ถลายวาน) สายพันธุ์ A. dahurica cv.Chuanbaizhi (ปลูกมากมายที่เขตซื่อเชื้อเชิญ รากของพืชนี้จะถูกขุดขึ้นมาในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงเมื่อต้นเริ่มเฉาแล้วก็ใบเริ่มกลายเป็นสีเหลือง แล้วต่อจากนั้นนำมาล้างน้ำให้สะอาด ตัดรากแขนงออก แล้วตากแดดหรือตากในที่ร่มจนกระทั่งแห้งสนิท หมอแผนไทยเรียกรากแห้งที่ได้ว่า โกษฐ์สอ โกษฐ์สอเป็นรากแห้งรูปกรวย ยาว ๑๐-๒๕ เซนติเมตร ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๕-๒.๕ ซม. เกือบจะกลมหรือเป็นสี่เหลี่ยม ปลายมนหรือมีรอยหัก ข้างนอกสีน้ำตาลอมเทาหรือสีน้ำตาลอมเหลือง มีรอยย่นตามแนวยาว มีรอยแผลเป็นของรากแขนง คล้ายช่องอากาศนูนขึ้นมาตามแนวขวาง เรียงเป็นแถวตามยาว ๔ แถว โคนรากมีรอยแผลเป็นของลำต้น เนื้อรากแน่น รอยหักสีขาวหรือสีขาวอมเทา วงแคมเบียมสี