ผู้เขียน หัวข้อ: สีเสียด เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณเเละประโยชน์อย่างน่าทึ่ง  (อ่าน 9 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ teareborn

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 124
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

สีเสียด
ชื่อสมุนไพร สีเสียด
ชื่ออื่นๆ/ชื่อท้องถิ่น สีเสียดเหนือ ,สีเสียดไทย (ภาคกึ่งกลาง),สีเสียด,ขี้เสียด,สีเสียดเหลือง(ภาคเหนือ),สีเสียดแก่น(ราชบุรี),สะเจ(ไทยใหญ่)
ชื่อวิทยาศาสตร์ Acacia catechu (L.f.) Willd.
ชื่อสามัญ Black Catechu ,Catechu Tree, Cutch tree,Acacia catechu, Cutch
ตระกูล LEGUMINOSAE- MIMOSACEAE
บ้านเกิดเมืองนอนสีเสียด
เสียดเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปเอเชียตั้งแต่ ตะวันตกของประเทศปากีสถาน ศรีลังกาอินเดียไปจนถึงประเทศพม่าจีน,ไทยและประเทศต่างๆในรอบๆห้วงสมุทรประเทศอินเดีย ถัดมามีการกระจัดกระจายพันธุ์ไปในประเทศต่างๆในรอบๆใกล้เคียง สำหรับในประเทศไทยมักขึ้นขจัดขจายตามป่าโปร่งและป่าละเมาะ บนที่ราบ แล้ง โดยสามารถขึ้นเป็นกรุ๊ปๆบนพื้นที่เสื่อมโทรมที่มีภาวะดินเหลวแหลกและมีกรวดหินผสมปนเป มีการระบายน้ำดี เป็นพันธุ์พืชที่ถูกใจแสง ทนต่อภาวะแห้งแล้ง สามารถแตกหน่อได้อย่างเร็ว
ลักษณะทั่วไปสีเสียด
สีเสียดจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงกลาง สูง 10-15 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดโปร่ง ตามลำต้นและกิ่งมีหนามแหลมโค้งออกในลักษณะเป็นคู่ เปลือกเป็นสีเทาคล้ำหรือสีเทาอมน้ำตาลขรุขระแตกล่อนเป็นแผ่นยาว แก่นสีน้ำตาลแดง
ใบ เป็นแบบใบประกอบแบบขนนกสองชั้น เรียงสลับ ช่อใบกิ้งก้านเรียงตรงกันข้ามกัน 10-20 คู่ ใบย่อย 30-50 คู่ เรียงตรงข้าม ใบรูปแถบ กว้าง 0.5-1 มม. ยาว 4-7 มิลลิเมตร ปลายใบมน โคนใบเบี้ยว ใบหมดจด หรือมีขนเล็กน้อยเส้นแขนงใบข้างละ 6-7 เส้น ก้านใบหลักยาวราว 3-4 ซม. มีขน
ดอกออกเป็นช่อแบบช่อเชิงลดคล้ายช่อหางกระรอกตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อยาว 5-9 ซม. ดอกย่อยขนาดเล็ก สีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อน กลีบ 5 กลีบ ยาว 0.2-0.3 ซม เกสรเพศผู้เป็นจำนวนมาก เป็นเส้นเล็กสีขาว ดอกบานสุดกำลังกว้าง 2-3 มิลลิเมตร มีกลิ่นหอมยวนใจ
ผลออกเป็นฝักแห้งแตก ฝักแบนรูปขอบขนานหัวท้ายแหลม ยาว 5-10 ซม. ฝักแก่สีน้ำตาลคล้ำเป็นเงา เมล็ด มี 3-7 เม็ดต่อฝัก ลักษณะแบน สีน้ำตาลอมเขียว
แก่นไม้ มีสีแดงเข้มถึงน้ำตาลปนแดง เป็นมันเลื่อม เสี้ยนสน เนื้อแน่น แข็งเหนียว ส่วนแก่นของต้นมีสีน้ำตาบแดง และก็ทน เลื่อยผ่า ตบแต่งได้ยาก
การขยายพันธุ์สีเสียด
สีเสียดสามารถขยายพันธุ์ได้ 2 วิธี คือ
แบบอาศัยเพศ ใช้เม็ดเพาะในแปลงเพาะ โดยทำการเก็บฝักแก่จากต้น โดยจะสังเกตว่าฝัหมีสีน้ำตาลคล้ำวาว นำไปผึ่งแดดให้แห้ง 2-3 วัน ฝักจะแตกอ้าสะกดรอยตะเข็บข้างๆเมล็ดแก่จะมีสีน้ำตาลอมเขียว วาว แล้วนำเมล็ดไปเพาะในแปลงเพาะ ซึ่งจะมีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 75 เปอร์เซ็นต์ และก็เมล็ดจะใช้เวลาในการงอก 10 วัน จึงย้ายชำต้นกล้าลงถุงก๊อบแก๊บที่ได้จัดแจงดินไว้แล้ว แล้วหลังจากนั้นดูแลรักษาต้นกล้าโดยประมาณ 4-5 เดือน จึงนำไปปลูกในพื้นที่ที่ต้องการถัดไป สำหรับการเพาะเมล็ด บางทีอาจจะใช้วิธีหยอดเม็ดลงในถุงก๊อบแก๊บโดยตรงแล้ว รักษากล้าให้เจริญเติบโตจนกระทั่งระยะปลูกก็ได้เหมือนกัน
แบบไม่อาศัยเพศ โดยการใช้เหง้าปลูก เพราะว่าไม้แก่นเป็นไม้โตเร็ว ก็เลยสามารถขยายพันธุ์ตามธรรมชาติด้วยการแตกหน่อได้ด้วย
สำหรับเพื่อการระบุระยะ ถ้าหากอยากได้ใช้ประโยชน์จากเนื้อไม้ควรปลูกระยะห่าง 2x3 เมตร หรือ 4x4 เมตร แต่ว่าถ้าหากปลูกเพื่ออยากผลิตไม้ฟืนหรือถ่าน ควรจะปลูกระหว่าง 2x2 หรือ 2x4 เมตร รวมทั้งถ้าปลูกเพื่อปรารถนาเก็บเมล็ดสำหรับในการทำแหล่งเมล็ดพันธุ์ ควรจะปลูก 2x2 หรือ 2x4
ส่วนประกอบทางเคมี
สาระสำคัญกรุ๊ปหลักที่เจอในสีเสียดไทย คือ สารกรุ๊ปแทนนิน (tannins) ที่ทำให้พืชสมุนไพรชนิดนี้รสฝาด ตัวอย่างเช่น catechutannic acid ในปริมาณ 20-35%, acacatechin 2-10%, epicatechin, phlobatannin, protocatechu tannins, pyrogallic tannins, epicatechin-3-O-gallate, epigallocatechin3-O-gallate นอกเหนือจากนี้ยังเจอสารกรุ๊ปฟลาโวนอยด์ (flavoniods) มี quercetin, quercetagetin, fisetin flavanol dimers, flavonol glycosides, 5,7,3´,4´-tetrahydroxy-3-methoxy flavone-7-O-β-D-galactopyranosyl-(1→4)-O-β-D-glucopyranoside รวมทั้งยังพบสารกรุ๊ปอื่นๆยกตัวอย่างเช่น catechu red และ caffeine และถ้าหากแยกเป็นแต่ละส่วนออกมาจากสารต่างๆดังนี้
ใบ เจอ Catechin, Isoacacatechol, Tannins isoaca catechol acetate
เปลือกต้นพบสารพวก Catechol, Gallic acid, Tannin, แก่นมีสาร Catechin, Dicatechin, 3′ ,4′ ,7′ , -Tri-O-methyl catechin, 3′ ,4′ ,5 , 5′ , 7-sPenta-O-methyl gallocatechin, ใบมีสาร -(+)-Chatechin, Isoacacatechol, Tannins isoacacatechol acetate ส่วนอีกทั้งต้นมีสาร Epicatechin
สรรพคุณเสียดสี
ในประเทศไทยมีการนำมาใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆมากมายก่ายกอง เช่น มีการเปลือกต้นและก้อน มาใช้ในอุตสาหกรรมย้อมผ้ารวมทั้งฟอกหนังสัตว์ โดยแก่นไม้หรือแก่นของจะให้สีน้ำตาล ซึ่งสามารถนำมาใช้ย้อมผ้า แห อวน และก็หนังได้ หรือจะใช้เปลือกต้นนำมาย้อมเส้นไหม โดยการลอกเอาเฉพาะเปลือกต้นแล้วเอามาสับเป็นชิ้นเล็กๆต้มสกัดสีกับน้ำ ในอัตราส่วน 1:2 ซึ่งจะได้เส้นไหมสีน้ำตาล เป็นต้น
สีเสียดมีแก่นไม้สีแดงเข้มถึงน้ำตาลทรายแดง ลักษณะวาวเลื่อมเหนียว ทนทาน ขัดชักเงาก้าวหน้า สามารถประยุกต์ใช้ผลดีในการทำเครื่องไม้เครื่องมือ เครื่องใช้ต่างๆหรือใช้ทำเสาเรือนใช้สำหรับกลึง แกะ สำหรับต้นที่ลักษณะไม่ดีก็ใช้ทำฟืนเชื้อเพลิงหรือใช้สำหรับการเผาถ่านได้ ส่วนใบใช้เป็นอาหารสัตว์จำพวก โค ควาย หรือใช้ต้นใช้เลี้ยงครั่งได้ด้วยเหมือนกัน นอกนั้นชาวกะเหรี่ยงในเชียงใหม่ ยังมีการใช้แก่นไม้ เอามาเคี้ยวรับประทานกับหมากได้อีกด้วย
สำหรับสรรพคุณทางด้านสมุนไพรนั้น ตามตำรายาไทยได้มีการนำมาทำเป็นเครื่องยาโดยการนำแก่นต้น สับให้เป็นชิ้นๆแล้วต้มแล้วก็ต้ม จากนั้นระเหยน้ำที่ต้มได้ให้เหนียวข้น จะได้ของแข็งเป็นก้อน สีน้ำตาลดำ เป็นเงา แข็ง รูปร่างไม่แน่นอน เปลือกนอกหยาบคาย มีด้านในด้านหนึ่งที่แตกจะแวววาว ไม่มีกลิ่น รสขม ฝาดจัด ซึ่งมีสรรพคุณ แก้ท้องเสียเรื้อรัง ลำไส้อักเสบ รักษารอยแผล แก้ปากเป็นแผล ใส่แผลเปื่อยยุ่ยและริดสีดวง และก็อาการบาดเจ็บที่มีเลือดออก บดหรือต้มรับประทานแก้ท้องเดิน คุมธาตุ แก้บิดมูกเลือด แก้ลงแดง ทารักษาบาดแผล รักษาโรคผิวหนัง ต้มล้างรอยแผล ไทยเป็นยาฝาดสมาน แก้ท้องเสีย ห้ามเลือดที่ออกมาจากจมูก แก้บิด ล้างแผลจุกนมแตก ล้างแผลถูกไฟไหม้ ทำให้แผลหายเร็ว รวมทั้งยังใช้ส่วนต่างๆของต้นเป็นสมุนไพรได้โดยจะมีสรรพคุณดังนี้
แก่นไม้ แก้ท้องร่วง,รักษาโรคผิวหนัง,แก้บิด,ปิดธาตุ,แก้ลงแดง
เปลือกต้น แก้บิด แก้ท้องเดิน รักษาแผล แก้ท้องเสีย
เมล็ดในฝัก ฝนแก้โรคหิด แผลน้ำกัดเท้า
นอกจากนั้นบัญชียาจากสมุนไพร ที่มีการใช้ตามองค์วิชาความรู้ดั้งเดิม ตามประกาศ คณะกรรมการแห่งชาติด้านยา (ฉบับที่ 5) ปรากฏการใช้สีเสียดไทย ในยารักษาอาการของโรคในระบบทางเดินอาหาร ปรากฏตำรับ ”ยาเหลืองปิดสมุทร” มีส่วนประกอบของไทย และเทศ ร่วมกับสมุนไพรอื่นๆในตำรับ มีคุณประโยชน์ทุเลาอาการท้องเดินประเภทที่ไม่เกิดขึ้นได้เพราะมีสาเหตุเนื่องมาจากการติดเชื้อ ตัวอย่างเช่น อุจจาระไม่เป็นมูก หรือมีเลือดคละเคล้าและท้องร่วงจำพวกที่ไม่มีไข้ได้อีกด้วย

รูปแบบ/ขนาดการใช้
สำหรับเพื่อการนำก้อนมาใช้จำเป็นต้องเอามาบดเป็นผงประมาณ 0.3-2 กรัม แล้วชงน้ำ หรือต้มเอาน้ำรับประทานช่วยแก้อาการท้องร่วง ท้องร่วง แก้บิด หรือใช้ทารักษาแผลต่างๆก็จะช่วยรักษาแผลล้างรอยแผล ใช้ห้ามเลือด แล้วก็รักษาโรคผิวหนัง น้ำกัดเท้าได้ แก้แผลเรื้อรัง ใช้เปลือกต้น ต้มกับน้ำ ใช้ล้างแผล หัวนมแตก ใช้ล้างแผล แก้แผลเปื่อยยุ่ยเรื้อรัง น้ำกัดเท้า แก้โรคหิด ใช้เมล็ดฝัก ฝนทาแก้โรคหิด แผลน้ำกัดเท้า หรือจะใช้ผงสีเสียดเป็นยาฝาดสมาน แก้อาการท้องเสีย โดยผสมกับผงอบเชย ในปริมาณเท่าๆกัน ถ้าเกิดท้องเสียมากใช้ 1 กรัม ถ้าน้อยใช้ 1/2 กรัม ต้มกับน้ำ 1 ถ้วยแก้ว เคี่ยวหนึ่งชั่วโมง กรอง กินทีละ 4 ช้อนแกง (ราวๆ 30 มิลลิลิตร) วันละ 3 ครั้ง หรือใช้ผงผสมกับน้ำมันพืช ทาแผลน้ำกัดเท้า
การศึกษาทางเภสัชวิทยา
ฤทธิ์ต้านจุลชีวัน มีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับฤทธิ์ต้านทานจุลชีพ พบว่าสารสกัดน้ำ เมทานอล และก็เฮกเซน จากไทยมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Escherichia coli O157:H7, Pseudomonas aeruginosa, Salmonella typhi, Bacillus subtilis, Bacillus cereus, Staphylococcus aureus แล้วก็ methicillinresistant S. aureus ได้ นอกเหนือจากนั้นยังพบว่าสารสกัดเฮกเซนจากเปลือกต้นไทยมีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อรา Candida albicans รวมทั้ง Aspergillus niger ได้
ฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรีย มีการทดสอบพบว่ามีฤทธิ์ต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย Staphylococcus aureus ทดสอบสารสกัดเอทานอล (80%) จากลำต้นแห้ง ความเข้มข้น 6.25 มิลลิกรัม/มิลลิลิตร กับเชื้อแบคทีเรีย S. aureus ในจานเพาะเชื้อ พบว่ามีฤทธิ์อ่อนๆเมื่อเปลี่ยนมาใช้สารสกัดเอทานอล (95%) จากเรซินของสีเสียด พบว่ามีฤทธิ์ มีการทดลองน้ำสกัด สารสกัดเฮกเซน รวมทั้งสารสกัดเอทานอล ความเข้มข้น 200 มก./มิลลิลิตร ของพืชหลายประเภทสำหรับเพื่อการต้านทานเชื้อแบคทีเรียประเภทต่างๆโดยวิธี agar well diffusion จากผลของการทดสอบพบว่า สารสกัดเอทานอลจากเปลือกของ มีฤทธิ์ต้าน S. aureus ส่วนน้ำสกัดมีฤทธิ์อ่อนๆและก็สารสกัดเฮกเซนไม่มีฤทธิ์
ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสีย สารสกัดด้วยแอลกอฮอล์น้ำจากเปลือกต้น (Acacia catechu Willd.) ซึ่งประกอบด้วยสารกลุ่ม catechins ได้แก่ (-)-epicatechin รวมทั้ง (+)-catechin มีฤทธิ์ลดความถี่รวมทั้งความแรงในการหดเกร็งตัวของลำไส้ใหญ่และก็ลำไส้เล็กส่วนปลายที่แยกได้จากหนูตะเภา โดยฤทธิ์การหยุดยั้งจะมากขึ้นตามจำนวนสารสกัดที่ให้ สารสกัดจากต้นสามารถเสริมฤทธิ์ของ calcium antagonist สำหรับในการต่อต้านการหดเกร็งรอบๆลำไส้ใหญ่มากกว่าส่วนของลำไส้เล็กส่วนปลาย รวมทั้งสามารถออกฤทธิ์คลายการยุบเกร็งของลำไส้ใหญ่แล้วก็ลำไส้เล็กส่วนปลายจากการเหนี่ยวนำด้วยสาร carbachol ซึ่งเป็นการการันตีว่าเปลือกต้นมีฤทธิ์ต้านการหดเกร็งของไส้ผ่านการหยุดยั้ง muscarinic receptors รวมทั้ง Ca2+ channels ของเซลล์ จากการทดสอบฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียที่ส่งผลให้เกิดอาการท้องเดิน พบว่าสารสกัดจากต้นสามารถยั้งการเจริญของเชื้อ Campylobacter jejuni, Escherichia coli รวมทั้ง Salmonella spp โดยไม่มีผลต่อเชื้อจุลินทรีย์ประเภท Bifido แล้วก็ Lactobacillus ในไส้เมื่อให้ที่ความเข้มข้น 5 เท่าของฤทธิ์ต่อต้านการยุบเกร็ง ก็เลยสามารถสรุปได้ว่าสารสกัดจากต้นออกฤทธิ์บรรเทาอาการท้องร่วง โดยการต้านการยุบเกร็งในลำไส้มากยิ่งกว่าฤทธิ์ต้านทานเชื้อแบคทีเรีย จึงน่าจะเป็นผลดีต่อการรักษาอาการท้องเสียที่มิได้มีเหตุที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
ฤทธิ์ต้านอักเสบ การทดสอบนำสารสกัดผสมระหว่าง baicalin จาก Scutellaria baicalensis รวมทั้ง (+)- Catechin จาก A. catechu มาทดลองฤทธิ์ลดการอักเสบ พบว่าสารผสมดังที่กล่าวถึงแล้วสามารถยั้งการทำงานของเอนไซม์ cyclooxygenase (COX) และก็ 5-lipoxygenase (5-LOX) ได้ โดยมีค่า IC50 (50% inhibitory concentration) ต่อ ovine COX-1 and COX-2 peroxidase enzyme รวมทั้ง potato 5-LOX enzyme พอๆกับ 15 g/mL และ 25 g/mL เป็นลำดับ
ฤทธิ์ต้านทานออกซิเดชั่น การเล่าเรียนฤทธิ์ต้านทานออกซิเดชั่นของส่วนสกัดเอธานอลจาก A. catechu (L.f.) Willd. ด้วยวิธี 1,1-Diphenyl-2-picrylhydrazyl (DPPH)assay โดยเปรียบเทียบกับสารมาตรฐาน Buthylated Hydroxyl toluene (BHT) และก็ Quercetin ได้ค่าความเข้มข้นของสารสกัดที่ยั้งการเกิดอนุมูลอิสระได้ร้อยละ 50 (IC50) เท่ากับ 10.45μg/ml แล้วก็ 2.73 μg/ml ตามลำดับ
การศึกษาทางพิษวิทยา
การทดสอบความเป็นพิษทดลองฉีดสารสกัดเอทานอล (50%) จากลำต้น เข้าทางท้องหนูถีบจักร พบว่าความเข้มข้นสูงสุดที่สัตว์ทดลองทนได้ เป็น 100 มก./กก.
พิษต่อเซลล์ทดสอบสารสกัดเอทานอล (50%) จากลำต้นกับ CA-9KB โดยมี ED50 มากยิ่งกว่า 20 มคก./มล. พบว่าสารสกัดนี้ไม่มีพิษต่อเซลล์ มีการทดสอบสารสกัดจากเปลือกกับเซลล์จากปลายรากของหอมหัวใหญ่ จากการทดสอบพบว่า สารสกัดจากเปลือก มีฤทธิ์ยั้งการแบ่งเซลล์เมื่อเทียบกับกรุ๊ปควบคุม
ฤทธิ์ก่อกลายพันธุ์เมื่อทดลองสารสกัดจากแก่นไม้แห้ง (ไม่ระบุชนิดสารสกัด) ความเข้มข้น 250 มคก./จานเพาะเชื้อ กับ Salmonella typhimurium TA100, TA1535, TA1538, TA98 พบว่าสารสกัดดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วไม่มีฤทธิ์ คำแนะนำ/ข้อควรคำนึง
การใช้สีเสียดเป็นยาสมุนไพร ควรจะพิจารณาถึงความปลอดภัย เช่นเดียวกับสมุนไพรจำพวกอื่น เป็น ไม่สมควรใช้ต่อเนื่องกันเป็นระยะเวลานาน และไม่ควรที่จะใช้เกินปริมาณที่ระบุตามตำรายา เพราะว่าบางทีอาจส่งผลกระทบต่อสภาพร่างกายได้
สำหรับเพื่อการเลือกใช้สีเสียดก้อนนั้นควรจะนึกถึงความสะอาดแล้วก็ควรที่จะทำการเลือกก้อนที่ไม่มีสิ่งเจือปนอื่นๆติดมาหรือควรที่จะทำการเลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้
เอกสารอ้างอิง
นพมาศ สุนทรเจริญนนท์ และนงลักษณ์ เรืองวิเศษ.วิเคราะห์ วิจัยคุณภาพเครื่องยาไทย.คอนเซพท์ เมดิคัส จำกัด กรุงเทพมหานตรา 2551.หน้า502-510
 จงรัก วัจนคุปต์.  การตรวจหาสมุนไพรไทยที่มีอำนาจทำลายเชื้อแบคทีเรีย.  Special Project Chulalongkorn Univ, 1952. 
ผศ.ดร.ศิริมา  สุวรรณกูฏ.สีเสียด.สมุนไพรแก้ท้องร่วง.บทความสมุนไพรฐานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
นิจศิริ เรืองรังสี และธวัชชัย มังคละคุปต์.สมุนไพรไทย เล่ม 1.สำนักพิมพ์บี เฮลท์ตี้ กรุงเทพฯ2547.หน้า305.
.ฐานข้อมูลสมุนไพรที่มีการใช้ในผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์.สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
หนังสือสมุนไพรสวนสิรีรุกขชาติ.  (คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล).  “เหนือ Catechu Tree / Cutch Tree”.  หน้า 32.
ฤทธิ์ต้านอาการท้องเสียของต้น.ข่าวความเคลื่อนไหนสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพรคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล.
เหนือ.กลุ่มยารักษาน้ำกัดเท้า.สรรพคุณสมุนไพร200ชนิดโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชอันเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี(ออนไลน์)
สมสุข มัจฉาชีพ.พืชสมุนไพร.รุ่งศิลป์การพิมพ์.กรุงเทพฯ.พิมพ์ครั้งที่2.2542.หน้า280.
ศุภยางค์ วรวุฒิคุณชัย.หลิน กิจพิพิธ.ฤทธิ์ต้านเชื้อของสารสกัดสมุนไพรไทยต่อ clinical isolates ของ methicillinresistant Staphylococcus aureus. วารสารสงขลานครินทร์. 2548. 27(Suppl. 2) หน้า 525-34.
ไทย.ฐานข้อมูลเครื่องยาคณะเภสัชศาสตร์มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี(ออนไลน์)
วันดี กฤษณพันธ์ เกร็ดความรู้สมุนไพร.สำนักพิมพ์ดิคัล มีเดีย กรุงเทพฯ พิมพ์ครั้งที่ 2.2539หน้า125.
Shen D, Wu Q, Wang M, Yang Y, Lavoie EJ, and Simon JE. Determination of the Predominant Catechins in Acacia catechu by Liquid Chromatography/Electrospray Ionization-Mass Spectrometry. J. Agric. Food Chem 2006, 54 (9): 3219-24.
หนังสือพจนานุกรมสมุนไพรไทย, ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5.  (ดร.วิทย์ เที่ยงบูรณธรรม).  “สีเสียดเหนือ”.  หน้า 784-785.
Valsaraj R, Pushpangadan P, Smitt UW, Adsersen A, Nyman U.  Antimicrobial screening of selected medicinal plants from India.  J Ethnopharmacol 1997;58(2):75-83.
. Saini ML, Saini R, Roy S, and Kumar A. Comparative pharmacognostical and antimicrobial studies of acacia species (Mimosaceae). J Med Plants Res 2008, 2 (12): 378-86.
Shrimal SK.  Antimitotic effect of certain bark extracts.  Broteria Ser Trimest Cieng Nat 1978;48(3/4):55-8.
Jayshree D. Patel, Vipin Kumar, Shreyas A. Bhatt. Antimicrobial screening and phytochemical analysis of the resin part of Acacia catechu. Pharmaceutical Biology 2009, 47(1): 34-7.
 Ray PG, Majumdar SK.  Antimicrobial activity of some Indian plants.  Econ Bot 1976; 30:317-20.
. Burnett BP, Jia Q, Zhao Y, and Levy RM. A Medicinal Extract of Scutellaria baicalensis and Acacia catechu Acts as a Dual Inhibitor of Cyclooxygenase and 5-Lipoxygenase to Reduce Inflammation. J Med Food 2007, 10 (3): 442-51.
Dhar ML, Dhar MM, Dhawan BN, Mehrotra BN, Ray C.  Screening of Indian plants for biological activity: part I.  Indian J Exp Biol 1968; 6:232-47.
Ramli S, Bunrathep S, Tansaringkarn T, and Ruangrungsi N. Screening for free radical scavenging activity from ethanolic extract of Mimosaceous plants endemic to Thailand. J Health Res 2008, 22(2): 55-9.
Nagabhushan M, Amonkar AJ, Nair UJ, Santhanam U, Ammigan N, D'souza AV, Bhide SV.  Catechin as an antimutagen: its mode of action.  J Cancer Res Clin Oncol 1988;114(2):177-82.
 Ahmad I, Mehmood Z, Mohammad F.  Screening of some Indian medicinal plants for their antimicrobial properties.  J Ethnopharmacol 1998;62:183-93.