ผู้เขียน หัวข้อ: อีแอ่น  (อ่าน 6 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ teareborn

  • Full Member
  • ***
  • กระทู้: 124
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด
อีแอ่น
« เมื่อ: มีนาคม 12, 2019, 03:00:43 PM »

อีแอ่น

อีแอ่นเป็นชื่อไทยแท้ของนก ๒ สกุล
(ปัจจุบันชาวไทยมีความเห็นว่าชื่อ “อีแอ่น” ไม่สุภาพหรือเปล่าด้วยเหตุว่า จึงเปลี่ยนเป็นชื่อ“นางแอ่น” หรือ“นกแอ่น” เหมือนกับ“อีกา” เป็น “นกกา” หรือ “อีแร้ง” เป็น “นกแร้ง”) เป็น สกุล Apodidae (ชั้น Apodiformes) กับตระกูล Hirundinidae (อันดับ Passeriformes)
อีแอ่นรับประทานรังเป็นนกในสกุล Apodidae ส่วนนกในวงศ์ Hirundinidae หลากหลายประเภทเรียก “อีแอ่น” เช่นกัน แต่นกที่จัดอยู่ในสกุลหลังนี้ทำรังด้วยดิน ไม่มีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมอยู่อย่างใด และนกตาพอง (Pseudochelidon sirintarae Thonglongya) ที่มีผู้ตั้งชื่อให้ใหม่เป็นนกเจ้าฟ้าหญิงสิรินธร อันเป็นนกถิ่นเดียวของไทย พบที่บึงบอระเพ็ด จังหวัดนครสวรรค์ เดี๋ยวนี้เป็นนกหายากและมีจำนวนน้อยหรือบางครั้งอาจจะสิ้นซากไปรวมทั้งได้
อีแอ่นหิมาลัย มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colocalia brevirostris (Horsfield) มีชื่อสามัญว่า Himalayan swiftlet ประเภทนี้ทำรังด้วยหญ้ารวมทั้งพืชชนิดต่างๆมีน้ำลายเป็นตัวเชื่อมเพียงแค่เล็กๆน้อยๆ อีแอ่น ๒ จำพวกแรก คือ อีแอ่นกินรังกับอีแอ่นรับประทานรังสะโพกขาว ทำรังด้วยน้ำลายล้วนๆก็เลยเป็นรังนกที่มีคุณภาพบรรเจิด มีชื่อเสียงกันมานานรวมทั้งเป็นที่ต้องการของตลาด แพงแพงมากมาย ส่วนรังของอีแอ่นชนิดอื่นในสกุลเดียวกันนี้ไม่เป็นที่นิยมของตลาด โดยยิ่งไปกว่านั้น ๒ จำพวกหลัง เป็น อีแอ่นท้องขาวรวมทั้งอีแอ่นหิมาลัย
อีแอ่นกินรังเป็นนกที่อาศัยอยู่ในถ้ำหินปูนหรือถ้ำหินทรายตามเกาะต่างๆตามทะเลหรือตามริมฝั่งต่างๆหรืออาจอยู่อยู่ตามอาคารบ้านเรือนต่างๆตัวอย่างเช่น ตึก โบสถ์ และก็บินออกจากถิ่นในตอนเช้ามืด ไปพบกินตามแหล่งน้ำในหุบเขาหรือตามป่า โดยบินไม่หยุดตลอดทั้งวัน ห่อนกลับมายังถิ่นที่อยู่ในช่วงเวลาเย็นหรือค่ำ นกเหล่านี้สามารถบินโดยใช้เสียงสะท้อนกลับ (echolocation) จึงไม่ชนกับสิ่งกีดขวางอะไรก็แล้วแต่ทั้งที่ถิ่นที่อยู่มืดตึดตื๋อ ราวปริมาณร้อยละ ๘๐ ของอาหารเป็นแมลง โดยยิ่งไปกว่านั้นมดมีปีก ในช่วงฤดูฝนนั้น ของกินของนกพวกนี้เป็นนกแทบทั้งสิ้น อีแอ่นรับประทานรังที่อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราชข้อมูลตั้งแต่นี้ต่อไปได้ผลงานของการศึกษาวิจัยของรองศาสตราจารย์โอภาส ขอบเขตต์ ราชบัณฑิต ผู้ที่มีความชำนาญเรื่องนก ซึ่งได้รายงานต่อที่ประชุมราชบัณฑิต สำนักวิทยาศาสตร์ ที่ราชบัณฑิตยสถาน ช่วงวันที่ ๗ พฤศจิกายน พุทธศักราช๒๕๔๔ ในประเด็นเรื่อง “อีแอ่นกินรังในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช” ก่อนที่จะท่านกำลังจะถึงแก่บาปเพียงแค่ ๕ เดือนเศษ

อีแอ่นกินรังในอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นจำพวก Colocalia fuciphaga (Gmelin) หรือ eible – nest swiftlet ในราว ๕๐ ปีที่ผ่านมา อีแอ่นรับประทานรังได้เข้ามาอาศัยและทำรังในบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งประชาชนเรียก “บ้านร้อยปี” โดยเริ่มเข้ามาพักพิงที่ชั้น ๓ อันเป็นข้างบนสุด เจ้าของบ้านก็เลยย้ายมาอยู่ที่ชั้น ๒ ต่อมาปริมาณนกมีมากไม่น้อยเลยทีเดียวจนกระทั่งรุกพื้นที่ชั้น ๒ เจ้าของบ้านก็เลยย้ายมาอยู่ที่ชั้น ๑ ซึ่งเป็นร้าน แต่ปัจจุบันนี้บ้านหลังนี้มีนกอยู่เต็มทั้ง ๓ ชั้น โดยเจ้าของบ้านเลิกกิจการและย้ายไปอยู่ที่อื่นๆ แต่กลับมาเก็บรังนกทุกเดือน โดยเฉลี่ยได้รังนกราวเดือนละ ๖ โล (ราคาโลละ ๕๐๐๐๐-๗๐๐๐๐ บาท) ในช่วงนั้นอีแอ่นรับประทานรังไปอาศัยอยู่รอบๆโบสถ์ของวัดซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของแม่น้ำ โดยที่เดิมที่ทางวัดมิได้เก็บรัง แต่ว่าเดี๋ยวนี้คณะกรรมการวัดก็เก็บรังนกขายเหมือนกับบ้านร้อยปี โดยได้รังนกเฉลี่ยราวเดือนละ ๒ กิโลกรัม
ในตอน ๕ ปีที่ผ่านมา อีแอ่นรับประทานรังรอบๆตลาดอำเภอปากพนังได้เพิ่มขึ้น จนตราบเท่าเข้าไปอยู่ในตึกสูงๆหลายอาคารทางฝั่งด้านทิศตะวันออก(ฝั่งบ้านร้อยปี) ส่วนฝั่งด้านตะวันตก(ฝั่งวัด) ก็มีบ้าง แม้กระนั้นน้อยกว่ามากมาย ปัจจุบันนี้มีการก่อสร้างอาคารสูง๑๐ชั้น มากยิ่งกว่า ๑๐ อาคาร แต่ละอาคารใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า ๕ ล้านบาท โดยหวังให้อีแอ่นเข้าไปอาศัยทำรัง รวมแล้วมีตึกที่ผลิตขึ้น โดยหวังว่าอีแอ่นรับประทานรังจะเข้าไปทำรังไม่น้อยกว่า ๕๐ อาคาร แต่ว่าอีแอ่นก็ไม่ได้เข้าไปอาศัยทำรังทุกตึก
ทำไมอีแอ่นจึงเลือกอาคารใดตึกหนึ่งเพื่อสร้างรัง คำตอบนี้ยังไม่หาคำตอบได้แต่ว่าจากการศึกษาเล่าเรียนพบว่า อีแอ่นจะเข้าไปทำรังในอาคารสูงตั้งแต่ ๑-๗ ชั้น อาคารจำนวนมากมักมีสีเหลืองไข่ไก่ แม้กระนั้นลางอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จแล้ว ยังเป็นสีก้อนอิฐ ก็มีนกเข้าไปอาศัยแล้วก็ทำรัง ส่วนทิศทางการเข้าออกของอีแอ่นนั้น พบว่ามีเกือบทุกทิศทาง ไม่แน่นอน แต่ทางเข้าออกของนกโดยส่วนมากเป็นทิศใต้ค่อนไปทางทิศตะวันตก
แต่ อุณหภูมิรวมทั้งความชุ่มชื้นภายใต้อาคารน่าจะเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่นกเลือกอาศัยและก็สร้างรัง พบว่าตึกที่นกอาศัยจะอยู่ระหว่าง ๒๖- ๒๙ องศาเซลเซียส และความชื้นสัมพัทธ์ไม่ต่ำยิ่งกว่าร้อยละ ๗๕ (อยู่ร้อยละ ๗๙-๘๐ ) ผนังอาคารจำเป็นต้องไม่น้อยกว่า ๓๐ เซนติเมตร ภายในมีอ่างน้ำรอบๆหรือแทบรอบ ไม่มีหน้าต่าง แต่มีช่องลมให้นกเข้าออกขั้นต่ำ ๒ ช่อง ซึ่งอุณหภูมิและความชื้นสัมพัทธ์ในอาคารพวกนี้ใกล้เคียงกับถ้ำธรรมชาติที่นกจำพวกนี้ใช้เป็นที่อาศัยรวมทั้งทำรัง สำหรับเพื่อการเก็บรังนกนั้น เจ้าของบ้านเก็บก่อนที่จะนกจะออกไข่ คือราว ๓๐ วัน หลังจากนกเริ่มสร้างรัง แล้วก็เก็บทุกๆเดือน แม้กระนั้นหากเป็นรังที่นกออกไข่แล้ว ก็จะปล่อยให้นกออกไข่ถัดไปจนกระทั่งครบ ๒ ฟอง แล้วปลดปล่อยให้ไข่ฟัก และเลี้ยงลูกอ่อนกระทั่งลูกบินได้ก็เลยจะเก็บรัง